เข้าสู่ระบบ“เรายังไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของจริงทั้งหมดหรือไม่ และยังไม่ทราบว่ากองกำลังที่กล่าวถึงอยู่ที่ใด หากส่งทหารออกไปโดยไม่มีแผนการที่รอบคอบ อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวและลงมือก่อนเวลา” “แต่หากพวกเขาบุกเรือนจำหลวงจริง...” “ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาทำสำเร็จ” พระสุรเสียงของหลี่เซวียนเย็นเยียบ “เพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยรอบพระราชวังและเรือนจำหลวงเป็นสองเท่า ปิดประตูเข้าออกที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบรายชื่อทหารทุกกองที่ประจำการอยู่ในเมืองหลวง แต่ห้ามเคลื่อนกำลังพลขนาดใหญ่โดยพลการ จนกว่าจะทราบแน่ชัดว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง” “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” พระองค์หันไปทางมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย “ท่านรับผิดชอบตรวจสอบทะเบียนกำลังพลและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเสบียงทางเหนือ ส่วนศาลกลางให้ตรวจสอบที่มาของจดหมายทั้งสองฉบับ หากพบว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องกับการสมคบคิดก่อกบฏ ให้รวบรวมหลักฐานก่อนดำเนินการ อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษแทนคนผิด” “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!” ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์ วันแรกของ
เสียงของขุนนางผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความแตกตื่น ก่อนที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะเริ่มดังระงมไปทั่วตำหนัก “เรือนจำหลวงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษสำคัญ เหตุใดจึงปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้!” “หรือมีคนในราชสำนักสมคบคิดกับเซี่ยหมิงเต๋อ?” “เงียบ!” หลี่เซวียนตรัสเพียงคำเดียว เสียงทั้งหมดก็พลันสงบลง พระองค์ทอดพระเนตรนายทหารที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก่อนตรัสถามอย่างเยือกเย็น “จดหมายอยู่ที่ใด?” “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมยังไม่ได้เปิดอ่านพ่ะย่ะค่ะ แต่จากคำให้การของทหารเวร ผู้ที่นำจดหมายเข้าไปอ้างว่าเป็นคนส่งอาหาร ทว่าเมื่อถูกเรียกตรวจสอบกลับทิ้งห่อผ้าไว้แล้วหลบหนีไป” “เจ้าบอกว่ามีร่องรอยการงัดแงะในห้องคุมขัง แล้วเหตุใดจึงยังกล่าวได้ว่ามีคนลอบส่งจดหมายเข้าไป? เจ้าเห็นผู้ต้องสงสัยด้วยตาตนเองหรือไม่?” นายทหารชะงักไปเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าตอบ “กระหม่อมไม่เห็นด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ แต่ทหารเวรสองนายยืนยันตรงกันว่ามีคนแปลกหน้าเข้าไปในเรือนจำ อีกทั้งเมื่อค้นห่อผ้าที่ทิ้งไว้ ก็พบว่ามีจดหมายซ่อนอยู่ด้านใน” หลี่เซวียนทร
สายพระเนตรของหลี่เซวียนหยุดอยู่ที่ร่างบางตรงมุมตำหนัก เซี่ยเยว่หลันสวมชุดสีขาวเรียบ ผมดำยาวเกล้าขึ้นเพียงครึ่งหนึ่ง ใบหน้าซีดเซียวกว่าที่เคยเล็กน้อย ทว่าท่าทางกลับสงบนิ่ง นางยืนอยู่หลังเสาหินแกะสลักมังกร ราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดสังเกตเห็นการมาถึงของตนเอง หากมิใช่เพราะหลี่เซวียนทรงคุ้นเคยกับดวงตาคู่นั้นดี พระองค์คงไม่ทันสังเกตเห็นความสั่นไหวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบเฉย นางมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดกัน...หมอหลวงมิใช่กำชับให้นางพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักจี้เห่อหรอกหรือ หลี่เซวียนขมวดพระขนงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันมีรับสั่งใด เสียงของขุนนางผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องล่าง “ฝ่าบาท วันนี้เป็นวันรับราชสมบัติของพระองค์ กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่เห็นว่าสมควรกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงหันพระพักตร์กลับไป “ว่ามา” ขุนนางชราผู้นั้นก้าวออกมาจากแถว ก่อนประสานมือถวายคำนับ “แม้ฝ่าบาทจะทรงมีพระปรีชาสามารถ แต่ราชสำนักเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแผ่นดิน อีกทั้งยังมีคดีแม่ทัพเซี่ยที่ต้องตรวจสอบ กระหม่อมเกรงว่าหากปล่อยให้เรื่องส่วนพระองค์เข้ามาเกี่ยวพันกับราชกิจ อ
เสียงกลองพิธีดังขึ้นอีกครั้ง หลี่เซวียนเสด็จมาหยุดอยู่หน้าบันไดหิน พระองค์เงยพระพักตร์มองแท่นสูงเบื้องหน้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ทุกก้าวมิได้มีเพียงเสียงฝีเท้าของพระองค์ หากยังมีความทรงจำจากหลายปีที่ผ่านมาซ้อนทับอยู่ในพระทัย พระองค์นึกถึงวันที่เคยยืนอยู่เบื้องล่าง มองหลี่จิ้งเหยียนประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งยอมรับ ทั้งขัดแย้ง และบางครั้งก็เคยคิดว่าหากวันหนึ่งตนเองได้ขึ้นไปยืนตรงนั้น ทุกอย่างคงแตกต่างออกไป แต่บัดนี้เสด็จพี่ไม่อยู่แล้วไม่มีเสียงพระราชดำรัสให้ปฏิบัติตาม ไม่มีบุรุษผู้เคยมีอำนาจเหนือชีวิตของพระองค์ยืนอยู่เบื้องหน้า และไม่มีโอกาสให้ถามคำถามที่ยังค้างคาอยู่ในพระทัยอีกต่อไป หลี่เซวียนก้าวขึ้นสู่ขั้นสุดท้าย ก่อนหยุดอยู่หน้าบัลลังก์มังกร พระองค์ทรงทอดพระเนตรเก้าอี้มังกรตรงหน้าอย่างเงียบงัน ลวดลายมังกรแกะสลักบนพนักพิงดูสง่างามและน่าเกรงขาม แต่ในสายพระเนตรของพระองค์ มันกลับมิได้เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอย่างที่เคยคิดเพราะเบื้องหลังความรุ่งโรจน์นั้นคือความรับผิดชอบที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากทรงตัดสินพระทัยผิด
หลังจากตรวจสอบราชโองการและเอกสารในหอเก็บพระราชลัญจกรตลอดทั้งวัน ในที่สุดก็มีการยืนยันว่าไม่มีพระราชโองการฉบับใดที่แต่งตั้งผู้สืบราชบัลลังก์ไว้อย่างชัดแจ้ง ทว่าด้วยพระปรีชาสามารถและความชอบธรรมของหลี่เซวียน ประกอบกับความเห็นพ้องของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ ที่ประชุมจึงมีมติให้อ๋องเจ็ดเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินตามราชประเพณีอย่างเคร่งครัด ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เพราะทุกคนปราศจากความทะเยอทะยาน แต่เพราะในช่วงเวลาที่ราชสำนักกำลังเปราะบาง ไม่มีผู้ใดต้องการเป็นคนจุดชนวนความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าเหนือพระราชวังยังปกคลุมด้วยเมฆสีเทาจางๆ ลมเย็นพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องเคลือบ ธงไว้ทุกข์สีขาวที่แขวนอยู่ตามระเบียงยาวพลิ้วไหวอย่างเงียบงัน เสียงกลองพิธีดังขึ้นจากลานหน้าตำหนัก เสียงนั้นกังวานไปทั่วพระราชวัง ปลุกให้เหล่าข้าราชบริพารที่ยืนรออยู่ตามตำแหน่งของตนต่างสำรวมกิริยา วันนี้ไม่มีเสียงดนตรีเฉลิมฉลอง ไม่มีการประดับโคมแดงหรือจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ทุกสิ่งยังคงเป็นไปตามธรรมเนียมไว้ทุกข์ให้แก่ฮ่องเต้องค์ก่อนแต่แม้บรรยากาศจะเงียบข
“ท่านทั้งหลายกล่าวได้มีเหตุผล แต่การสืบราชสมบัติมิใช่เรื่องที่อาศัยเพียงความสามารถหรือความเห็นของขุนนางเท่านั้น หากจะให้อ๋องเจ็ดขึ้นครองราชย์ ย่อมต้องมีหลักฐานตามราชประเพณีรองรับ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในภายหลัง” ถ้อยคำนี้ทำให้บรรยากาศภายในตำหนักหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย ทุกคนต่างทราบว่า การรับราชสมบัติจำเป็นต้องมีความชอบธรรม ไม่อาจอาศัยเพียงเสียงสนับสนุนแล้วก้าวขึ้นนั่งบัลลังก์ได้ทันที มหาเสนาบดีฝ่ายขวาจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้ย่อมต้องตรวจสอบราชโองการและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน หากมีพระประสงค์ของอดีตฮ่องเต้ปรากฏอยู่ ก็สมควรดำเนินการตามนั้น หากไม่มี ก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายและราชประเพณีอย่างรอบคอบ” ในขณะที่เหล่าขุนนางกำลังหารือกันอยู่นั้น เสียงขันทีประกาศจากหน้าประตูก็ดังขึ้น “อ๋องเจ็ดเสด็จ!” ทุกคนพลันหยุดสนทนา ก่อนพร้อมใจกันหันไปยังทางเข้า หลี่เซวียนเสด็จเข้ามาในชุดไว้ทุกข์สีขาวเรียบ พระพักตร์สงบนิ่ง พระเนตรลึกล้ำยากจะคาดเดาความคิด พระองค์มิได้ทรงสวมเครื่องประดับที่แสดงถึงอำนาจเกินจำเป็น และไม่มีท่าทีเร่งรีบแม้แต่น้อย เมื่อเสด็จมาถึงกลางตำหนัก เหล่าขุนน







