ANMELDENเธอต้องมาใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ กับเขาที่ใช้สัญญาหนี้มาบีบบังคับเธอเอาไว้ "ระหว่างเราถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนกันเธอนอนกับฉันจนครบกำหนด 3 เดือน ฉันจะคืนของของเธอจากนั้นเราคือคนที่ไม่รู้จักกัน"
Mehr anzeigen“พี่ปริมคะ พี่ปริม มีคนมาขอพบค่ะ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่ปริมค่ะ” เสียงตะโกนโหวกเหวกของน้ำขิงเด็กสาววัย 20 ปี ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟของคาเฟ่แห่งนี้ดังมาตั้งแต่ประตูห้องอบขนมยังไม่ทันได้เปิด
ใบหน้าหวานล้ำเงยขึ้นละสายตาจากความสนใจกับเค้กตรงหน้าแล้วหันไปมองที่เจ้าของเสียง
“เสียงดังเอะอะอะไรน้ำขิง เดี๋ยวลูกค้าก็ตกใจกันหมดหรอก” เจ้าของคาเฟ่เอ่ยตำหนิกับลูกน้องในร้านอย่างไม่จริงจังนัก
ปณิตา หญิงสาวอายุ 24 ปี เจ้าของใบหน้าสวย และรอยยิ้มที่หวานละมุน ต่างก็ทำให้หนุ่ม ๆ คอยมาขายขนมจีบกับเธอเป็นประจำ แต่การจะได้พบเจอกับเจ้าของคาเฟ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเธอไม่ชอบออกมาอยู่ที่หน้าร้าน ไม่ชอบความวุ่นวาย เธอชอบที่จะหมกตัวอยู่แต่ที่ห้องอบขนมคิดค้นขนมสูตรใหม่ไปเรื่อย ๆ เพื่อนำมาเป็นเมนูใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าของเธอได้ลองชิม
คาเฟ่ที่เธอเปิดนั้นเป็นคาเฟ่ขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปตั้งอยู่ตรงพื้นที่ชานเมืองของจังหวัดเชียงราย ที่เลือกมาตั้งที่นี่เพราะเธอเคยมาเที่ยวที่ไร่ของญาติที่มาเป็นพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่ชาภาคินซึ่งเป็นไร่ชาชื่อดังของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แล้วชื่นชอบในความสงบของที่นี่ ไม่วุ่นวายเหมือนในเมืองหลวงที่เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างทุกวันนี้
เพราะที่นี่มันคือความฝันของเธอ แม้จะเป็นความฝันที่คนในครอบครัวต่างก็ไม่เห็นด้วยทั้งพ่อแม่ และพี่ชายของเธอก็อยากให้หญิงสาวไปช่วยเหลือธุรกิจของที่บ้าน
แต่ด้วยความดื้อรั้นหญิงสาวจึงขอยืมทุนจากคุณพ่อคุณแม่มาทำตามความฝันทันทีที่เรียนจบ ซึ่งคุณพ่อของเธอก็ยื่นคำขาดว่าจะให้เป็นก้อนสุดท้าย ถ้าคาเฟ่นี้ไปไม่รอดเธอจะต้องกลับไปช่วยงานของที่บ้านทันที แต่ปณิตาก็ต้องทำให้ที่บ้านผิดหวังเพราะเพียงแค่ปีเดียวเธอก็สามารถคืนเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้กับผู้เป็นพ่อได้แล้ว
“ใครมากันน้ำขิง ไปบอกว่าพี่ไม่อยู่นะ” ปณิตาหันไปให้ความสนใจยังขนมเค้กตรงหน้าที่ลูกค้าสั่งเอาไว้ต่อ เธอต้องรีบทำให้เสร็จก่อน 4 โมงเย็น เพราะนัดลูกค้ามารับในเวลานั้น ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเกือบ 2 ชั่วโมง
