Mag-log inเข่อซิงคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองจนรับรู้และตระหนักได้ว่ายามนี้นางได้มาเกิดใหม่ในร่างของสตรีนามเดียวกันที่รูปโฉมหน้าตามีความคล้ายคลึงกันหลายส่วน หากแต่ต่างแซ่ต่างอายุ
โดยเดิมทีเข่อซิงมาจากโลกสมัยใหม่ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ชื่อเต็มนางคือเฉินเข่อซิง อายุ 27 ปี เป็นหัวหน้าเชฟในภัตตาคารหรูที่เซี่ยงไฮ้ ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวมา 4 ปีซ้อน
เป็นเด็กกำพร้าที่ตะเกียกตะกายทำงานหนัก อดทนทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีอนาคตสดใส จนก้าวมาสู่ตำแหน่งเชฟซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย
หากแต่สุดท้ายช่างน่าเสียดายนักที่จู่ๆนางเกิดหัวใจวายตายไปขณะกำลังปรุงอาหารสูตรใหม่อยู่ในภัตตาคารตามลำพัง เมื่อฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นอ้ายเข่อซิงเด็กสาวอายุ 16 ปีในยุคโบราณเสียแล้ว
‘ช่างดียิ่งนัก ชาติก่อนเป็นเด็กกำพร้า ชาตินี้มาเกิดใหม่ก็ยังคงเป็นเด็กกำพร้าอีก แต่อ้ายเข่อซิงผู้นี้กลับน่าสงสารกว่านางมากที่ถูกเก็บมาเลี้ยงดูโดยคนใจร้ายหน้าไหว้หลังหลอกอย่างสกุลอ้าย
ถูกกดขี่ใช้งานสารพัด ทั้งยังโดนดุด่าทุบตีเป็นที่ระบายอารมณ์อยู่เป็นประจำด้วย ตอนนี้ยังถูกบังคับให้แต่งงานกับตาแก่เฒ่าหัวงูตัณหากลับเพื่อหวังในสินสอดทองหมั้นอีก’
เข่อซิงคิดพร้อมถอนหายใจยาวออกมาในโชคชะตาอันเลวร้ายของนาง ซึ่งนับว่าชาติก่อนยังดีกว่ามากทีเดียว
อย่างน้อยชีวิตนางในชาติที่แล้วก็มีอิสรเสรีทำอะไรได้ตามใจตัวเองมากกว่าเจ้าของร่างเดิมในชาตินี้ที่ต้องตายไปอย่างไร้ความเป็นธรรมและน่าอดสูใจ
‘เอาล่ะ ไหนๆก็ได้มาเกิดใหม่แล้วทั้งทีจะท้อถอยไม่ได้ ต้องหาทางหนีออกไปจากจวนนายอำเภอให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน’
เข่อซิงคิดอย่างหมายมั่นตั้งใจนำพาตัวเองให้หลุดพ้นจากบ่วงเคราะห์ของอ้ายเข่อซิงให้ได้
‘โครกกก คร่ากกก’ เสียงกระเพาะที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสามวันสามคืนดังขึ้น
‘โอยยหิวชะมัดเรี่ยวแรงก็ไม่มีแบบนี้จะไปไหนรอดล่ะ นี่ถ้าได้กินอาหารอร่อยหรือมีน้ำดื่มสะอาดสักแก้วก็ดีสิ’ เข่อซิงคิด
จากนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ร่างของนางกลับถูกดูดกลืนเข้าไปในแสงนั่นด้วย
‘เฮ้ยอะไรน่ะ นี่..นี่มันห้องครัวในภัตตาคารเหม่ยสือที่ทำงานเธอชาติที่แล้วนี่นา ดูสิ..มีอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้เครื่องปรุงมากมายเลย
มีห้องเก็บพืชผักผลไม้วัตถุดิบต่างๆ ตู้เก็บอาหารสดจากทะเลและแม่น้ำ ถังเก็บน้ำบริสุทธิ์จากตาน้ำบนภูเขาเพื่อใช้ในการปรุงอาหาร
มีทุกอย่างครบถ้วนเหมือนโลกที่เธอจากมาไม่มีผิด’ เข่อซิงคิดขณะเดินสำรวจไปโดยรอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี
