LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น
พี่ผาไม่ได้อยู่ทานข้าวเช้าด้วยกัน เขาออกไปไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนแสงตะวันจะส่องกระทบหน้าต่างห้องนอนเสียอีก มีแค่ฉันที่นั่งจับเจ่ากับชามข้าวต้มเพียงคนเดียว ความรู้สึกเหงาและเศร้ามันทำให้กินข้าวไปทำเอ็มวีไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ฉันยกหลังมือป้ายน้ำตาออก ละเลียดชิมข้าวต้มหมูสับกลิ่นหอม สองตามองวิวทิวเขาด้านหน้าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่น่าเชื่อว่าที่ดินสุดหวงแหนของพี่ผา เขาจะแปรเปลี่ยนมันเป็นเรือนหอของเรา บ้านเชิงดอยถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนคนมากมายจนเสร็จทันพิธีวิวาห์ของฉันและเขา พี่ผาให้เหตุผลว่าอยากมีบ้านใกล้ๆ ไร่สักหลังมานานแล้ว จะได้ไม่ต้องขับรถไปมาระหว่างบ้านพ่อและไร่ตัวเอง มันเสียเวลา เขาว่าอย่างนั้น พอฉันแต่งงานกับเขาก็เลยย้ายสำมาอยู่ที่นี่ ส่วนบ้านคุณลุงไตรภพก็ปล่อยทิ้งไม่มีคนอยู่ จะมีก็แต่พวกแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดทุกๆ วัน เก็บรักษาคงสภาพเอาไว้เผื่อวันข้างหน้าจำต้องใช้ “คุณเหนือจะเข้าไร่ก่าเจ้า” (คุณเหนือจะเข้าไร่เหรอคะ) “ค่ะ หนูว่าจะแวะไปดูที่รีสอร์ทด้วย” ฉันจับจักรยานคู่ใจที่พี่ผาคงให้คนเอาเข้ามาเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อคืน “ไปก่อนเน้อน้าหมี่ หนูฝากบ้านตวย” (ไปก่อนนะน้าหมี่ หนูฝากบ้านด้วย) จักรยานคันเก่งที่ลุงไตรภพเคยซื้อเป็นของขวัญให้เมื่อตอนสอบได้ที่หนึ่งของชั้นมัธยมปีที่สี่ จนถึงบัดนี้กาลเวลาผ่านไปแต่เจ้าจักรยานคู่ใจยังคงสภาพใช้งานได้เป็นอย่างดี แต่กว่าจะปั่นจักรยานมาถึงรีสอร์ททำเอาลมจับ ฉันพักสูดอากาศหายใจก่อนจะเข้าไปทักทายพวกพี่ๆ ที่บาร์เครื่องดื่ม โซนนี้มีเหล่าคนรู้จักและสนิทสนมกันทั้งนั้น “ยัยน้องเหนือ มาได้ไงคะเนี่ย” “ก่อน้องกึ๊ดเติงหาปี้ๆ” (ก็น้องคิดถึงพี่ๆ) “ขอความจริงอี่น้อง” “เหนือเบื่อ อยู่บ้านเฉยๆ มันฟุ้งซ่าน” ฉันถอนหายใจทิ้งพร้อมยู่ปากตอบเมื่อพี่ๆ รู้ทันกันเสียทุกเรื่อง “มาหาพวกพี่ หนูไม่ฟุ้งซ่านแต่อาจปวดหัวกว่าเดิม” พี่คิตตี้หรือชื่อเดิมกิตติ ชายไม่จริงหญิงไม่แท้เอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “ยัยน้องมาที่นี่ได้แต่หนูอย่ามาช่วยงานอะไรพวกพี่อีกนะลูก เดี๋ยวได้แผลกลับไปโดนพ่อเลี้ยงดุซ้ำเอาอีก เข้าใจ๋ก่อ” “เข้าใจ๋เจ้า” ฉันรับคำพี่ปรียาเป็นมั่นเหมาะ เธอคือพี่ใหญ่ผู้ควบคุมบาร์เครื่องดื่มของรีสอร์ท เหตุผลที่พี่ๆ ตักเตือนฉันคงเป็นเพราะครั้งหนึ่งอยากทำตัวเป็นคนดีมีประโยชน์ด้วยการช่วยชงกาแฟให้ลูกค้า ไปๆ มาๆ ฉันดันทำครัวไหม้และได้แผลที่นิ้วมานิดหนึ่ง แต่ก็เป็นนิดหนึ่งที่ทำให้พี่ผาโวยวายใหญ่ว่าทุกคนไม่ดูแลฉันทั้งที่ฉันน่ะทำตัวเองทั้งนั้น ตอนพี่ผาโมโหน่ากลัวมาก เปลี่ยนไปคนล่ะคนกับตอนใจดีเลยล่ะ คิดแล้วก็เสียวแผ่นหลังวาบ “น้องเหนือเอากาแฟไหม” “เอาเจ้า น้องขอสองแก้ว” “สองแก้วเลยก่า” ฉันยิ้มแหยเมื่อพี่ใบหม่อนขมวดคิ้วถาม “น้องจะเอาไปให้พี่ผาตวยเจ้า” (น้องจะเอาไปให้พี่ผาด้วยค่ะ) “โอเค พ่อเลี้ยงน่าจะอยู่ที่ฟาร์มม้านะ เอาเข้มๆ เลยไหม” “เข้มๆ เลยเจ้า” ระหว่างที่รอพี่ใบหม่อนชงกาแฟ ฉันมองลูกค้าบางส่วนของรีสอร์ทที่เข้ามานั่งเล่นทานเครื่องดื่มทานขนม ถ่ายรูปวิวตามประสา “ได้แล้วอี่น้อง ถือดีๆ เน้อ” “ขอบใจ๋จั๊ดนักปี้หม่อนคนงาม เดี๋ยวน้องมาเน้อเจ้า” (ขอบใจมากๆ พี่หม่อนคนงาม เดี๋ยวน้องมานะคะ) ฉันยิ้มแป้นก่อนรับแก้วกาแฟเพื่อเตรียมนำไปส่งให้พี่ผา คิดว่าเดี๋ยวจะไปแวะที่ร้านอาหารบนไร่ชาเพื่อเตรียมข้าวกลางวันให้เขาด้วย พี่ผาน่ะชอบโหมงานหนักแล้วทานข้าวไม่ตรงเวลา ต้องมีคนคอยกระตุ้น ขณะเดินมาที่จักรยานกำลังจะเข็นออกมาจากหลืบที่ฉันจอดไว้ สายตาดันสบมองเห็นคนตัวสูงพอดิบพอดี ฉันคงโบกมือ หยอยๆ พร้อมร้องเรียกชื่อเขาไปแล้วหากไม่ติดตรงที่พี่ผามากับผู้หญิงคนหนึ่ง ดูท่าทางสนิทสนมกันพอสมควร ในมือเขาเข็นกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบโต คงเป็นกระเป๋าของผู้หญิงคนนั้น ใบหน้าชื่นมื่นมีความสุขของทั้งสองคนที่พูดคุยกันทำเอาฉันยืนเป็นใบ้อยู่นานสองนาน กระทั่งพี่ผาเดินไปยังหน้าฟรอนต์ คงพาผู้หญิงคนนั้นไปเช็คอินเข้าพัก ฉันมองแก้วกาแฟพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หรือจะรับจบทั้งสองแก้วดี เอาให้ตาถ่างไม่ต้องนอนไปเลย “นั่นตัวอะไรน่ะ..” “ไอ้เหนือไปยืนทำอะไรตรงนั้น” เสียงที่คุ้นเคยของคนทั้งสองกระชากอารมณ์ดำดิ่งของฉันให้กลับมาสดใสและยิ้มได้อีกครั้ง “ไอ้เปา ไอ้หนาว! มาที่นี่ได้ไงน่ะ” ฉันแทบจะทิ้งจักรยานเมื่อเจอเพื่อนรักทั้งสองคนที่ลากกระเป๋าใบโตลงมาจากรถแดง “ก็มาหาแกน่ะสิ” ฉันโผกอดทั้งสองคนทั้งน้ำตา จากที่คิดว่าตั้งแต่เมื่อเช้าอารมณ์เริ่มคงที่แล้วแต่มันไม่ใช่เลย “ฮึก ฮือออ คิดถึงจะตายอยู่แล้วพวกบ้า ทำไมพึ่งมา” กลายเป็นว่าเพื่อนต้องลากตัวฉันไปสงบสติอารมณ์ยังห้องพักที่จองเอาไว้ กว่าจะหยุดร้องไห้ฉันตาบวมปูดเป็นลูกมะนาว “ขอโทษนะแกที่ไม่ได้มาวันเผา คิดว่าจะทันแต่มันผิดแผนไปหมดเลยว่ะ” น้ำหนาวเอ่ยพร้อมสีหน้ารู้สึกผิด ฉันก็พยักหน้าให้เพื่อนอย่างเข้าใจ เธอเป็นเพื่อนรักของฉันตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่เช่นเดียวกับอั่งเปา น้ำหนาวและฉันมีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกัน อย่างเช่นอาหารการกิน หนัง เพลง แม้แต่ชื่อเราสองคนยังคล้ายๆ กันเลย “ส่วนเจ๊ติดธุระค่ะ เอกสารเรื่องย้ายโรงเรียนมั่วไปหมด กว่าจะจัดการได้เล่นเอาเหงื่อตก” ยัยคนนี้มีนามว่าอั่งเปา เป็นคุณครูและเป็นชายไม่แท้เพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนรักฉัน “พวกฉันรีบมาที่นี่ให้ไวที่สุดเพื่อที่แกจะได้ไม่ต้องคิดมากเวลาอยู่คนเดียว ตอนนี้ก็ยังไม่โอเคขึ้นเลยสินะ” “ก็มีช่วงจังหวะดาวน์ๆ บ้าง แต่โอเคขึ้นเยอะแล้วนะ” “แล้วเมื่อกี้อีตัวไหนมันร้องเพลง” อั่งเปาแซวที่ฉันร้องไห้ “อี่ตัวนี้แม่นก่อ” (อีตัวนี้ใช่ไหม) น้ำหนาวชี้มาทางฉัน เป็นจังหวะที่เสียงขำดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่นัดหมาย “ไอ้พี่ศรุตยังติดต่อแกมาอยู่ไหม” จู่ๆ น้ำหนาวก็วกมาถามเรื่องแฟนเก่าของฉัน นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ในหัวนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของอดีตคนรัก “ก็มีบ้าง ทั้งส่งข้อความและโทรมา แต่ฉันไม่ได้ติดต่ออะไรกลับไปนะ” แค่บอกเลิกเขาฉันก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว การที่ให้เขาได้ยินเสียงฉันหรือเห็นหน้า มันไม่ดูเป็นการใจร้ายตอกย้ำความรู้สึกคิดถึงของอีกคนเหรอ ปล่อยให้เวลาลืมฉันไปเถอะ… “ดีแล้วล่ะแก แกกับพี่ภูผาจะได้ไม่ผิดใจกัน” ฉันหัวเราะ ไม่รู้ว่าทำไมต้องหัวเราะ “พี่ผาเขาคงไม่สนใจหรอก ต่อให้ฉันแต่งงานกับเขา แต่สถานะของเรามันไม่ได้ขยับขึ้นมามากกว่าพี่น้องเลย” “พึ่งแต่งกันไปได้ไม่เท่าไรเอง รอดูต่อจากนี้เถอะ ยังไงคนขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยา มีทะเบียนสมรส ความสัมพันธ์มันต้องยกระดับอยู่แล้ว แกน่ะอย่าคิดมาก” ฉันถอนหายใจผะแผ่วในขณะที่เพื่อนกำลังปลอบใจ สามีภรรยางั้นเหรอ? สามีภรรยาในนามล่ะสิไม่ว่าพอเห็นท่าทางเฉยชาของเขา ฉันก็คงต้องเข้าใจสินะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแค่อารมณ์ชั่ววูบของคนเมา “ค่ะ เหนือไม่ได้คิดอะไรหรอก” ฉันกล้ำกลืนพูดคำนั้นออกไป พี่ผาเองก็คงไม่ได้ตั้งใจสินะ เมื่อคืนนี้ฉันก็ใจเต้นแรงเป็นบ้าเป็นบออยู่ฝ่ายเดียว ที่แท้เขามีอารมณ์เพราะเมาล้วนๆ “อืม ดีแล้ว” เขาพูดนิ่งๆ ตามปกติ ก่อนจะลุกออกไปจากห้องรับแขกด้วยท่าทีเย็นชาผิดกับพี่ผาคนเมื่อคืน ฉันได้แต่ถอนหายใจปลงตกให้กับความคิดฟุ้งซ่าน ก็ดีแล้วที่ไม่ถลำลึกไปมากกว่านี้ เพราะถึงจะเป็นสามีภรรยาถูกต้องตามกฏหมาย แต่ถ้าพี่ผาไม่ได้คิดอะไรกับฉัน เขามองเป็นแค่น้องสาว ตื่นมาก็คงรู้สึกผิดมากๆ ที่เราสองคนมีอะไรกันโดยที่มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แค่นี้ฉันก็ละอายใจตัวเองมากพอแล้วที่ความรู้สึกมันคิดทรยศตัวเองมาตลอด ปากบอกจะเป็นพี่น้องให้ได้ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักคนคนเดิมซ้ำๆ อย่างไม่มีเหตุผล น้ำเหนือ | Part Ended. (มึงว่าอะไรนะ) เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงแทบจะทำให้แก้วหูภูผาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มขยับโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหูเล็กน้อย ก่อนจะกรอกน้ำเสียงตอบกลับไป “เออ ก็อย่างที่กูเล่าให้ฟังนั่นแหละ” (กูถามจริงไอ้ผา มึงแดกไปกี่ขวดวะ
ฉันอาบน้ำจัดการตัวเองเสร็จ ยังไม่เห็นวี่แววว่าพี่ผาจะกลับขึ้นมาบนห้อง หรือว่าเขาจะนอนห้องเดิมของตัวเอง เมื่อคิดดังนั้นฉันก็ย่องไปดูห้องข้างๆ ทันที ทว่าภายในห้องเงียบเชียบไม่มีใคร “นี่ยังไม่ให้คนมาซ่อมฝ้าอีกเหรอเนี่ย” เพดานยังคงสภาพเดิม แม้น้ำไม่รั่วแล้วแต่พี่ผาก็น่าจะซ่อมหน่อยไหมล่ะ และในเมื่อพี่ผาไม่ได้อยู่ในห้อง ฉันเองก็ไม่ได้ยินเสียงรถขับออกไป งั้นเขาก็ต้องอยู่ชั้นล่าง พอเดินลงมาดูเท่านั้นก็พบว่าเขานั่งพิงโซฟาเหมือนหลับไปแล้ว ตรงหน้าคือเหล้าและเบียร์หลายขวดเกลื่อนพื้น แถมเปิดทีวีทิ้งไว้อีก เหมือนพี่ผาจะรับรู้การมาของฉัน เขาผงกหัวหันมาดู ใบหน้าหล่อเหลาแดงจัด ดวงตาฉ่ำเยิ้มหรี่มองกันจนรู้สึกประหม่า “เหนือมาหาพี่ดิ” เสียงแหบๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกระดิกนิ้วเรียก ฉันจึงเดินเข้าไปหาเขา มองสภาพพี่ผาแล้วเขาเมาพอสมควรเลยล่ะ “ทำไมพี่ดื่มเยอะขนาดนี้เนี่ย” ฉันกำลังบ่น ไม่ทันระวังตัวว่าพี่ผาจะใช้โอกาสนี้ดึงแขนฉันให้นั่งบนตักเขาอย่างง่ายดาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันยังไม่ทันส่งเสียงร้องตกใจด้วยซ้ำ แขนแกร่งที่เคลื่อนสวมกอดเอวคอดกิ่วหลวมๆ ปลุกความตื่นเต้นให้หัวใจทำงานอย่างหนัก ราวกับเลือดในตัวมั
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยแสดงความมีน้ำใจของเขาที่เข้ามาช่วยไว้ จำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่มากับเหล่านักศึกษา “ผมชื่อธารานะครับ แล้วคุณ…” เสียงลากยาวเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าฉัน “น้ำเหนือค่ะ” ฉันยิ้มก่อนจะรับก้อนหินที่อาจารย์ธาราส่งให้ แล้วจึงส่งต่อให้น้ำหนาวอีกที “ส่วนคนนี้เพื่อนฉันเองค่ะ” “ชื่อน้ำหนาวนะคะอาจารย์” ยัยนั่นยิ้มกริ่มแนะนำตัว “เรียกผมธาราเฉยๆ ก็ได้ครับ ผมเป็นแค่อาจารย์พิเศษที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกนักศึกษาเฉยๆ” เขายิ้มเล็กน้อย ท่าทางดูสุภาพและเป็นกันเอง “ตอนแรกผมคิดว่าคุณสองคนเป็นแฝดกันซะอีกครับ แถมชื่อก็ยังคล้ายๆ กันด้วย” อาจารย์ธาราก็พูดเหมือนที่คนอื่นๆ เขาเคยพูดกับเราสองคนนั่นแหละ ฉันและน้ำหนาวหลุดหัวเราะออกมา จากนั้นเราก็ได้เพื่อนใหม่ในกิจกรรมครั้งนี้เป็นถึงอาจารย์เชียวล่ะ “ตั๋วฮู้อะยังก่อ ป้อเลี้ยงภูผาเปิ้นบริจาคตังค์หื้อโครงการบ้านเฮาตั้งห้าแสน” (เธอรู้อะไรไหม พ่อเลี้ยงภูผาเขาบริจาคเงินให้โครงการบ้านเราตั้งห้าแสน) “ป๊าดดด ห้าแสนแต้ก๊ะ หยังมารวยแต้รวยว่า วาสนาแม่ญิงคนไหนได้ไปเป๋นผัวน้อ คงสบายไปทั้งซาด” (ป๊าดดด ห้าแสนจริงเหรอ ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้ วาสนาผู้
น้ำเหนือ | Part กลับจากต่างจังหวัดพี่ผาเข้าไปลุยงานในไร่ต่อ หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่ชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องทำนั่นทำนี่เพียงอย่างเดียวแต่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง พี่ผาทั้งดูแลไร่ ดูแลรีสอร์ต ฟาร์มม้า ไหนจะร้านอาหารและรวมไปถึงอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ นั่นก็คือสมาชิกขององค์กรแบล็คเรด มาเฟียระดับต้นๆ ของเมืองไทย เพื่อนของพี่ผาก็ล้วนแต่เป็นคนในแวดวงนี้ทั้งนั้น การที่เขาต้องไปประชุมหรือคุยเรื่องธุรกิจต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องในองค์กร ฉันไม่ได้รู้ลึกถึงขนาดที่ว่าพวกเขามีธุรกิจกี่สิบอย่าง และแต่ล่ะครั้งประชุมงานเรื่องอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้พี่ผามีหุ้นส่วนในธุรกิจขององค์กรเยอะแยะ จึงไม่แปลกที่แต่ล่ะปีเขาจะได้เงินปันผลเป็นกอบเป็นกำ ภายนอกดูสุขุมนิ่งเงียบ เป็นที่เคารพของลูกน้องและเหล่าชาวบ้านที่ชอบให้ความช่วยเหลือ พ่อเลี้ยงภูผาที่ใครๆ ก็เกรงขาม แต่ในอีกบทบาทคือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลยังพื้นที่ภาคเหนือนี่เอง ฉันไม่รู้ถึงเหตุผลของพี่ผาและเพื่อนๆ กับการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้หรอกนะ แต่เท่าที่เขาอยู่ในแบล็คเรดมาหลายปี ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรเลย มีแต่ธุรกิจและคนในองค์กรที่พากันเ