“ขิงว่าพี่ปริมออกไปพบเขาหน่อยเถอะค่ะ เขาบอกว่าเป็นทนายมีธุระสำคัญจะคุยกับพี่”
คิ้วเรียวขมวดเป็นปมด้วยความสงสัยทำไมอยู่ดี ๆ ถึงมีทนายมาพบเธอกัน ไม่รอช้าหญิงสาวจึงเดินออกมาจากห้องทำขนม ร่างบางรีบถอดผ้ากันเปื้อนแล้วถอดหมวกที่คลุมศีรษะเพื่อใช้สำหรับป้องกันไม่ให้เส้นผมลงไปในขณะทำขนมออกวางที่โต๊ะหน้าห้อง
ร่างบอบบางที่สูงประมาณ 165 เซนติเมตรเดินออกมาบริเวณหน้าร้านที่มีลูกค้าค่อนข้างพลุกพล่านพร้อมกับลูกน้องคนสนิท การปรากฏตัวของเจ้าของร้านคนสวยเรียกความสนใจจากบรรดาลูกค้าหนุ่ม ๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เป้าหมายของหญิงสาวก็คือชายหนุ่มที่อายุน่าจะแก่กว่าเธอไม่กี่ปีที่นั่งหันหลังให้กับเธอเพื่อชมบรรยากาศสวนดอกไม้รอบ ๆ คาเฟ่ บนโต๊ะมีเอกสารปึกใหญ่วางอยู่
ปณิตาหันหน้าไปมองน้ำขิงที่ยืนอยู่ห่าง ๆ เชิงคำถามว่าใช่ผู้ชายคนนี้ไหมที่มาพบเธอ น้ำขิงจึงส่งสัญญาณพยักหน้าเบา ๆ ให้กับเจ้านายสาว
“เอ่อ สวัสดีค่ะ คุณมาขอพบฉันหรือคะ” เสียงหวานใสเอ่ยทักทายแขกที่กำลังเพลิดเพลินกับการชื่นชมธรรมชาติ เมื่อหันมาตามเสียงทักทายก็พบกับใบหน้าสวยหวานยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“สวัสดีครับคุณปณิตา วิวัฒนาทรัพย์ ใช่ไหมครับ” ทนายหนุ่มเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ใช่ค่ะ ดิฉันเองค่ะ”
“ผมชื่อแทนคุณ เป็นทนายความส่วนตัวของคุณอชิระ เรืองโชติไพศาล ครับ ทางคุณอชิระได้ให้ผมนำเอกสารมามอบให้คุณปณิตาครับ” ทนายหนุ่มเอ่ยแนะนำตัวพร้อมกับยื่นเอกสารปึกใหญ่มาให้กับหญิงสาวตรงหน้า
ปณิตางุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมากไม่เข้าใจว่าเอกสารนี่มันเกี่ยวอะไรกับเธอ และชื่ออชิระ เรืองโชติไพศาล เธอก็รู้สึกคุ้น ๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออกและยังปะติดปะต่อเหตุการณ์ไม่ถูกว่าชื่อนี้มาเกี่ยวข้องกับเธอได้อย่างไรกัน
“เอกสารอะไรกันคะ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้จักกับเขาทำไมถึงมาฝากเอกสารอะไรให้ฉัน”
“ผมว่าคุณปณิตาลองอ่านเอกสารก่อนดีกว่าไหมครับ เชิญนั่งครับ” เพราะธุระในครั้งนี้ค่อนข้างสำคัญจึงทำให้แทนคุณเลือกที่จะนั่งโต๊ะที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวแล้วห่างจากบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคาเฟ่แห่งนี้พอสมควร
ร่างบางนั่งลงตามคำเชื้อเชิญของทนายหนุ่ม มือเรียวเล็กค่อย ๆ เปิดเอกสารอ่านไปทีละหน้า ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจกับข้อความบนกระดาษ