‘ดีจริง ได้มาเกิดใหม่พร้อมมิติพิเศษเป็นห้องครัวในภัตตาคารเหม่ยสือ แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวอดตายแล้วล่ะ’ เข่อซิงยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้เห็นสถานที่ทำงานอันคุ้นเคยอีกครั้ง
‘ขอดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อนเถอะ’ เข่อซิงกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
จากนั้นจึงเดินตรงไปยังถังเก็บน้ำซึ่งบรรจุน้ำบริสุทธิ์จากตาน้ำบนภูเขาเพื่อนำมาปรุงอาหารหรือดื่มกินโดยเฉพาะ
เข่อซิงหยิบแก้วเปล่าขึ้นมาพร้อมเปิดก๊อกรองรับน้ำมาดื่มเพื่อดับกระหาย
“ค่อยชื่นใจหน่อย ไม่คิดเลยว่าน้ำในถังจะมีรสชาติดีดื่มแล้วสดชื่นขนาดนี้ รู้สึกว่าร่างกายมีพลังกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยแฮะ”
เข่อซิงเอ่ยขึ้นกับตัวเอง ร่างกายและจิตใจรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากได้ดื่มน้ำบริสุทธิ์ไปหนึ่งแก้ว
‘เอ๊ะ ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ร่างกายยังรู้สึกแข็งแรงขึ้น อาการปวดเมื่อย เจ็บปวดแสบตามเนื้อตัวก่อนหน้านี้ก็จางลงไปด้วย
เฮ้ยย..รอยแผลตามแขนขาดูเหมือนจะดีขึ้นด้วย นี่มันอะไรกันน่ะ’ เข่อซิงคิดพลางก้มลงมองสำรวจเนื้อตัวและเห็นกับตาว่าบาดแผลที่เจ้าของร่างเดิมถูกทุบตี เฆี่ยนทำร้ายก่อนหน้านี้มีอาการดีขึ้น
“อย่าบอกนะว่าน้ำถังนี้เป็นน้ำวิเศษในตำนานเหมือนที่นางเคยดูละครหรืออ่านนิยายพวกนั้นน่ะ”
‘ว้าวแบบนี้ก็เยี่ยมไปเลยสิ น้ำวิเศษ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย รักษาอาการเจ็บป่วย ทั้งยังรสชาติดีอีกด้วย
ฮึฮึ สบายล่ะเรา คราวนี้ฟื้นตัวได้แล้วสินะ เอาล่ะแบบนี้ก็ขอทำของอร่อยมาเติมท้องก่อนเถอะ’ เข่อซิงคิด
จากนั้นนางก็เดินไปหยิบวัตถุดิบมาทำอาหารอร่อยประทังชีวิตและดับความหิวโหย
โดยมื้อนี้เข่อซิงเลือกทำอาหารอ่อนๆอย่างโจ๊กตุ๋นเป๋าฮื้อกับกังป๋วยหรือหอยเชลล์อบแห้ง
แม้นร่างกายนางจะฟื้นฟูขึ้นมาได้จากน้ำวิเศษ แต่ร่างที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาสามวันสามคืนก็ควรจะรับอะไรอ่อนๆย่อยง่ายเข้าไปก่อนเพื่อปรับสภาพกระเพาะนั่นเอง
หลังจากเติมท้องด้วยโจ๊กตุ๋นเป๋าฮื้อแล้ว เข่อซิงรู้สึกมีกำลังวังชามากขึ้น แต่ยังรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างอยู่ดี
สุดท้ายจึงลุกขึ้นไปทำรังนกตุ๋นโสมใส่พุทราจีน แปะก๊วย เก๋ากี้เพื่อบำรุงร่างกายมาหนึ่งถ้วย
เมื่อกินครบทั้งคาวหวานก็รู้สึกได้ว่าร่างกายฟื้นฟูมีพลังงานเต็มที่
จากนั้นเข่อซิงจึงกลับออกไปสู่ห้องกักขังซึ่งเป็นห้องเก็บฟืนก่อนหน้านี้อีกครั้ง เพื่อคิดหาลู่ทางในการหลบหนีออกจากจวนสกุลอ้าย
‘ห้องนี้ปิดทึบไร้หนทางออกนอกจากประตูตรงหน้านางนี่แหละ’
เข่อซิงเดินสำรวจดูก็เจอแต่กำแพงแล้วก็กำแพง หนทางออกเดียวคือประตูที่ถูกล็อกเอาไว้จากด้านนอกเท่านั้น
‘สงสัยคงต้องรอให้คนมาเปิดและฉวยโอกาสเหมาะหนีออกไปซะแล้วสิ’ เข่อซิงคิดอย่างหมดหนทาง
หากเพียงไม่นานนักนางก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กตรงประตู ส่งสัญญาณว่ามีคนกำลังจะเปิดเข้ามาด้านใน
