เข้าสู่ระบบชายหนุ่มเปิดประตูห้องแล้วก้าวไปด้านในเพื่อกดสวิตช์ไฟ ความสว่างในห้องทำให้เกวลินมองเห็นโต๊ะว่างที่พอจะวางเบียร์หนึ่งถาดได้ ไหนๆ ก็อุ้มมาส่งถึงหน้าประตูแล้ว เธอจึงก้าวเข้าไปเพื่อวางถาดเบียร์บนโต๊ะ โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนข้อความเข้า เธอก้มหน้าหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนแล้วอ่านข้อความจากพายุที่ส่งมาถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาออกจากผับกลับมาถึงบ้านแล้วแต่เธอยังมาไม่ถึง
กะทิ : อยู่กับเพื่อนค่ะ กลับช้าหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วง ฝากดูแลพี่ตะโก้ด้วย
วายุ : ตะโก้หลับแล้ว ถ้ามีอะไรโทรหาพี่ได้นะ
กะทิ : รับทราบค่ะ
เกวลินยิ้มกับหน้าจอมือถือ พี่ชายเธอเป็นพวกหลับลึก ปลุกยาก แต่การมีวายุเข้ามาในบ้านไม่ได้ทำให้เธออึดอัดอย่างที่กังวล วายุเป็นคนขี้เกรงใจ จะทำอะไรก็คอยมองสีหน้าเธอเสมอ และคอยเป็นคนกลางประนีประนอมระหว่างเธอกับพี่ชาย เธอรู้ว่าพี่ชายมีรสนิยมแบบไหน ในบรรดาคนที่พี่เคยคบหามีเพียงวายุที่ได้เข้ามาในบ้านและอยู่ร่วมกันอย่างนี้ และก็พอรู้ว่าวายุมีปัญหาทางบ้านแต่สำหรับเธอแล้ว ตอนนี้วายุเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว
อิทธิพลยืนรอเพราะต้องจ่ายจ้างที่ขับรถมาส่ง ยังอุตส่าห์แวะซื้อเบียร์และเอามาส่งถึงห้อง เขายืนพิงพนักโซฟามองหญิงสาวก้มลงกดข้อความในมือถือ ไม่รู้ทำไมเขาอยากเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ อยากเอาหน้ากากอนามัยนั้นออกไปพ้น มือเรียวเล็กยกขึ้นปัดเส้นผมที่ลงมาเคลียแก้ม อีกมือยังคงกดหน้าจอมือถือ ไม่รู้อะไรดลใจทำให้เขายื่นมือไปปัดไรผมทัดใบหูให้ หญิงสาวชะงักแล้วเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นราวกับสิ่งล้ำค่า ปลายนิ้วไล้โครงหน้าเบาๆ แล้วปลดเอาหน้ากากอนามัยออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นริมฝีปากสีส้มอมชมพูที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อย
รวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากของเธอก็ถูกริมฝีปากของเขาทาบทับลงมา ดวงตากลมสวยเบิกกว้างเห็นเพียงความร้อนแรงในดวงตาของเขา ลมหายใจผ่าวร้อนเจือกลิ่นเบียร์อ่อนๆ ที่ชวนให้มึนเมา แรงขบเม้มที่ริมฝีปากเรียกร้องให้อีกฝ่ายตอบรับ กลิ่นกายอ่อนละมุนและรสหวานจากริมฝีปากสวยที่ได้รับทำให้อิทธิพลแทบคุมสติไม่อยู่ ก่อนจะหยุดตัวเองไม่ได้ เขาผละจากริมฝีปากของหญิงสาวแล้วเอ่ยถามเสียงพร่า
“ถ้าคุณไม่ห้าม ผมก็จะไม่หยุดแค่จูบนะ”
เหมือนหญิงสาวเพิ่งได้สติ กลิ่นเบียร์จางๆ และร่างกายร้อนผ่าวทำให้เธอผ่าวร้อนไปทั่วร่าง หญิงสาวเผลอกัดริมฝีปากครุ่นคิด เขาคงเมา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางทำอะไรแบบนี้กับแน่ๆ ผู้หญิงของเขาแต่ละคน ดีกรีสวยระดับนางแบบก็เคยควงมาแล้ว และที่สำคัญไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ เพราะเขาคือคนที่เธอ ‘แอบรัก’ มาหลายปี และถ้าเขาเมา หลังจากคืนนี้ผ่านไปเขาคงจำเธอไม่ได้ เหมือนกับที่ผ่านมา ที่เธอไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาเลย
เขาเห็นแววลังเลของหญิงสาว พลันคิดว่าคงถูกปฏิเสธ อย่างไรก็คนเพิ่งเจอกัน เขาทำอะไรตามใจตัวเองอย่างนี้ ไม่ถูกผู้หญิงตบหน้าหรือเอาเรื่องก็นับว่าบุญแล้ว ทว่าในวินาทีต่อมาเป็นหญิงสาวที่โน้มตัวเข้าหาและเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อจูบเขา ลิ้นร้อนแทรกในโพรงปากกวาดชิมความหวานอย่างเอาแต่ใจ มือใหญ่เอื้อมไปโอบรัดรั้งร่างนุ่มมาแนบชิด ขณะที่ยังบดจูบร้อนแรงก็ดันร่างหญิงสาวไปที่เตียงใหญ่ ห้องของเขาเป็นแบบสตูดิโอ ทุกอย่างจัดอย่างลงตัวในห้องเดียว เขาผละจากริมฝีปากสวยปล่อยให้อีกฝ่ายสูดลมหายใจแรงๆ แล้วจัดการเลิกเสื้อยืดออกทางศีรษะ อาการร้อนรนรีบร้อนทำให้ปลายนิ้วไปเกี่ยวกับผ้ารัดผมทำให้เมื่อเสื้อออกไปพ้นตัวแล้ว เส้นผมที่รวบไว้ก็คลี่สยายลงมาพร้อมกัน
เธอควรรู้สึกเขินอายหรือเปล่านะ เกวลินหอบหายใจแรง เธอใส่ชุดชั้นในแบบสปอร์ตบราด้วยความเคยชิน เพราะคล่องตัว แต่ไม่ได้คิดเผื่อว่าจะอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ แต่สายตาเร่าร้อนทำให้เธอรู้สึกมีเสน่ห์ขึ้นมา ปลายนิ้วทาบไปที่แผ่นอกแกร่งแล้วตัดสินใจเลิกเสื้อยืดของเขาขึ้นถอดมันออกทางศีรษะเช่นเดียวกับที่เขาทำกับเธอ เผยให้เห็นแผ่นอกกำยำและมัดกล้ามสวยงาม ที่ทำให้เธอเผลอเลียริมฝีปากอย่างลืมตัว ก็รู้ว่าเขาเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่คิดว่ากล้ามจะแน่นขนาดนี้
สปอร์ตบราไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่เมื่อจัดการถอดชิ้นบนออกแล้ว ทรวงกลมกลึงที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาหายใจแรงขึ้น ‘ตัวเล็กซ่อนรูป’ อืม..เธอชื่อกะทิใช่ไหมนะ ผิวขาวเหมือนกะทิจริงๆ และมันทำให้เขายั้งใจไม่อยู่อ้าปากดูดดึงปลายยอดสีสวยพลางผ่อนร่างเธอลงบนที่นอน
“อื้อ...” หญิงสาวส่งเสียงครางหวาน เพียงแค่ปลายลิ้นตวัดไล้เลียที่ปลายถัน เธอก็แทบคลั่งแล้ว ลมหายใจของเขาร้อนระอุทำให้ชีพจรเต้นรัวไปด้วย
เนินอกอวบอิ่มเกินตัวยิ่งปลุกเร้าความปรารถนาในตัวชายหนุ่ม มือแข็งแกร่งเคล้นคลึงทรวงอกคู่สวย ร่างกายหญิงสาวบิดเร่าได้วยความเสียวซ่าน เสียงครางกระเส่าราวกับน้ำมันที่สาดใส่กองไฟให้เขายิ่งดูดดึงแรงขึ้น สองขาบิดไปมาทั้งอึดอัดและรอคอย เขาย้ายริมฝีปากไปไล้เลียปลายถันอีกข้างพลางเลื่อนมือลูบไล้ไปตามเรือนร่างเนียนนุ่ม เขาเงยตัวขึ้นจ้องมองหญิงสาวที่อ่อนระทวยเบื้องหน้าพลางปลดกระดุมกางเกงยีนของเธอแล้วเอ่ยเสียงพร่า
“ยกสะโพกขึ้นหน่อยครับ”
จู่ๆ ก็รู้สึกอายขึ้นจนยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ปล่อยให้คุณหมอหนุ่มจัดการรูดกางเกงเกงยีนออกไปพ้นเรียวขา ตามด้วยกางเกงชั้นใน และเขาก็จัดการตัวเองให้เปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเธอ เพราะเธอมัวแต่หลับตาจึงไม่เห็นรอยยิ้มของเขา
ให้ตายสิ! น่ารักชะมัด! อกใหญ่ เอวคอด สะโพกผาย เธอไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมเพิ่งมาโผล่ในชีวิตเขาตอนนี้ อิทธิพลอดใจไม่ไหว รวบมือของเธอไว้เหนือศีรษะแล้วกดจูบอีกรอบ ร่างกายแนบชิดและไอร้อนจากร่างกำยำทำให้เกวลินรู้ว่าตอนนี้เขาเปลือยเปล่าเหมือนกัน ส่วนที่แข็งขันคลอเคลียกลีบดอกไม้สาวที่เปียกชุ่มเพราะถูกเล้าโลม เขาปล่อยมือจากข้อมือเล็กแล้วลูบไล้ปลุกปลอบร่างอ่อนนุ่มก่อนส่งนิ้วไปแยกกลีบดอกไม้กดแทรกเข้าไปสัมผัสความคับแน่นที่เปียกชื้นนั้น
“อึก...หมอ...หมออิฐ...” เกวลินครางเสียงหวาน เธอไม่ใช่ผู้หญิงไม่ประสีประสากับเรื่องพวกนี้ ยอมรับว่าเคยใช้นิ้วช่วยตัวเองแต่ความรู้สึกที่เขามอบให้ตอนนี้มันรุนแรงกว่ามากนัก วาบหวิวและเสียวซ่านได้แต่ครางระบายความรู้สึกออกมา