“นะ...นี่มันอะไรกัน ฉะ...ฉันไปค้ำประกันเงินกู้ตอนไหน” น้ำเสียงหวานเอ่ยอย่างติดขัดด้วยความสับสน
เอกสารตรงหน้าคือเธอเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ที่วีนัสเพื่อนรักของเธอไปกู้เอาไว้ โดยมีที่ดินที่สร้างคาเฟ่ของเธอเป็นหลักประกันในการกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งวงเงินที่วีนัสกู้ไปคือสิบล้านบาท และที่สำคัญลายเซ็นในเอกสารนั้นก็เป็นลายเซ็นของเธอ
“เออน่า แค่ 3 เดือนกูกับผู้หญิงคนนั้นก็แยกย้ายกันแล้ว มึงไม่ต้องห่วงหรอกน่า กูจะไม่ยอมผิดใจกับเพื่อนเด็ดขาด” “กูก็ไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของใคร แต่เรื่องนี้ขอเถอะไอ้พอร์ช น้องปริมเขาทั้งดีทั้งเรียบร้อยขนาดนั้นอย่าไปเหี้ยใส่เขานะโว้ย แต่ถ้ามึงจริงใจกับน้องก็ทำให้มันถูกต้องเข้าตามตรอกออกตามประตูอะมึงเข้าใจไหม” “......” อชิระไหวไหล่เล็กน้อยไม่ปฏิเสธและไม่ตอบรับคำเอ่ยเตือนของเพื่อน เพราะเขามั่นใจว่าเรื่องแค่นี้เขาควบคุมมันได้ “ว่าแต่มึงมาหากูมีธุระอะไร” “กูมาดูที่ดินที่ระยอง ก็เลยแวะมาหามึง แต่ก็ไม่คิดว่าต้องมารับรู้เรื่องเลว ๆ ของมึง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้กูจะไม่แวะมาเลย” ธามนิธียังคงก่นด่าอชิระอย่างหัวเสีย ที่มันมาทำตัวดื้อเงียบใส่เขาแล้วยังมาแถพาเปลี่ยนเรื่องคุยอีก “กูถือว่ากูเตือนมึงแล้ว ที่เหลือมึงก็ไปคิดให้ดีแล้วกัน” “เออน่า เรื่องแค่นี้กูควบคุมได้สบาย มึงไม่ต้องกังวลหรอก แค่ต่างก็ได้ประโยชน์กันแล้วก็แยกย้ายเมื่อถึงเวลาก็แค่นั้น” ธามนิธีได้แต่นั่งส่ายหัวให้กับความคิดของเพื่อนในเมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง ที่เหลือก็
“ฮัลโหลแก” หญิงสาวกรอกน้ำเสียงหวานลงไปให้ปลายสายรับรู้ว่าเธอยังสบายดีอยู่(โอ๊ยยัยปริม ฉันนึกว่าแกถูกเจ้าหนี้จับโยนลงทะเลไปแล้วนะ ทำไมถึงหายไปแบบนี้ แกรู้ไหมว่าฉันเกือบจะไปที่บ้านของแกแล้ว เพราะติดต่อแกไม่ได้) ปลายสายพ่นคำพูดด้วยความห่วงใยเพื่อนรักมากมายจนตัวเองแทบลืมหายใจ พอพูดจบเธอรีบหายใจตักตวงเอาอากาศเข้าปอดเสียเฮือกใหญ่“ขอโทษนะเพลง พอดีฉันต้องทำงานใช้หนี้เขา คุณอชิระให้ฉันทำงานที่โรงแรมเพื่อใช้หนี้เขาเป็นเวลา 3 เดือนอะ” ปณิตาเลือกที่จะโกหกเพื่อนรักไป เพราะเธอเองก็รู้สึกละอายใจที่จะบอกเพื่อนว่าตัวเองเอาร่างกายไปแลกกับการใช้หนี้(งานอะไรอะแก เขาไม่ได้ให้แกไปฆ่าใครใช่ไหม)“ไม่ใช่แก ก็งานทั่วไปในโรงแรมนี่แหละ เขาให้ฉันช่วยงานเขาแค่ 3 เดือนเท่านั้น แล้วจะไม่มายุ่งเกี่ยวกันอีก”(ทำไมเขาถึงยอมง่าย ๆ แปลก ๆ ตอนแรกก็จะบังคับแกให้นอนด้วยให้ได้ อยู่ดี ๆ ทำไมถึงให้แกทำงานที่โรงแรมแค่ 3 เดือนเพื่อแลกกับเงินตั้งสิบล้าน) เพลงขวัญวิเคราะห์สถานการณ์ตามความเป็นจริง แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยที่ต้องสร้างเรื่องโกหกเพื่อนรัก“ขะ...เขาคงเกรงใจพี่คินแหละมั้ง”(งั้นก็ถือว่าแกโชคดีที่เข