แต่ล่ะวันภูผาต้องถอนหายใจกับความแสบซนของน้ำเหนือไปไม่รู้กี่รอบ ทำไมถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็นขนาดนี้ “ยังไงก็ไม่ได้ ขึ้นไปนั่งรอพี่ด้านบน” น้ำเหนือชักหงุดหงิด แค่ขอนั่งข้างๆ เป็นตุ๊กตาประดับหน้ารถก็ยังดี ทำไมพี่ผาต้องกีดกันเธอด้วย หญิงสาวทำท่าจะเถียงอีกครั้งทว่าเสียงของมาร์ตินดังขัดขึ้นก่อน “ถ้าไอ้ภูผาไม่ให้ไป งั้นน้องเหนือสนใจมานั่งคันของพี่ไหมครับ” เสียงเชิญชวนนั้นทำเอาดวงตากลมสวยลุกวาว สีหน้าตื่นเต้นพยักรับอย่างไม่ต้องคิดเยอะ “เอาค่ะๆ พาเหนือไปด้วยคนนะพี่ติน” “เฮ้อ กูปวดหัวจริงๆ” ภูผาสบถเสียงเหนื่อยหน่ายใจ ทั้งเพื่อนทั้งเมีย เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ดวงตาคมกริบมองหน้าอ้อนๆ ของน้ำเหนืออีกครั้ง ก็ชอบทำตัวให้น่าเห็นใจแบบนี้ แถมยังดื้อเป็นที่หนึ่ง สุดท้ายเขาไม่อาจปล่อยให้เธอไปนั่งรถคันอื่นที่ตัวเองไม่ใช่คนขับได้ “ถ้าจะไปด้วยก็ตามมา” น้ำเหนือยิ้มจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ ท่าทางกระดี๊กระด๊าออกนอกหน้าเมื่อเดินตามหลังภูผาเพื่อเข้าไปเตรียมตัว แม้หญิงสาวจะไม่ใช่คนขับ แต่เพราะเป็นคนที่นั่งข้างคนขับอย่างไรล่ะ จึงต้องสวมชุดเซฟตี้ไม่ต่างกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและทุกคนพร้อมสำหรับลงแข่งแล้ว ต
สายจนแดดส่องก้นยังไม่มีทีท่าคนบนเตียงจะตื่นมาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นสักที กระนั้นภูผาทำได้แค่มอง ไม่อาจเข้าไปปลุกรบกวนฝันหวานของเธอ (มึงจะมาตอนไหนไอ้ภูผา) น้ำเสียงพายัพที่เอ่ยลอดมาทางปลายสายถามซ้ำเพื่อนสนิทอีกครั้ง วันนี้พวกเขาอุตส่าห์เคลียร์งานเพื่อให้ได้หยุดตรงกัน อยากมีโมเมนต์สนุกๆ ตอนอยู่กับเพื่อนบ้าง ถ้าขาดใครไปสักคนก็คงกร่อยแย่ “กูไปเลทหน่อย ต้องรอน้ำเหนือตื่นก่อน” (ไอ้คิเรย์บอกกูว่าเมื่อคืนมึงแบกน้ำเหนือกลับไป นี่มึงจัดหนักจนน้องยังไม่ลุกเลยเหรอวะ) “จัดหนักเหี้ยอะไรของมึง สมองพวกมึงนี่นะ คิดได้แต่เรื่องใต้สะดือจริงๆ น้ำเหนือเมามากโว้ยเลยยังไม่ตื่น” ภูผาพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ให้กับคำพูดพายัพที่เอะอะก็จะให้เขาจับน้ำเหนือกินท่าเดียว ดีนะเขาเป็นคนไม่คล้อยตามใครง่ายๆ ไม่งั้นคงได้บ้าจี้ทำตามตามแรงยุแรงเชียร์ของพวกมันแล้ว หลังวางสายจากพายัพ เสียงอู้อี้ของคนตัวเล็กที่เริ่มจะรู้สึกตัวดังขึ้น ภูผาหันไปมอง พบว่าน้ำเหนือลุกนั่งด้วยสภาพผมเผ้าพันกันไม่เป็นทรง หน้าตายับยุ่งดูไม่ได้ “กี่โมงแล้วอะพี่ผา” เสียงคนขี้เซาร้องถาม มือเรียวขยี้เปลือกตาด้วยอาการง่วงงุน มีความอยากนอนต่อ “จะเที่ยงแล้วน





![DarkZ [II] TRILOGY](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

