LOGINยามที่เห็นว่าสาวใช้ทั้งสองคนของซูหลีหลี่เป็นลมล้มลงไปซูหลีเซียงก็คิดในใจว่าจะต้องมีสิ่งที่ผิดปกติแน่ จึงสั่งให้คนลากพวกนางให้พ้นทางแล้วรีบสั่งให้คนเปิดประตูเรือนให้นางในทันที
“ลากพวกนางออกไปแล้วรีบเปิดประตูเรือนให้ข้า” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้บรรดาข้ารับใช้ของนางก็รีบลากตัวสาวใช้รุ่นใหญ่ทั้งสองคนของซูหลีหลี่ออกจากหน้าประตูเพื่อให้สามารถเปิดประตูเรือนได้อย่างสะดวก ส่วนบรรดาสาวใช้รุ่นเล็กของเรือนแห่งนี้เมื่อแกนนำหลักหวาดกลัวจนเป็นลมล้มลงไปแล้วพวกนางเองก็จำต้องล่าถอย แม้ว่าคุณหนูใหญ่ผู้เป็นเจ้านายของเรือนแห่งนี้จะตกรางวัลพวกนางเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้าทัดทานคุณหนูรองผู้เป็นที่โปรดปรานของนายท่านและฮูหยินของจวนแห่งนี้
“น้องหญิงรอง เจ้ามาเอะอะเพื่อจะบุกเข้าเรือนของผู้อื่นเช่นนี้ไม่ดีนะ” เสียงของซูจวิ้นทำให้ซูหลีเซียงหันไปมองเขาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลน
“ดีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของข้า ส่วนเจ้าก็ไสหัวกลับเรือนของเจ้าไปเสีย ลูกอนุเช่นเจ้าถือดีอย่างไรมายุ่งเรื่องของคุณหนูเช่นข้า” คำพูดของนางทำให้ซูจวิ้นแค่เพียงเลิกคิ้วขึ้นแล้วยืนกอดอกจ้องมองซูหลีเซียงด้วยสายตายียวน
“เช่นนั้นข้าก็จะรอดูว่าคุณหนูเช่นเจ้าเรื่องดีๆ ไม่รู้จักทำ วันๆ มัวแต่หาเรื่องผู้อื่นเช่นนี้สุดท้ายจะลงเอยเช่นไร” คำพูดของซูจวิ้นทำให้ซูหลีเซียงพลันมีอารมณ์ขุ่นมัวมากยิ่งขึ้น
“เปิดประตูให้ข้า หากข้างในลงดาลไว้ก็จงพังให้ข้า หากผู้ใดกล้าขวางทางข้า ข้าจะเฆี่ยนให้ตายไปตรงนี้แหละ” เมื่อซูหลีเซียงพูดจบบ่าวรับใช้ที่นางนำมาก็ทำท่าว่าจะทำลายบานประตูด้วยการโถมตัวใช้หัวไหล่กระแทกบานประตูที่ลงดาลเอาไว้ให้พังเพื่อที่จะได้เปิดได้ แต่บานประตูกลับถูกเปิดออกเสียก่อนทำให้พวกเขาเสียหลักล้มลงไปกองบนพื้น
“โอย อูย” เสียงร้องโอดครวญของบ่าวรับใช้หาได้ทำให้ซูหลีเซียงสนใจไม่นางจ้องมองสาวใช้สองคนของซูหลีหลี่เป็นคนเปิดบานประตูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในเรือนในทันที
“คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่ไม่ค่อยจะสบายท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ” เผิงซีเอ่ยพลางพยายามจะขัดขวางซูหลีเซียงเอาไว้
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าถ้าผู้ใดกล้าขวางทางข้า มันผู้นั้นจะต้องถูกโบย” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ก็มีสาวใช้กลุ่มหนึ่งกรูกันเข้าไปจะจับตัวเผิงซี และตงผิง แต่เมื่อเผิงซีใช้สายตาที่เต็มไปด้วยการข่มขู่จ้องมองพวกนาง พวกนางก็ถอยกรูดในทันที มีผู้ใดบ้างที่จะไม่รู้ว่าแม่นางเผิงซีสาวใช้รุ่นใหญ่ของคุณหนูใหญ่ผู้นี้มีวรยุทธ์ดังนั้นพวกนางจึงได้พุ่งเป้าไปที่ตงชิงแทน