Rrrrrrr แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของชายหนุ่มดังขึ้น “จิ๊ แม่ง” เขาสบถอย่างหัวเสียคราแรกจะไม่สนใจเสียงของมันด้วยซ้ำ แต่พอเงยหน้าแล้วเห็นว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนสนิทที่นาน ๆ จะโทรมา คิดว่ามันต้องมีธุระสำคัญแน่ ๆ จึงต้องหยุดทุกอย่างแล้วไปรับสายเพื่อนก่อน อชิระเดินไปคว้าชุดคลุมอาบน้ำมาสวมใส่อย่างลวก ๆ แล้วเดินออกมารับโทรศัพท์เพื่อนที่ระเบียงห้องนอน “ว่าไงไอ้ธีร์ ถ้าธุระมึงไม่สำคัญกูจะส่งคนไปเผาโครงการมึงทั้งหมด” เมื่อกดรับสายยังไม่ทันที่ปลายสายจะเอ่ยอะไรออกมาอชิระก็สาดอารมณ์ใส่อย่างเต็มที่ “กูขัดจังหวะอะไรหรือไง ดูมึงอารมณ์เสียผิดปกตินะ แล้ววันนี้ท่านรองไม่เข้ามาทำงานหรือไงครับ” นอกจากปลายสายจะไม่สนใจอารมณ์ที่เดือดพล่านของเพื่อนรักแล้ว ธามนิธียังยอกย้อนกวนอารมณ์อชิระเข้าไปอีก “มึงมีธุระอะไรไอ้ธีร์” อชิระกดเสียงเข้มเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ของตนเองที่กำลังพลุ่งพล่านในตอนนี้ “กูไม่อยากคุยทางโทรศัพท์ว่ะ อยากเจอมึงมาหาที่โรงแรมมึงก็ไม่อยู่ งั้นกูไปหาที่บ้านนะ” ธามนิธีเอ่ยด้วยน้ำเสี
ชายหนุ่มนั่งจิบเหล้าไปพลางมองดูสาว ๆ ที่กำลังวาดลวดลายกันอยู่ที่ฟลอร์กลางร้าน อยู่ ๆ ก็มีสาวสวยที่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีเดินนวยนาดเข้ามาหาเขา แล้วเอ่ยทักทายอย่างคนคุ้นเคยกัน “สวัสดีค่ะคุณพอร์ช บังเอิญจังเลยนะคะที่มาเจอกัน” วีนัสซึ่งเป็นลูกสาวของลุงอำนวยอดีตคนขับรถคนสนิทของคุณพ่อของเขาที่ตอนนี้เกษียณแล้วกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด เธอกล่าวทักทายเขาพร้อมกับทิ้งสะโพกนั่งลงตรงโซฟาที่นั่งข้าง ๆ เขาที่มันว่างอยู่ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องมาเจอกับเธอที่นี่ เพราะวีนัสนั้นพยายามจะเสนอตัวให้เขามาหลายครั้ง แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนทะเยอทะยานหัวสูงมันยากต่อการควบคุม และที่สำคัญเขาก็เกรงใจลุงอำนวยด้วยเลยไม่อยากยุ่งกับลูกสาวของคนที่นับถือกัน เพราะเขาไม่เคยคิดจะจริงจังหรือสร้างครอบครัวกับใครทั้งนั้น “มากับใครล่ะ เดี๋ยวโต๊ะเธอฉันจ่ายให้” อชิระเอ่ยบอกสาวสวยอกบึ้มข้างกายอย่างเสียไม่ได้ “ขอบคุณมาก ๆ นะคะคุณพอร์ช” หญิงสาวยกมือประนมแล้วก้มซบตรงหน้าอกเขา จนชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดใจแต่ก็ทำได้เพียงแค่ดันมือเธอออกจากหน้าอกของเขาเบา ๆ “วีนัสมากับเพื่