เข่อซิงมองตรงไปยังประตูด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนจะหยิบฉวยคว้าไม้ฟืนท่อนหนึ่งซึ่งจับถนัดมือมาถือเอาไว้มั่น
‘เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ฟาดให้สลบแล้วลอบหนีออกไปตอนนี้แหละ’ เข่อซิงได้อาวุธแล้วก็เดินหลบออกมายืนข้างๆ ตั้งท่ารอจัดการกับผู้เข้ามาใหม่
“ซิงเอ๋อ..ซิงเอ๋อ ข้ามาช่วยแล้ว” แต่ยังไม่ทันได้ลงมือเสียงเรียกและรูปร่างหน้าตาอันคุ้นเคยของผู้ที่เข่อซิงจำได้ว่าคือแม่บ้านถิง ถิงหลานเฟย
ผู้ที่ดีที่สุดกับเจ้าของร่างเดิมในจวนนายอำเภอแห่งนี้ กำลังเดินเข้ามาและเรียกหานางด้วยสีหน้าท่าทางวิตกกังวล
“ท่านป้าถิง ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ” เข่อซิงทิ้งไม้ฟืนลงไปกับพื้นก่อนจะเดินเข้าไปหาแม่บ้านถิง
“ซิงเอ๋อเป็นอย่างไรบ้าง ดูสิ..เนื้อตัวหน้าตามอมแมมไปหมด แล้วรอยแผลตามตัวนี่อีก โธ่..ช่างน่าสงสารยิ่งนัก” แม่บ้านถิงเอ่ยอย่างสงสารเห็นใจเข่อซิงซึ่งนางรักเอ็นดูเหมือนบุตรหลานคนหนึ่ง
เนื่องแม่บ้านถิงพบเจอเข่อซิงซึ่งเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนในตลาดขณะติดตามอ้ายฮูหยินไปซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ นับจากนั้นนางก็รับหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูเข่อซิงมาโดยตลอด
“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ เจ็บปวดแค่นี้ชาชินเสียแล้ว ท่านป้าอย่าเศร้าใจไปเลยนะเจ้าคะ ว่าแต่ท่านมาหาข้าที่นี่ได้อย่างไรกัน อ้ายฮูหยินอนุญาตแล้วงั้นหรือ” เข่อซิงถามนางกลับไป
“ข้าขอร้องฮูหยิน เอ่ยอ้างว่าเจ้าไม่ได้กินอะไรมานานหลายวัน ทั้งยังถูกลงโทษทุบตีซ้ำหลายครั้ง หากเจ็บป่วยสาหัสหรือเป็นอะไรไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”
“ถ้าเถ้าแก่เจิ้งรู้เข้าจะไม่พอใจได้ นางจึงอนุญาตให้ข้านำอาหารกับยามาให้เจ้า” แม่บ้านถิงตอบกลับไป พร้อมมองสำรวจเข่อซิงด้วยสีหน้าท่าทางวิตกกังวล
“ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆเจ้าค่ะ ท่านป้าไม่ต้องเป็นห่วง” เข่อซิงเอ่ยปลอบใจแม่บ้านถิงอีกครั้ง
“ซิงเอ๋อ เจ้ารีบหนีไปเสียเถอะ ข้าเตรียมเสื้อผ้า ยา อาหาร รวมทั้งเงินเล็กน้อยเอาไว้ให้แล้ว เจ้ารับเอาไว้และรีบหนีออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
แม่บ้านถิงเอ่ยพร้อมยื่นถุงสัมภาระส่งให้เข่อซิงซึ่งอึ้งไปเล็กน้อย
“หากข้าหนีไปเช่นนี้ท่านก็ต้องเดือดร้อนไปด้วยสิเจ้าคะ” เข่อซิงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรข้าเอาตัวรอดได้ เจ้ารีบหนีไปเถอะ ก่อนมาข้าดูต้นทางเอาไว้แล้ว ด้านหลังจวนเวลานี้ยังไม่มีคนพลุกพล่านนัก รีบออกไปเถอะอย่าให้ข้าเสียความตั้งใจเลยนะ” แม่บ้านถิงคะยั้นคะยอนางอีกครั้ง
“แต่ว่า..” เข่อซิงลังเลไม่อยากให้แม่บ้านถิงต้องเดือดร้อนไปกับนางด้วย