“หากข้าถูกโบยคุณหนูใหญ่จะต้องเอาเรื่องกับคนที่โบยข้าแน่” คำพูดของตงชิงยั่วยุให้ซูหลีเซียงเดินตรงไปหานางแล้วตวัดมือตบเข้าไปที่ใบหน้าของนางในทันที
“เพียะ!” เสียงฝ่ามือที่ปะทะเข้าไปที่ใบหน้าของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่แสร้งนอนบนเตียงต่อไปไม่ไว้นางรีบเปิดประตูห้องนอนของตนเองออกแล้วพุ่งตรงไปหาซูหลีเซียงกระชากแขนของซูหลีเซียงให้เสียหลักแล้วลงมือตบเข้าไปที่ใบหน้าของซูหลีเซียงอย่างไม่คิดจะยั้งมือ
“เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ย” เสียงตบหลายครั้งที่ดังขึ้นทำให้หวังเหม่ยฉีได้สติรีบส่งเสียงห้ามปรามในทันที
“หยุดนะ ซูหลีหลี่นี่เจ้ากล้าลงมือทำร้ายเซียงเซียงหรือ” คำพูดของหวังเหม่ยฉีทำให้ซูหย่งเหอและหวังเจียหรานที่เดินมาถึงเรือนแล้วรีบวิ่งเข้ามาในเรือนในทันที
“ผู้ใดกล้าตบลูกสาวของข้า” หวังเจียหรานตวาดออกมา พอเห็นว่าเป็นซูหลีหลี่นางก็เดินตรงไปตั้งใจว่าตบซูหลีหลี่ในทันที แต่ซูหลีหลี่กลับไม่ยอมให้นางเข้าถึงตัวใช้ฝ่าเท้าถีบเข้าไปที่ช่วงท้องของหวังเจียหนานอย่างรุนแรงแล้วตวาดออกมา
“ผู้ใดกล้าทำให้ข้ามีร่องรอยถูกทำร้ายก็จงเตรียมรอรับโทสะของว่าที่สามีของข้าได้เลย ผู้ใดดูหมิ่นข้าก็เหมือนดูหมิ่นเสียนอ๋อง อยากจะลองก็ดาหน้าเข้ามา” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ทุกคนต่างไม่กล้าเข้าไปทำร้ายนางทำได้แค่เพียงช่วยกันประคองหวังเจียหรานและซูหลีเซียงเอาไว้ แต่ซูหย่งเหอกลับไม่ได้หวั่นเกรงคำขู่ของนาง เขาเดินตรงเข้าไปแล้วเงื้อฝ่ามือขึ้นทำท่าว่าจะลงมือตบซูหลีหลี่ แต่ซูจวิ้นกลับยื่นมือไปเหนี่ยวรั้งฝ่ามือของบิดาเอาไว้
“ท่านพ่อท่านอยากจะลงมือสั่งสอนบุตรสาวย่อมจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่การลงมือสั่งสอนโดยไม่สอบสวนย่อมจะไม่มีคำตอบที่ดีให้เสียนอ๋องนะ คนสกุลซูทั้งสกุลล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน ท่านจะเอาคนทั้งสกุลมาเสี่ยงเพียงเพราะแรงอารมณ์ไม่ได้นะขอรับ” คำพูดของซูจวิ้นทำให้ซูหย่งเหอลดฝ่ามือลงแล้วหันไปขึงตาใส่เขาในทันที
“เจ้ามายุ่งอันใดกับเรื่องนี้” เขาตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจซูจวิ้นจึงได้ยิ้มออกมาแล้วค้อมกายคำนับเขา
“ขออภัยที่ข้าต้องเข้ามายุ่ง ท่านเป็นบิดาของข้า ข้าย่อมจะต้องช่วยเหลือท่านก่อนผู้อื่น บรรดาผู้อาวุโสในสกุลของพวกเรายามที่ลงมือกดดันท่านทีไรมักจะทำให้ท่านต้องปวดศีรษะทุกครั้งมิใช่หรือ ครั้งนี้ก็อย่าได้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่จนบรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นใช้เรื่องนี้มากดดันและข่มขู่ท่านอีกเลย” คำพูดของซูจวิ้นทำให้ซูหย่งเหอร้องเฮอะออกมาแต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองในทันที
“ท่านพี่” เสียงออดอ้อนขอความเห็นใจของหวังเจียหรานทำให้ซูหย่งเหอหันไปมองนางแล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะต้องสอบสวนเรื่องนี้ให้ละเอียดทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าและเซียงเซียงให้ได้” คำพูดของซูหย่งเหอทำให้ซูหลีหลี่จ้องมองบิดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ แม้ว่าจะผ่านมาแล้วชาติหนึ่งแต่บิดาก็ยังสามารถสร้างความเจ็บช้ำให้นางได้เสมอ
“ท่านพ่อท่านสั่งให้คนค้นเรือนของนางให้ละเอียดเลยเจ้าค่ะ วันนี้นางลักลอบออกไปพบคนข้างนอก น้องฉีสามารถเป็นพยานให้ข้าได้” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้หวังเหม่ยฉีก็พยักหน้าในทันที
“ข้าสามารถเป็นพยานให้ได้เจ้าค่ะว่านางสวมชุดสาวใช้ลักลอบออกไปนอกจวน” คำพูดของหวังเหม่ยฉีทำให้ซูหลีหลี่หัวเราะออกมาเบาๆ
“พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันย่อมจะต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้หวังเจียหรานก็เอ่ยออกมาในทันที
“ไปตามคนเฝ้าประตูจวนมาจะต้องมีสักคนสิที่ปล่อยเจ้าออกไป” คำพูดของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่พยักหน้า
“เชิญท่านสอบถามได้เลยสาวใช้เข้าออกจากจวนเป็นว่าเล่น อาจจะมีสักคนยินดีใส่ความข้าเพื่อหาเรื่องให้ตนเองก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้หวังเจียหรานเม้มปากแน่น ต่อให้นางโบยตีคนเฝ้าประตูจวนจนตายก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากยืนยันหรอกว่าตนเองเป็นคนเปิดประตูจวนให้คุณหนูใหญ่หลบหนี ที่สำคัญตนเองลักลอบเปิดประตูให้สาวใช้ออกจากจวนก็มีความผิดอยู่แล้ว หากยังยอมรับว่าเป็นคนเปิดประตูให้คุณหนูใหญ่หากไม่ตายเพราะคุณหนูใหญ่ก็ต้องตายเพราะถูกนายซูหย่งเหอผู้เป็นนายท่านใหญ่ของจวนกำจัดทิ้งเพื่อปิดปากอยู่ดี
“ท่านพ่อท่านไปตรวจสอบด้านในห้องนอนของข้าได้เลย ข้าพึ่งจะลุกจากที่นอนเมื่อครู่นี้ ร่องรอยการนอนและไออุ่นบนเตียงน่าจะยังคงอยู่ ส่วนเรื่องที่ข้าสวมชุดสาวใช้ออกไปข้างนอกเป็นคุณหนูหวังมองคนผิดไปหรือเปล่า หากข้าอยากจะออกจากจวนแค่ขออนุญาตจากท่านแม่ก็สามารถออกได้อยู่แล้วมิใช่หรือ ในเมื่อท่านแม่เมตตาข้าจนถึงขั้นนี้แล้วจะมีเหตุผลอันใดที่ทำให้ข้าไม่อาจจะออกจากจวนใช่ไหมเจ้าคะ” ประโยคสุดท้ายซูหลีหลี่ตั้งใจหันไปถามหวังเจียหราน แม้ว่าพวกนางจะรู้ดีว่าหากซูหลีหลี่ไปขออนุญาตเพื่อออกไปข้างนอกนางย่อมไม่มีทางยินยอมอนุญาตแน่ แต่ในเมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้มีหรือที่หวังเจียหรานจะยินยอมกลายเป็นคนไร้เมตตา นางย่อมจะต้องตอบว่า “ใช่!” อยู่แล้วซูหย่งเหอจึงรีบสั่งให้คนเข้าไปตรวจค้นในห้องนอนของซูหลีหลี่ในทันทีว่าเป็นอย่างที่นางพูดจริงหรือไม่
“เรียนนายท่าน เป็นจริงอย่างที่คุณหนูใหญ่แจ้งเอาไว้เจ้าค่ะ ที่นอนมีร่องรอยของการนอนอีกทั้งไออุ่นบนที่นอนก็ยังไม่จางหายไปแสดงว่าคุณหนูใหญ่พึ่งจะลุกจากที่นอนจริงๆ เจ้าค่ะ” เมื่อสาวใช้รุ่นใหญ่ของเขาออกมารายงานเช่นนี้ซูหย่งเหอจึงได้เพ่งพิศบุตรสาวคนโตอย่างละเอียด เสื้อผ้ายับยุ่งแม้ว่านางจะสวมใส่เสื้อคลุมทับแต่ก็เป็นไปอย่างเร่งรีบ ผมบนศีรษะแม้ว่าจะไม่ได้ยุ่งเหยิงแต่ก็สามารถบ่งบอกได้ว่านางพึ่งจะลุกจากที่นอนมาจริงๆ ยังมีเสียงที่แหบแห้งกว่าปกติของบุตรสาวอีก แสดงให้เห็นถึงลักษณะของคนที่ไม่สบายจริงๆ
ยามที่เสียนอ๋องได้รู้ว่าคนสนิทของเขาอย่างหยางไหวยามนี้ได้เสนอตัวเข้าไปเป็นผู้คุ้มกันของซูหลีหลี่แล้ว เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่พอใจที่หยางไหวกระทำการโดยไม่รอฟังคำสั่งของเขาก่อน แต่เมื่อคิดได้ว่ายามนี้ว่าที่พระชายาของตนเองกำลังถูกผู้อื่นจ้องเล่นงานเสียนอ๋องก็พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น และคิดว่าการที่หยางไหวและเผิงกวนออกหน้าไปเป็นผู้คุ้มกันให้นางเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้ว“หยางกงกง ท่านเตรียมของขวัญล้ำค่าสักคันรถและสุราชั้นดีให้ข้าสักหลายไห วันนี้ข้าจะไปคารวะเยี่ยมเยียนว่าที่ท่านพ่อตาของข้าสักหน่อย อ้อ เอาบทกวีและภาพวาดเหล่านั้นไปด้วย คืนนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปร่ำสุราชื่นชมภาพวาดและบทกวีกับว่าที่พ่อตาของข้าสักหน่อย” เสียนอ๋องเอ่ยออกมาด้วยสายตาอันร้ายกาจทำให้หยางกงกงได้แต่ยิ้มออกมาแล้วรีบดำเนินการในทันทีทางด้านหยางไหว เผิงกวน สุ่นเสียงและสุ่นเม่าหลังจากแยกย้ายกันไปจับตามองคนของหวังเจียหรานแล้วพวกเขาก็รู้ว่าหวังเจียหรานนั้นช่างอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงสั่งให้คนที่สกุลหวังส่งมาไปพบที่ห้องโถงของเรือนพักของนาง นางยังออกคำสั่งให้ซุนมามานำขอทานเข้าจวนมา แถมยังออกหน้าสั่งการอย่างไม่เกร
ยามที่ซูหลีหลี่ได้เห็นใบหน้าของผู้คุ้มกันที่เผิงซีหามา นางก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจในทันที คนเหล่านี้นางสามารถจดจำใบหน้าของพวกเขาได้ พวกเขาคือบรรดาลูกน้องคนสนิทของซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรบุญธรรมของนางในชาติที่แล้ว หยางไหวผู้นี้เป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนวิชายุทธ์และเป็นกุนซือคอยวางแผนการรบให้ซูฉางเยว่ ส่วนเผิงกวนคือรองแม่ทัพที่ซูฉางเยว่ไว้ใจซูฉางเยว่สู้รบชนะตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบก็เพราะกองกำลังภายใต้การควบคุมของเผิงกวนผู้นี้ ส่วนเผิงกวนมีกองกำลังนับแสนนายได้อย่างไรนางไม่ได้มีเวลาได้สืบค้น รู้แค่เพียงว่าเขาคือศิษย์สำนักเดียวกันกับเผิงซี เจ้านายเก่าของเขาทิ้งกองกำลังเอาไว้ให้เขาจำนวนหนึ่ง เขามีความเคารพต่อหยางไหวจึงได้ติดตามมาขอเป็นลูกน้องของซูฉางเยว่บุตรชายบุญธรรมของนาง แล้วหลังจากนั้นจึงได้กลับไปรวบรวมกำลังคนที่เคยอยู่สั่งกัดเดียวกันกับเขาจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่มีทหารอยู่ในมือนับแสนนายยินดีรับฟังคำสั่งทางทหารจากซูฉางเยว่เพียงเท่านั้นมาชาตินี้เมื่อไม่มีซูฉางเยว่แล้วหยางไหวจะมาอยู่กับนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือนางได้พบกับเขาและเผิงกวนก่อนที่เคยได้พบกันในชาติที่แล้วถึงหกปี นา
ถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น จวนเสนาบดีหวังแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจวนของมหาบัณฑิตแต่ก็ชุบเลี้ยงผู้ฝึกยุทธ์หลายคน ยิ่งเมื่อตงเสวี่ยมาส่งข่าวให้นางรู้ว่าหวังเจียหรานคิดจะเรียกใช้ผู้ฝึกยุทธ์ของสกุลหวัง ซูหลีหลี่จึงได้รีบออกคำสั่งให้เผิงซีออกจากจวนไปหาผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์สูงมาทำงานให้นางในทันที แม้ว่าเผิงซีจะมีวรยุทธ์แต่วิชายุทธ์ของนางก็หาได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้มีวิชายุทธ์หลายคนได้ เผิงซีจึงต้องรีบเร่งเดินทางกลับไปที่สำนักเดิมของตนเองเพื่อไหว้วานศิษย์พี่และอาจารย์ของนางหาผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือสูงส่งให้นาง“ข้าต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างน้อยสี่คน ขอเป็นคนที่ไว้ใจได้และต้องการวันนี้เลย” คำพูดของเผิงซีทำให้ทั้งศิษย์พี่ของนางละอาจารย์หันไปมองหน้ากัน พวกเขาต้องดูแลสำนักย่อมปลีกตัวไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียกตัวหลับ ดังนั้นคำขอของเผิงซีจึงยากนักที่จะทำได้“วันนี้ย่อมไม่ทัน เผิงซีนายของเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดเหตุใดจึงต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์ถึงสี่คน” คำถามของอาจารย์ทำให้เผิงซีทอดถอนใจออกมาในทันที“คุณหนูของข้านางกำลังจะเป็นพระชายาข
เมื่อซูจวิ้นกลับเรือนของตนเองไปแล้วซูหลีหลี่จึงได้กลับเข้าเรือนของตนเองเช่นเดียวกัน แล้วจึงได้เอ่ยกับสาวใช้รุ่นใหญ่ทั้งสี่ของตนเองด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ“หลินหว่านผู้นั้น พวกเจ้าคิดว่าจะสามารถเข้าหานางได้มากน้อยสักเพียงไหน” คำถามของเจ้านายทำให้สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากันแล้วสุดท้ายก็เป็นตงชิงที่เป็นฝ่ายเสนอตัวออกมา“ยามที่บ่าวไปรับสำรับอาหารให้คุณหนูที่โรงครัวก็มักจะได้พบกับนางอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ สตรีผู้นี้ดูเรียบง่ายและอ่อนหวานมองไม่เห็นวี่แววเลยสักนิดว่าจะเป็นสตรีของนายท่านอย่างที่คุณหนูรองเอ่ยมา” เมื่อตงชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้า“นางเป็นสตรีของท่านพ่อจริงๆ อย่างที่เซียงเซียงเอ่ยมา ส่วนเรื่องความทะเยอทะยานของนางจะมี่หรือไม่ข้าไม่มั่นใจนัก รู้แค่เพียงนางเป็นเด็กสาวที่ทำให้ท่านพ่อของข้าไม่เชื่อฟังหวังซื่อได้ สตรีที่มีความสามารถเช่นนี้หากพวกเราสามารถดึงนางมาเป็นพวกได้ข้าย่อมจะมีหนทางที่จะจัดการกับหวังซื่อได้ในเร็ววัน” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้สาวใช้ทั้งมีต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ“คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะ ว่านายท่านโปรดปรานนางมากกว่าฮูหยิน” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาใ
ซูจวิ้นที่ยังไม่ได้ไปไหนย่อมจะได้ยินถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหราน เขาจ้องมองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“หลีหลี่ครั้งนี้เจ้าเป็นศัตรูกับพวกนางโดยตรง เจ้าไม่กังวลว่าวันหน้าพวกนางแม่ลูกจะรวมหัวกันเล่นงานเจ้าหรือ” คำพูดของพี่ชายต่างมารดาทำให้ซูหลีหลี่หัวเราะออกมาด้วยความเย้ยหยัน“ต่อให้ข้าไม่คิดจะเป็นศัตรูกับพวกนางแล้วพวกนางจะเป็นมิตรกับข้าหรือ พี่ใหญ่ท่านก็เห็นแล้วว่าวันนี้เซียงเซียงตั้งใจจะเล่นงานข้าอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าตนเองกำลังทำลายความรักและความเอ็นดูของท่านพ่อที่เคยมีต่อนาง ขอแค่เพียงเล่นงานข้าได้สมใจของนางเพียงเท่านั้น นางจึงจะพอใจ” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมา“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป” คำถามของเขาทำให้ซูหลีหลี่พลันเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจในทันที“เดิมทีข้าคิดว่าแค่เพียงข้าแต่งออกจากจวนไปก็จะพ้นการโจมตีจากพวกนางแล้ว แต่ข้ากลับคิดผิดซูหลีเซียงจะต้องหาหนทางเล่นงานข้าให้ได้ก่อนที่ข้าจะได้แต่งงานออกจากจวนไปแน่ อีกทั้งเมื่อดูจากความพยาบาทของนางแล้วต่อให้ข้าแต่งเข้าจวนอ๋องไปเป็น
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะละเลยต่อบุตรสาว เอาอกเอาใจหวังเจียหรานและบุตรสาวของนางอย่างออกนอกหน้า แต่เขาก็หาได้ลืมเลือนว่าซูหลีหลี่ก็เป็นบุตรสาวของเขาเช่นเดียวกัน ได้เห็นสภาพของนางที่เป็นเช่นนี้ความเห็นใจและความรู้สึกผิดของเขาที่มีต่อบุตรสาวคนโตจึงได้ผุดขึ้นมา“ท่านพ่อ ท่านสั่งให้คนค้นหาให้ละเอียด ข้าสงสัยว่านอกจากพี่หญิงจะลักลอบออกจากจวนแล้วนางยังนำคนกลับมาด้วย อีกทั้งคนที่นางนำมาอาจจะเป็นเด็กทารกที่นางไปคลอดทิ้งเอาไว้ข้างนอกด้วยเจ้าค่ะ” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่หรี่ตาแล้วเอ่ยกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ“ซูหลีเซียงนี่เจ้าใส่ความเรื่องที่ข้าออกนอกจวนไม่สำเร็จ ก็ใส่ความลามปามมาจนถึงเรื่องความบริสุทธิ์ของข้าเชียวหรือ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้กับข้า ก่อนหน้านี้ก็ฟูมฟายโวยวายจะแย่งการแต่งงานของข้า พอท่านพ่อมาขอให้ข้ายินยอมเจ้าก็กลับเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจไม่แย่งชิงการแต่งงานด้วยตนเองแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าจึงได้จงใจมาหาเรื่องข้าจนถึงเรือนพักส่วนตัวของข้าอีก แถมครั้งนี้ยังหาเรื่องข้าจนถึงขั้นที่อาจจะทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของข้าและทำลายเกียรติของสกุลซูของพวกเร







