Mag-log in“รายละเอียดทั้งหมดคุณปณิตาคงต้องไปตกลงกับคุณอชิระเองนะครับ ผมมีหน้าที่แค่มาส่งมอบเอกสารตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น”
“นี่มันอะไรกัน มันไม่จริงนะคะ” ปณิตาพยายามที่จะอธิบายให้แทนคุณฟัง แต่หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน
“ทางคุณอชิระให้เวลาคุณ 3 วันเพื่อไปเจรจานะครับ ไปตามที่อยู่นี้นะครับ ถ้าภายใน 3 วันคุณไม่ไปพบคุณอชิระผมมีความจำเป็นที่ต้องส่งฟ้องตามสัญญาฉบับนี้นะครับ” แทนคุณยื่นนามบัตรของโรงแรมที่อชิระเป็นผู้บริหารอยู่ให้กับปณิตา
หญิงสาวเอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปรับมาถือไว้ โดยที่ยังไม่ได้อ่านอะไรในนามบัตรนั้น
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” แทนคุณลุกขึ้นแล้วเอ่ยลาหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงมีอาการเหม่อลอยอยู่ แล้วเดินออกไปจากคาเฟ่ของเธอ
ตั้งแต่เรียนจบเธอก็มุ่งมั่นตามความฝันด้วยการมาสร้างคาเฟ่ที่นี่ จนวันเปิดร้านวีนัสกับเพลงที่เป็นเพื่อนรักของเธอก็มาร่วมแสดงความยินดีด้วย แล้วทั้งสองก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปในเช้าของวันรุ่งขึ้น
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนวีนัสก็เลิกกับแฟนที่เป็นนักธุรกิจ เพราะวีนัสมาหาเธอที่ร้านแล้วนั่งร้องห่มร้องไห้กับเธอว่าผู้ชายคนนั้นเจ้าชู้มากเขานอกใจวีนัสไปมีผู้หญิงคนอื่น ปณิตาเองก็รู้สึกเจ็บปวดแทนเพื่อนของเธอเช่นกัน วีนัสอยู่พักใจกับปณิตาที่เชียงรายหนึ่งสัปดาห์ แล้ววีนัสก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไป
หลังจากนั้นทั้งสองก็ค่อย ๆ ห่างหายกันไปด้วยความที่ต่างคนก็ต่างทำงานในหน้าที่ของตัวเอง เธอทราบข่าวจากเพลงเพียงแค่ว่าวีนัสไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว เธอก็รู้สึกยินดีไปกับเพื่อน
ความสับสนถาโถมเข้ามาจนหญิงสาวไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เมื่อตั้งสติได้เธอก็นึกถึงเพื่อนรักของเธอที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานแรมปี
มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกหาเพื่อนสาวคนสนิท
(เลขหมายปลายทางที่ท่านเรียกยังไม่เปิดใช้บริการในขณะนี้ค่ะ...)
“นะ...นี่ มันอะไรกัน” มือบางที่สั่นเทากำโทรศัพท์แน่น น้ำตาเอ่อคลอก้มมองเอกสารตรงหน้า
“มันต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ ๆ” ร่างบางรีบลุกขึ้นคว้าเอกสารบนโต๊ะแล้วเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้ามาถึงในห้องทำงานมือบางที่สั่นเทาด้วยความรีบร้อนค้นหากุญแจตู้เซฟจากในกระเป๋าถือ ด้วยความรีบร้อนเธอทำกระเป๋าหล่นลงพื้นจนกุญแจตู้เซฟกระเด็นออกมาจากกระเป๋า
ปณิตารีบคว้ากุญแจไปเปิดตู้เซฟแล้วค้นหาซองใส่โฉนดที่ดินทันที มือที่สั่นด้วยความตื่นเต้นและวิตกกังวลภาวนาขอให้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เธอคิด ค่อย ๆ หยิบซองสีน้ำตาลออกมา แล้วเปิดดูเอกสารในซอง แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเธอจะไม่เป็นผล ร่างบอบบางทิ้งตัวทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ในซองนั้นมีเพียงแค่กระดาษใส่ไว้เท่านั้น ไม่มีโฉนดที่ดินแล้วจริง ๆ มันไม่มีมาตั้งแต่ตอนไหนเธอก็ไม่อาจจะรู้ได้เพราะทุกครั้งที่เธอเปิดตู้เซฟเพื่อหยิบของก็เห็นซองมันวางอยู่ที่เดิม ซึ่งความเป็นจริงโฉนดที่ดินอาจจะหายไปนานนับปีแล้วก็ได้......