“รีบไปเถอะก่อนที่จะสายเกินไป ข้าอยู่กับสกุลอ้ายมานานย่อมรู้หนทางเอาตัวรอดได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“ข้าทนเห็นเจ้าถูกขายให้เถ้าแก่เจิ้ง เศรษฐีแก่ตัณหากลับนั่นไม่ได้จริงๆ ไปเถอะซิงเอ๋อ” แม่บ้านถิงยัดสัมภาระใส่มือเข่อซิงพร้อมผลักดันนางออกไป
“เช่นนั้นขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ท่านป้าถิง ลาก่อน..รักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ” เข่อซิงเอ่ยขอบคุณแม่บ้านถิงอีกครั้ง
ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางด้านหลังของจวนนายอำเภอซึ่งมีผู้คนเบาบางและหาทางหลบหลีกหนีออกไปได้ในที่สุด
“อืม อาหารรสเลิศสมกับที่อาเหอและหมอหลวงฮั่วเอ่ยชื่นชมจริงๆ ทั้งยังแปลกประหลาดไม่เคยกินที่ใดมาก่อนด้วย”ฮ่องเต้จื่อหยางเอ่ยชื่นชม ทั้งบาร์บีคิว หม้อไฟสองน้ำซุป ซุปหมาล่าและซุปสมุนไพร กับเป็ดปักกิ่งที่เป็นอาหารแปลกตาไม่เคยกินที่ใดมาก่อน“ใช่เพคะฝ่าบาท อร่อยแปลกดีแท้”“เป็ดปักกิ่งอะไรนี่ก็มีวิธีการกินไม่เหมือนที่ใด ใช้แผ่นแป้งบางๆอ่อนนุ่มมาห่อกับหนังเป็ดกรุบกรอบทานเคียงกับแตงกวา ต้นหอม พริกสดและน้ำปรุงรสออกหวานแต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังอร่อยเข้ากันได้ดี”ฉินฮองเฮาเอ่ยอย่างชื่นชอบเป็ดปักกิ่งไม่น้อย ตอนนี้นางเสวยแป้งห่อหนังเป็ดกรอบๆกับเครื่องเคียงไปหลายคำแล้ว“หม่อมฉันยินดีนักที่ทั้งสองพระองค์ชื่นชอบอาหารเหล่านี้เพคะ”ซือเหยาเอ่ยอย่างภูมิใจ“อาเหอ เจ้านับว่าโชคดีมากทีเดียวนะที่ได้พระชายามีฝีมือในการปรุงอาหารยอดเยี่ยมเช่นนี้”ฮ่องเต้จื่อหยางกล่าว พลางนึกย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ฮุ่ยเหอถูกพิษเหรินหยาง ซึ่งแม้นจะรอดชีวิตมาได้แต่ร่างกายกลับได้รับผลกระทบตามมาไม่น้อยทั้งเบ
อี้ถงยังคงนิ่งอึ้งไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอันใดอีก เพราะได้รู้สถานะที่แท้จริงของซือเหยาซึ่งมีที่มาไม่ธรรมดาเลยสักนิดเป็นพระชายาชินอ๋องแล้วยังมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิงหนานผิงอีกทั้งยังมีครอบครัวเป็นสกุลแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหยวน ที่แม้นแต่ฮ่องเต้ยังทรงต้องเกรงพระทัยอยู่หลายส่วน “แม่นางจิ่น หากท่านไม่มีธุระอันใดก็เชิญกลับไปเสียเถอะ ข้ากับท่านอ๋องจะพักผ่อน” ซือเหยาเอ่ยปากไล่อี้ถง “ใช่ แล้วอย่าเสนอหน้ามาให้ข้ากับพระชายาเห็นอีก ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้ายไร้ความปรานีก็แล้วกัน”ฮุ่ยเหอเอ่ยเสียงเข้มนัยน์ตาดุดัน ทำเอาอี้ถงตัวสั่นงันงกขึ้นมาเลยทีเดียว ก่อนจะขอตัวลากลับออกไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้อ ท่านนี่เสน่ห์แรงจริงๆนะเจ้าคะ เพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่ทันจะข้ามวันก็มีสตรีมาหาถึงตำหนัก ทั้งยังพูดจาให้ท่าอวดดีถึงเพียงนั้นด้วย” ซือเหยาก