“เรียกพี่สิครับ” เขาพูดเสียงพร่าแล้วเพิ่มจำนวนนิ้วเป็นสองนิ้ว ขยับเข้าออกในร่องรักรัวแรงเป็นจังหวะจนสะโพกสาวส่ายไหวรับจังหวะซอยนิ้ว
“คุณหอมไปทั้งตัวเลย...ที่รัก” ‘ที่รัก’ ถ้อยคำของเขาทำให้ร่างกายของหญิงสาวแทบจะละลาย เธอสะดุ้งเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนลงไปที่กึ่งกลางความเป็นอิสตรี สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดหรือจินตนาการได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มแหวนเรียวขาแยกออกแล้วเขาก็ทำตัวเป็นผีเสื้อหนุ่มดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ ร่างกายดอกไม้พลิ้วไหวตามแรงปรารถนา ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผีเสื้อหนุ่มปรนเปรอดอกไม้จนเธอหวีดร้องออกมาอย่างไม่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่านั่นคือจุดจบของอารมณ์หฤหรรษ์ ทว่าศิริชัชทำให้รู้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เมื่อร่างใหญ่แทรกแก่นกายเข้ามาอย่างลึกล้ำและแนบสนิท เธอผวาเฮือกใหญ่กอดเขาไว้แน่น ชายหนุ่มจูบริมฝีปากหวานอย่างปลอบโยนและค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงให้เธอที่ละน้อย สะโพกของเขาทำงานอย่างรู้หน้าที่ให้ตายเถอะ! เขาไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไม่ให้ใครได้แนบชิดหญิงสาวอีก ต้องมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ครอบครองเธอเช่นนี้ ทุกขณะที่โหมร่างกระแทกใส่หญิงสาว เขาคิดได้แค่เพียงว่าจะไม่ให้ใครพรากเธอไปจากเขา ทางเดียวเท่านั้นคือ...“ไม่...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”“ผมอยู่นี่
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเดินมาใกล้แล้วเท้าแขนคร่อมร่างเล็ก ทำให้เอวของเธออยู่ที่ราวระเบียงและไม่อาจหนีไปจากวงแขนของเขาได้ “แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม?” “ผมอยากคุยกันกับคุณ” “คุยกัน! เราก็คุยกันได้ไม่ต้องลักพาตัวแบบนี้” พอคิดแบบนี้แล้วเธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอหายไปกี่วันแล้ว เปมิกา ช้องนาง พี่หม่อนและคนอื่นๆ ต้องเป็นห่วงหรือไม่ก็แจ้งความคนหายไปแล้วก็ได้ “ที่นี่เป็นรีสอร์ทของพ่อผมเอง” ศิริชัชเม้มริมฝีปาก ข่มใจไม่ให้ตัวเองชิมความหวานจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นอย่างไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย “ผมแค่อยากคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณ” “รีสอร์ทของพ่อคุณ?” มาริสาทำหน้างุนงง “คุณเป็นใครกันแน่? คุณธนา” “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ชื่อธนา” “เป็นไปได้ไง” มาริสาส่ายหน้าไปมา “คุณโกหก” “ผมไม่เคยบอกสักคำว่าผมชื่อธนา” เขายักไหล่ “มีแต่คุณกับเพื่อนนั้นแหละที่เข้าใจผิดเรียกผมกับธนาสลับกัน” “เรียกสลับกัน?” มาริสาอ้าปากค้าง “ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือคุณชายศิริชัช...” “คร
ธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ระหว่างทีเขาค้นข้อมูลเพื่อสืบประวัติมาริสา มันทำให้เขาได้รู้จักเปมิกาไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงเก่งและน่ารัก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเมื่อครู่ที่ถูกเจ้านายเรียกมาสั่งเก็บรายการฯ ของเธอ หญิงสาวยังไม่โวยวายหรือกรีดร้องสักนิด แต่เขารู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ เธอเหมือนคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ตลอดเวลาที่มีโอกาสเปมิกาไม่อยากยอมรับเลยว่า การเข้าใจผิดของเธอนั้นจะนำเรื่องยุ่งๆ กลับมาสู่ตัวเองได้มากมายขนาดนี้ และในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ‘คุณชายศิริชัช’ แต่เป็น ‘ธนา’ ผู้ติดตามและเป็นผู้ช่วยของคุณชายศิริชัช ธนาเปิดแนะนำตัวเองรวมทั้งประวัติที่แท้จริงอย่างไม่ปิดบัง ดูเขามั่นใจกับการเป็นลูกคนรับใช้ในบ้านที่มุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาโทและเข้ามาช่วยงานในบริษัทของม.จ.ชัชวาล บิดาของคุณชายศิริชัช“คุณไม่ต้องกังวลหรอก ทางบริษัทฯ ไม่ไล่คุณออกแน่นอน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “ข้อเสนอและข้อตอบแทนที่ทางเรามอบให้บริษัทฯของคุณเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เจ้านายคุณดูท่าจะมีความสุขกับข้อเสนอของเราด้วยซ้ำ”
‘หนูนา’ ‘หนูนาไม่ได้บอกให้พี่นริศเลิกรอคนรักกลับมา’ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว ‘อย่ามาคิดแทนหนูนาเลยค่ะ หนูนายินดีที่จะเจ็บปวดกับการรอคอยครั้งนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากที่พี่นริศรอคนรักกลับมาหรอกค่ะ’ นริศก้มมองใบหน้าที่เปื้อนหยดน้ำตาด้วยความปวดร้าว เขายกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหวานเบาๆ ช้องนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาทรแม้ในใจจะปวดร้าวเท่าใดก็ตาม หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นยื่นปากแตะริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆ ขณะที่เธอผละออกจากเขา สองแขนของชายหนุ่มก็โอบกอดหญิงสาวเข้ามาชิดใกล้ รสหวานและริมฝีปากนุ่มละมุนทำให้เขาไม่อยากผละจากไป ดวงตาของทั้งสองผสานกันราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่หล่นหายไปในวันเวลา ราวกับโลกหยุดหมุนไปเมื่อนริศกดจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง การบุกรุกอย่างอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวประหลาดใจแต่ก็เปิดใจรับด้วยการเปิดริมฝีปากให้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามาชิมความหวานในโพลงปาก มือใหญ่เลื่อนลูบไล้แผ่นหลังของหญิงสาวจนร่างกายเธอร้อนผ่าวไปหมด สองขาแทบไร้แรงทรงตัวจนต้องเอนตัวพิงอีกฝ่าย มือ
มาริสาอ้าปากจะต่อว่าแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีมือใครบางคนสอดมาด้านหลังรัดเอวบางของเธอไว้ ร่างบางผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก็ปะทะกับแผงอกกว้าง ยังไม่ทันหันกลับไปมองเธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังอยู่เหนือศีรษะ “มาอยู่นี่เองหรือที่รัก” “!!!” มาริสาเบิกตาโตอย่างตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายปากร้ายที่นี่ “อ้อ! มีคนมาด้วยก็ไม่บอก” เตชินท์ฝืนยิ้มแล้วยักไหล่เดินจากไปอย่างไม่สนใจหญิงสาวอีก “นายธนา!” มาริสาต่อว่าไม่ดังนักเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน “นายมาทำอะไรที่นี่!!” “ผมก็ตามคุณชายมานะซิ” ศิริชัชยังคงสนุกที่สวมบทเป็นธนา เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระชับเอวบางเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทำให้สังเกตอะไรๆ ได้โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว “คุณหนูมาริสามาคนเดียวได้ไง คนติดตามไม่มาด้วยเหรอครับ” เปมิกาที่ได้ยินสนทนาจากเครื่องสัญญาณสื่อสารถึงกับสะดุ้งแล้วแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม แอบหวังในใจว่าจะได้เจอชายหนุ่มอีกคน “ฉันมาคนเดียวยะ” มาริสาพยายามแกะแขนที่รัดรอบเอวเธอออก “นายถือดียังไงมาทำแบบนี้ ปล่อยได้แล้วนะ” “แหม! ก็ผมไม่ค่อยได้มางานแบบ
“ถ้าคุณหญิงทราบว่าท่านชายกลับมาแล้วผมไม่รายงานละก็...” ธนาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในใจเลย “ชีวิตอิสระกำลังจะหมดแล้ว” ศิริชัชไหวไหล่เบาๆ “ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง” “ผมไม่เข้าใจคุณชายเลย” ธนาเอ่ยพลางมองเจ้านายผ่านกระจกส่งหลังรถ “คุณชายมีพร้อมทุกอย่าง” “แต่ขาดอิสรภาพไง” ศิริชัชหัวเราะขืนๆ “ฉันต่างหากที่อิจฉานาย” ธนาทำท่าจะเอ่ยอะไรต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ เขานิ่งและปล่อยให้ความเงียบครอบงำ เผลอปล่อยใจให้คิดถึงหญิงสาวร่างเล็กแสนปราดเปรียว เธอดูเป็นสาวทำงานที่แสนจะมั่นใจทั้งที่ดูจากประวัติแล้วเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ หากว่าเขาได้พบเธอในสถานการณ์ปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย นี่เธอกลับเข้าใจว่าเขาเป็น “คุณชายศิริชัช” เสียนี่ ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เธอจะทำอย่างไรกัน “เปมิกา” ธนาเผลอรำพึงชื่อหญิงสาวที่คิดถึงออกมา พอรู้ตัวก็รู้สึกว่าคนขับรถเหลือบตามองนิดๆ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตนเองเป็นเคร่งขรึม ไม่นานนักรถเก๋งคันหรูก็มาถึงโรงแรมที่หมาย ธนาก้าวลงจากรถแต่ยังช้าไป คุณชายศิริชัชรีบเปิดประตูรถลงมาก่อนที่
“อยู่บ้านคนเดียวล็อกบ้านดีๆ ล่ะ” การันต์ย้ำกับน้องสาว “ทำเหมือนจะไปหลายวัน” เกวลินแลบลิ้นใส่ “ไปเถอะค่ะ ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอไม่ดีนะคะ” การันต์พยักหน้าแล้วเดินไปที่รถพร้อมวายุ เกวลินรอจนรถออกไปแล้วจึงเดินเข้ามาในบ้าน เกวลินเดินไปหยิบน้ำผลไม้ในตู้เย็นรินใส่แก้ว ยังไม
การันต์สบตากับวายุแล้วปลดหน้ากากอนามัยออก ทั้งที่เขาบอกกับวายุไม่ต้องมาช่วยก็ได้ แต่อีกฝ่ายก็เป็นห่วงน้องสาวของเขาที่ยังเจ็บขาอยู่จึงมาช่วยงาน ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิดที่พาวายุเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว วายุดึงปลดหน้ากากอนามัยออกแล้วเอียงตัวไปทางการันต์เล็กน้อย มองผิวเผินเหมือนเพื่อนถ่
“ก็คนเพิ่งคบกันก็อยากให้มั่นใจก่อนไง ที่พี่ตะโก้กับพี่วายุก็ยังคบหาดูใจกันก่อนที่พี่ตะโก้จะพาพี่วายุมาเจอกะทิเลย” “ก็ตะโก้หวงกะทิไง” “กะทิก็หวงพี่ตะโก้นะ แต่เพราะกะทิรักพี่ตะโก้ไง ถ้าพี่รักใครกะทิก็รักด้วย แล้วกะทิก็รู้ว่าพี่วายุเป็นคนดีก็เลยไม่เคยห้ามไง มันไม่ได
“ขอบคุณมากครับ” อิทธิก้มศีรษะให้เล็กน้อย เขาถอยออกมาให้พยาบาลทำแผลเกวลินจนเสร็จ เวรเปลเข็นรถมารอรับคนเจ็บไปเอ็กซ์เรย์และสแกนสมอง อิทธิพลเดินเข้าไปสอบถามคุณหมอท่านเดิมอีกครั้งก่อนเดินตามเกวลินไปเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวได้แต่รู้สึกอึดอัดทำอะไรไม่ถูก เขาไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ถาม ยิ่งกดดันจนเธอไม่ร