หายไปพร้อมกับเพื่อนรักของเธอ แกร๊ก ประตูห้องทำงานของปณิตาเปิดออกแล้วถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว “พี่ปริม เกิดอะไรขึ้นคะ” น้ำขิงที่ได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากห้องทำงานของเจ้านายสาวจึงจะเข้ามาดู ตอนแรกเธอกำลังจะเคาะประตู แต่ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้ดังแว่วมาจากข้างใน จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเลยด้วยความเป็นห่วง ภาพที่น้ำขิงเห็นทำให้เธอต้องรีบปิดประตูทันทีเพราะไม่อยากให้คนอื่น ๆ ในร้านมาเห็นเจ้านายนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าสงสารเช่นนี้ “ฮือ...ขิง...ฉันจะทำยังไงดี จะทำยังไงดี” ปณิตาเอาแต่ร้องไห้แล้วพูดจาซ้ำไปซ้ำมาจนน้ำขิงต้องเข้าไปกอดปลอบเจ้านายเอาไว้ พอช่วงเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งปณิตาก็ตั้งสติขึ้นมาได้ตอนนี้เธอต้องติดต่อกับวีนัสให้ได้ เธออยากรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันคืออะไรกันแน่ มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาบนแก้มเนียนใสที่บัดนี้มันแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนักจนน่าสงสาร “เดี๋ยวลูกค้า...” “เดี๋ยวขิงจัดการต่อให้ค่ะพี่ปริม” น้ำขิงรีบเอ่ยขึ้นมาทันทีเพราะปณิตาสอนน้ำขิงหัดทำขนมและแต่งหน้าเค้กไว้ตลอด เรียกได้ว่าน้ำขิงนี่คือมือขวาที่ไว้ใจได้ของเธอเลยทีเดียว น้ำขิงเองก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เจ้านายสาวกำลังเผชิญกับปัญหาอะไรอยู่ แต่สังเกตจากอาการของคนตรงหน้าก็พอจะเดาได้ว่าปัญหาน่าจะใหญ่เอาเรื่องอยู่ อะไรที่พอจะช่วยเจ้านายได้น้ำขิงก็พร้อมจะทำ “ขอบใจมากนะน้ำขิง” ปณิตารีบเก็บข้าวของบนโต๊ะ และโกยเอกสารทั้งหมดมากอดไว้ แล้วรีบวิ่งออกไปที่ลานจอดรถด้านหลังร้านทันทีเอาจริง ๆ ปณิตาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะไปไหน จะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ แต่ตอนนี้เธอต้องติดต่อกับวีนัสให้ได้
“ไม่เลยค่ะ แล้วพี่พอร์ชล่ะคะเหนื่อยไหม” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามผู้เป็นสามี พลางรับเสื้อสูทของเขามาถือไว้เอง “แค่ได้เห็นหน้าปริมกับลูก พี่ก็หายเหนื่อยแล้วครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเดินไปนั่งยังเก้าอี้หัวโต๊ะใกล้ ๆ กับเด็กน้อยปันปันที่นั่งเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ่ย บนโต๊ะอาหารมีเสียงหัวเราะพูดคุยกัน ทั้งหยอกล้อกันไปมาของสามคนพ่อแม่ลูก ซึ่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าครอบครัวของเขาและเธอก็จะใหญ่ขึ้นแล้ว “ป้อป้อ อมข้าว” เด็กน้อยปันปันรีบฟ้องแม่ทันทีที่เห็นคุณพ่อของเขานั่งเฉย ๆ “คุณพ่อไม่ได้อมข้าวนะคะ แต่คุณพ่ออิ่มแล้วค่ะ” ปณิตาเอ่ยอธิบายกับลูกสาวด้วยรอยยิ้มสดใส อชิระนั่งมองผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดทั้งสองคนด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข จากผู้ชายเสเพลไม่เคยคิดจะมีครอบครัวไม่เคยอยากมีลูก จนได้มารู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อปณิตา เพียงเพราะความต้องการเอาชนะของเขาทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่สุดท้ายเขาก็แพ้ให้เธออย่างราบคาบ แพ้ในความดีของเธอ แพ้ในความอ่อนหวานของเธอ “ป้ออุ้ม ป้ออุ้ม” เมื่อทานข้าวอิ่มเด็กน้อยก็ชูมือเพื่ออ้อนผู้เป