“ถวายบังคมหนานชินอ๋องเพคะ” อี้ถงรีบตรงรี่เข้ามาทันทีที่เห็นฮุ่ยเหอก้าวมายังโถงรับรองของตำหนักโดยนางไม่คิดสนใจผู้ที่ยืนเคียงข้างเขาอย่างซือเหยาแม้นแต่น้อย ทำให้ซือเหยาอดมองพิจารณาอี้ถงด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ระหว่างทางเดินเข้ามายังห้องโถงเจียหลินก็ทำหน้าที่บอกเล่าที่มาที่ไปของจิ่นอี้ถงให้ซือเหยาได้รู้คร่าวๆแล้ว ทำให้นางค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีผู้นี้คงไม่ได้มาดีเป็นแน่“แม่นางจิ่น ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดกัน” ฮุ่ยเหอถามน้ำเสียงราบเรียบติดจะเย็นชาตามปกติที่เขามักใช้พูดคุยกับอี้ถงก่อนหน้านี้ ทำให้นางใจเสียไปเล็กน้อย“โธ่ท่านอ๋องเพคะ พวกเราไม่ได้พบกันนานกว่าครึ่งปีแล้ว พอได้ข่าวจากท่านพ่อว่าท่านอ๋องทรงเสด็จกลับมาเมืองหลวง หม่อมฉันตื่นเต้นยินดีและอยากมาพบท่านอ๋องเพราะคิดถึงท่านมากอย่างไรล่ะเพคะ”อี้ถงเอ่ยอย่างไม่อายปากทั้งยังมีท่าทีระริกระรี้ผิดกับคำพูดที่ว่าไม่ได้คิดเกินเลยอะไรกับฮุ่ยเหอแล้วดังเช่นที่บอกแก่ฉินฮองเฮาลิบลับ“บังอาจ เจ้าช่างไร้ยางอายนัก นอกจากไม่ทำการคารวะทักทายพระชายาข้าแล้วยังมีหน้
หลังซือเหยาแต่งงานกับฮุ่ยเหอได้ราวสามเดือนก็มีพระราชสารจากฮ่องเต้เรียกตัวชินอ๋องและพระชายาให้ไปเข้าเฝ้า เนื่องจากฝ่าบาททรงไม่ได้พบเจอหน้าพระอนุชานานแล้วที่สำคัญยังทรงต้องการพบเจอน้องสะใภ้ซึ่งสามารถมัดใจชินอ๋องผู้ไม่เคยสนใจสตรีใดมาก่อนหน้านี้ได้นั่นเอง “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” ฮุ่ยเหอเอ่ยทำการคารวะฮ่องเต้พระเชษฐาร่วมอุทรมารดาเดียวกันด้วยความเคารพ “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”ซือเหยาเอ่ยถวายบังคมอย่างนอบน้อมเช่นกัน “เชิญพวกเจ้าตามสบายเถอะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอันใดมากมาย ที่ข้าเรียกตัวพวกเจ้าสองสามีภรรยาขึ้นมายังเมืองหลวงนี้ เพียงแค่ต้องการพบหน้าครอบครัวญาติสนิทก็เท่านั้น”“เหยาเอ๋อ..เจ้าเองก็เรียกข้าว่าพี่เช่นเดียวกันกับอาเหอเถอะนะ” ฮ่องเต้จื่อหยางทรงตรัสอย่างเป็นกันเองและมีเมตตาต่อซือเหยายิ่งนัก
ฮุ่ยเหอเติมน้ำร้อนลงไปในถังอาบน้ำพร้อมหยดน้ำมันหอมสกัดจากดอกเหมยกุ้ย(ดอกกุหลาบ)ที่ซือเหยาชื่นชอบลงไป แล้วจึงโรยกลีบกุหลาบที่เตรียมเอาไว้สำหรับภรรยาลงไปด้วยก่อนจะโอบอุ้มร่างงามลงไปในถังไม้ใบใหญ่ และก้าวขายาวๆตามลงไป เขาหยิบสิ่งที่ซือเหยาทำขึ้นและเรียกมันว่าสบู่กลิ่นดอกเหมยกุ้ยนำมาอาบชำระล้างร่างกายช่วยปรนนิบัติขัดถูหลังให้ซือเหยาโดยพยายามหักห้ามใจไม่ทำตัวซุกซน ด้วยเห็นใจว่านางเหนื่อยล้าจริงๆ ทำให้ซือเหยาซาบซึ้งใจไม่น้อย“ท่านพี่..ให้ข้าช่วยท่านชำระล้างร่างกายเถอะเจ้าค่ะ”ซือเหยาเอ่ยกับสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนางรู้ดีว่าฮุ่ยเหอต้องอดทนอดกลั้นไม่รุกล้ำก้ำเกินนางมากเพียงใด เพราะช่วงเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมาฮุ่ยเหอต้องกลับไปชำระสะสางงานที่เมืองเจิ้นหนานปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวสกุลเฉินอย่างเต็มที่และเพิ่งจะกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง หากแต่ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าหานางตามลำพังหรือคิดจะค้างคืนกับนางก่อนการสมรสเป็นอันขาดแน่นอนว่างานนี้มีเฟยหรงทำหน้าที่ควบคุมดูแลขัดขวางทางคู่รักนกยวนยางอย่างเคร่งครัดเลยทีเดียว
หลังจากน้อมรับพระราชโองการแล้วทุกคนในเรือนสกุลเฉินก็ตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่หมอหลวงฮั่วเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวก่อนขอรับ ยังมีราชโองการอีกหนึ่งฉบับ” หมอหลวงฮั่วกล่าวพร้อมหยิบราชโองการอีกฉบับเตรียมขึ้นมาอ่าน ทุกคนจึงรั้งไว้ในท่าเดิม “ท่านหญิงหนานผิงงดงามอ่อนโยน เฉลียวฉลาดเก่งกาจมากความสามารถ อีกทั้งยังมีใจรักมั่นอยู่กับหนานชินอ๋องพระอนุชาของฮ่องเต้”“ดังนั้นฝ่าบาทจึงมีพระกรุณามอบสมรสพระราชทานให้แก่คู่หนุ่มสาวได้ครองคู่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร พร้อมมอบสินเดิมให้แก่เจ้าสาวผู้ทรงเกียรติเป็นเงิน 2000 ตำลึงทอง 2000 ตำลึงเงิน”“รวมทั้งผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศ เครื่องทองเครื่องประดับ ข้าวของบรรณาการชั้นยอดอีก 10 หีบ เพื่อเป็นเกียรติให้แก่เจ้าสาว จบราชโองการ”หมอหลวงฮั่วเอ่ยพระราชโองการฉบับที่สองจบก็เล่นเอาคนสกุลเฉินตกตะลึงตาค้างกันไปเลย อีกทั้งยังเข้าใจคำกล่าวของฮุ่ยเหอก่อนหน้านี้ได้ทันที&nb
ทั้งหมดพากันเข้ามาพูดคุยในเรือนสกุลเฉินแม่ทัพใหญ่เฉินกับเฉินฮูหยินถามไถ่เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของซือเหยาด้วยความคิดถึง พร้อมเอ่ยขอบคุณแม่บ้านถิงที่ช่วยดูแลซือเหยาเป็นอย่างดีรวมทั้งรับรู้เรื่องราวความทุกข์ยากลำบากที่บุตรสาวได้เผชิญมาจากครอบครัวที่โหดร้ายทารุณ จิตใจชั่วช้าอย่างสกุลอ้
กว่าฮุ่ยเหอจะยอมปล่อยซือเหยาให้เป็นอิสระก็สายมากแล้ว เขาตามตัวเจียหลินให้มาปรนนิบัตินางที่ห้องของตนเอง ทั้งยังสั่งให้โยกย้ายเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวของนางมาไว้ที่ห้องเขาด้วยซึ่งงานนี้ซือเหยาที่สำนึกผิดคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าหาล่วงเกินฮุ่ยเหอก่อนจึงไม่กล้าเอ่ยโต้แย้งอะไรกลับไป&
แม่บ้านถิงยามนี้ย้ายออกมาจากจวนนายอำเภอได้ราวอาทิตย์กว่าแล้ว และนางถูกสกุลอ้ายสั่งฆ่าปิดปากจริงตามคาดหากแต่ได้คนของฮุ่ยเหอที่ไปเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของสกุลอ้ายรวมทั้งคอยคุ้มครองดูแลแม่บ้านถิงช่วยเอาไว้ได้ทันอีกทั้งฮุ่ยเหอยังให้คนของเขาสร้างสถานการณ์จนสกุลอ้ายเข้าใจว่าแม่บ้านถิ
ยืนสนทนาทักทายกันได้พักหนึ่งนายอำเภออ้ายก็เชื้อเชิญฮุ่ยเหอกับเข่อซิงเข้าไปในจวน “เชิญพวกท่านเข้าไปด้านใน นั่งจิบน้ำชาทานของว่างให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ จะได้พูดคุยสนทนากันไปด้วย” นายอำเภออ้ายเชื้อเชิญแขกเข้าจวนไม่ร