เมื่ออชิระบรรจงสวมแหวนที่นิ้วเรียวเรียบร้อย ทั้งสองก็โผเข้ากอดกัน เมื่อผละร่างกายออกจากกันมือหนาก็ประคองใบหน้าสวยขึ้นมาใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างแผ่วเบาแล้วค่อย ๆ ประกบริมฝีปากมอบจูบดูดดื่มสุดหวานล้ำให้แก่กัน ทั้งสองผลัดกันสอดแทรกแลกลิ้นกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ก่อนที่อะไรต่อมิอะไรจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ไฟในห้องก็สว่างพรึบขึ้นมาเผยให้เห็นบุคคลที่อยู่ในห้องนี้มีทั้งคุณพ่อคุณแม่ของเธอและเขา พี่ป้อง พี่คิน พราวฟ้า พี่ติณ พี่ธีร์ และเพลงขวัญเพื่อนรักของเธอ ขาดก็แต่ยัยเค้กน้องสาวของพี่คินซึ่งไปเรียนต่อต่างประเทศอีก 2 ปีถึงจะกลับมา ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดีกับเขาและเธอ ปณิตาไม่เคยคิดว่าเธอจะถูกขอแต่งงาน ตั้งแต่ตั้งท้องเพียงแค่มีครอบครัวที่อบอุ่นหญิงสาวก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขาเลย แต่ภาพจำในวันนี้มันดีต่อใจของเธอมาก ๆ ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายที่ปากร้าย เอาแต่ใจตัวเองอย่างอชิระจะโรแมนติกได้มากขนาดนี้ “ทุกคนมาได้ยังไงคะ” ปณิตาเอ่ยถามทุกคนด้วยสีหน้ามึนงงผสมปนเปไปกับความตื้นตัน “ถามว่าที่เจ้าบ่าวของลูกเถอะ เป็นคนวางแผน
“จริง ๆ แล้วพี่ไม่ได้ชอบทะเลหรอกนะ เวลาที่มองไปแล้วหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ มันทำให้พี่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว พี่ชอบอยู่ใกล้ป่าใกล้ภูเขา ฟังเสียงนกร้องยามเช้ามันสดใสดีนะ ตอนเรียนจบใหม่ ๆ พี่เคยขอพ่อไปสร้างรีสอร์ตที่เขาใหญ่ แต่พ่อไม่ยอมเพราะท่านต้องการให้ลูกชายเพียงคนเ ดียวบริหารโรงแรมของตระกูลต่อจากท่าน ด้วยความเป็นวัยรุ่นก็เลยไม่ได้จริงจังกับความฝันตัวเองมากนัก เลยทำตามความต้องการของครอบครัวไป” อชิระเอ่ยเล่าเรื่องราวความฝันของตัวเองไปเรื่อย ๆ สายตาทอดมองท้องทะเลที่ไกลสุดลูกหูลูกตาที่วันนี้มันไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะมือคนที่เขารักมานั่งอยู่เคียงข้างกัน มือข้างหนึ่งถือแก้วไวน์แล้วจิบมันไปเรื่อย ๆ ส่วนมืออีกข้างก็โอบกอดหญิงสาวอันเป็นที่รักให้เอนซบศีรษะมาบนไหล่แกร่ง “พี่ชื่นชมในตัวปริมนะครับที่สามารถทำอะไรตามความฝันได้ขนาดนี้ ตอนพี่อายุเท่าปริมแค่จะมาทำงานให้ตรงเวลายังยากเลย” เขาเล่าเรื่องราวของตัวเองไปเรื่อย ๆ พร้อมกับชื่นชมคนตัวเล็กข้างกายจากใจจริง “แต่ตอนนี้พี่พอร์ชเป็นผู้บริหารที่เก่งมากนะคะ ทุกอย่างกำลังไปได้สวยเลย” หญิงสาวพูดความจริงเพราะโรงแรมของเ
“ปริมทำไมกินเยอะขนาดนี้ รู้ไหมว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ ของพวกนี้มันไม่มีประโยชน์” เขาเอ่ยเตือนไปด้วยความเป็นห่วงแต่คนท้องขี้น้อยใจกลับเบะปากทำท่าจะร้องไห้เพราะถูกตำหนิ “ก็มันอร่อยนี่คะ ฮึก ทำไมต้องดุปริมด้วย ฮึก พี่พอร์ชเบื่อปริมแล้วใช่ไหม เพราะปริมอ้วนขึ้นใช่ไหม พี่พอร์ชถึงไม่รักปริมเหมือนเดิม” ความน้อยใจถาโถมเข้ามาจนปณิตาร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่นอย่างลืมอาย ทำให้ป้าดาที่ซักผ้าอยู่ข้างบ้านต้องวิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ “ไม่ใช่นะครับ ไปกันใหญ่แล้วปริม พี่แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้กินพวกของย่อยยาก ๆ แล้วของพวกนี้มันก็น้ำตาลเยอะด้วย อะ ๆ พี่ไม่ห้ามแล้วครับ ไปหาหมอไปดูเจ้าตัวเล็กกันนะครับ” ร่างสูงโอบกอดปลอบประโลม พลางประคองร่างเล็กเดินไปยังลานจอดรถหน้าบ้านอย่างเอาอกเอาใจ@โรงพยาบาล “ตื่นเต้นไหมคะคุณพ่อคุณแม่ นี่คือเอกสารยืนยันเพศของเจ้าตัวเล็กนะคะ” คุณหมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดีพร้อมกับส่งซองเอกสารมาให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้เปิดดูเอง อชิระรับเอกสารมาแล้วค่อย ๆ เปิดดูด้วยมือที่สั่นเทา เขาตื่นเต้นมากจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ส่วนปณิตาก็มองเอกสารที่กำลังจะเค
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ปณิตารีบผละตัวออกจากร่างหนา แต่มีหรือที่แรงของเธอจะสู้แรงของผู้ชายได้ อชิระดึงให้เธอนั่งอยู่บนขอบเตียงคนไข้โดยมีเขาสวมกอดเธออยู่ทางด้านหลัง “อยู่เฉย ๆ อย่าดิ้นนะครับ เข้ามา” เมื่อกระซิบสั่งหญิงสาวแล้ว อชิระก็เอ่ยอนุญาตคนที่เคาะประตูอยู่หน้าห้อง ปณิตาไม่อยากจะขัดขืนให้เหนื่อยเปล่า จึงนั่งอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เขากอดแบบนั้นจนกว่าจะพอใจ คมบอดี้การ์ดของอชิระเดินถือถุงของกินพวงใหญ่เข้ามาอย่างพะรุงพะรัง “พี่พอร์ช ปล่อยปริมก่อนนะคะ เดี๋ยวปริมไปช่วยคุณคมจัดของก่อน” “ไม่ต้องครับ ปล่อยคมจัดการไปปริมนั่งเฉย ๆ ให้พี่กอดก็พอ” คนเอาแต่ใจก็ยังคงกอดรั้งเธอไว้แน่น โดยไม่สนใจสักนิดว่าห้องนี้ไม่ได้อยู่กันเพียงลำพัง ปณิตาทำได้เพียงก้มหน้างุดปล่อยให้เขากอดเธอไว้แบบนั้น จนคมจัดอาหารเรียงบนโต๊ะเรียบร้อยกลิ่นอาหารหอมฉุยก็โชยฟุ้งไปทั่วห้อง “เอื๊อก!” เสียงกลืนน้ำลายด้วยความหิวโหยดังจนร่างแกร่งที่โอบกอดเธอเอาไว้ได้ยินชัด เขายกยิ้มอย่างนึกเอ็นดู “หิวแล้วใช่ไหม ไปกินข้าวสิครับ พี่ส
“ไม่ได้ค่ะ...ท่านี้ไม่ได้” มื อบางผลักร่างหนาให้นั่งไปบนฝาชักโครกที่ถูกปิดเอาไว้อชิระงุนงงกับการกระทำของหญิงสาวยิ่งนัก ผู้หญิงที่เรียบร้อย ขี้อาย เพียงแค่โดนเขาหอมแก้มใบหน้าก็แดงก่ำแล้ว แต่ตอนนี้เธอกำลังขึ้นคร่อมเขาแล้วหย่อนสะโพกลงเพื่อให้โพรงรักอ่อนนุ่มกลืนกินท่อนเอ็นใหญ่ของเขาเข้าไปทีละนิดตอนนี้คนที่ตื่นเต้นจนแทบเสียอาการกลับเป็นคนที่มากประสบการณ์ที่รู้สึกว่าแม่กระต่ายน้อยของเขาได้กลายร่างเป็นแม่เสือสาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่ออย่างเขาแล้ว“ซี้ด อ่า เก่งจังที่รัก” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชมหญิงสาวที่ตอนนี้เริ่มขยับตัวขึ้นลงเบา ๆ แล้ว“อ๊ะ คุณพอร์ช ปริมเสียว” ปณิตาตอนนี้ช่างร้อนแรงจนอชิระแทบตั้งรับไม่ทัน“เรียกพี่นะครับ เมียตัวน้อยของพี่” เมื่อได้ยินสรรพนามหยอกเย้าใบหน้าหวานที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นอกจากจะแดงซ่านด้วยความเสียดเสียวแล้ว ยังร้อนผ่าวด้วยความเขินอายเพิ่มเข้าไปอีก“ค่ะ อ๊ะ พี่พอร์ช ปริมเสียวจังค่ะ” เสียงหวานครางกระเซ่าอย่างลืมอาย ลืมสิ้นว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่โรงพยาบาลกันความจุกแน่นที่ไม่ได้สร้างความอึดอัด แต่กลับเพิ่มความเสียวให้เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ร่างเล็กจึงเร่งขยับโ







