LOGIN“หนิงหนิง เจ้าอยู่ด้านในนั้นหรือไม่ เปิดประตูให้ข้าเข้าไปหน่อย” เสียงเคาะที่ดังขึ้นอยู่ด้านนอกประตูทำให้ลู่ฟางหนิงพรั่งพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะนั่นคือเสียงของซูเยี่ยนหลิง หาใช่ทหารที่กำลังตามหานักโทษหลบหนี
เฟยหรานไม่กล้าส่งเสียงดัง ได้แต่หันมองหน้าลู่ฟางหนิงราวกับต้องการตั้งคำถามว่าคนที่อยู่ด้านนอกนั่นเป็นใคร
“นางคือสหายของข้า…” ลู่ฟางหนิงเอ่ยตอบได้เพียงเท่านั้น จู่ๆ ความคิดบางอย่างของนางก็ผุดขึ้นในหัว เพราะนางนึกออกแล้วว่าจะพาเฟยหรานหลบหนีออกจากห้องนี้ไปได้อย่างไร
ลู่ฟางหนิงจึงพาเฟยหรานไปหลบซ่อนที่มุมหนึ่งของห้องรับรอง แต่เมื่อมองมาจากมุมนั้นก็สามารถมองเห็นจุดกลางห้องที่ลู่ฟางหนิงยืนอยู่ คราแรกเฟยหรานไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดลู่ฟางหนิงถึงให้นางพยายามจดจำใบหน้าของสตรีที่จะเข้ามาให้ดี แต่แล้วนางก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก นางจึงแอบอยู่มุมนั้นอย่างเงียบๆ ทว่าสายตาจับจ้องทางลู่ฟางหนิงตาไม่กระพริบ
ซูเยี่ยนหลิงเปิดประตูเข้ามาก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ก่อนหน้านี้เหมือนนางจะได้ยินเสียงของลู่ฟางหนิงสนทนาอยู่กับใครบางคน แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับไม่พบคน ความสงสัยจึงเริ่มปรากฏขึ้นในใจของซูเยี่ยนหลิง
“เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ” ลู่ฟางหนิงรีบเปิดบทสนทนา เพราะหากเรื่องที่ซูเยี่ยนหลิงมาพบนางมิใช่เรื่องสำคัญ นางจะได้ไล่อีกฝ่ายออกไปทันที
ซูเยี่ยนหลิงดึงสายตากลับมามองลู่ฟางหนิง จำได้ว่าที่มาหาลู่ฟางหนิงในยามนี้เพราะนางต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ซูเยี่ยนหลิงค่อยๆ ไล่สายตามองดูชุดที่สวมอยู่บนตัวของลู่ฟางหนิงอีกครั้ง ซูเยี่ยนหลิงมั่นใจว่านางเห็นเหยียนลั่วเฟยทำลายชุดนี้กับตา แล้วเหตุใดชุดนี้ถึงได้สวมอยู่บนตัวของลู่ฟางหนิงโดยไม่มีรอยฉีกขาดสักรอยเดียว
“หากเจ้ามาเพราะสนใจชุดของข้า ข้าถอดให้เจ้าเอากลับไปดูที่จวนก็ได้”
ไม่กล่าวอย่างเดียว ลู่ฟางหนิงยังทำท่าทางว่าจะถอดชุดที่สวมอยู่บนตัวให้กับซูเยี่ยนหลิงอีกด้วย
ซูเยี่ยนหลิงเห็นเช่นนั้นจึงโบกมือไปมา เอ่ยว่า “ข้ามิได้มาหาเจ้าเพราะสนใจชุดของเจ้าเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะชวนเจ้ากลับจวนพร้อมกันก็เท่านั้น”
มองตาเดียวก็รู้ว่าซูเยี่ยนหลิงมาที่นี่เพราะสนใจชุดของนาง ในใจคงอยากรู้ละสิว่าทำไมชุดที่ควรจะถูกฉีกขาดถึงได้มีสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธว่ามิได้สนใจ อีกทั้งยังบอกว่าต้องการชวนนางกลับจวนพร้อมกัน เช่นนั้นนางจะแกล้งเชื่อก็ได้
“ข้ายังมิได้เปลี่ยนชุดเลย เจ้าออกไปรอด้านนอกก่อนเถิด” ลู่ฟางหนิงเอ่ยบอก ซูเยี่ยนหลิงได้ยินเช่นนั้นจึงออกจากห้องไปแม้เรื่องที่นางสงสัยจะยังไม่ทันได้คลี่คลายก็ตาม ทว่าขณะที่ซูเยี่ยนหลิงกำลังจะก้าวจากไป เสียงเหมือนสิ่งของบางอย่างกำลังร่วงลงมาเรียกความสนใจของซูเยี่ยนหลิงให้หันกลับมาอีกครั้ง
“นั่นเสียงอะไร?” ซูเยี่ยนหลิงเดินเข้ามาด้านใน พลางสอดส่ายสายตาหาต้นตอของเสียงอีกครั้ง
เฟยหรานที่แอบอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก นางไม่ระวังจึงเผลอชนแจกันดอกไม้ตก ทว่าโชคดีที่มันไม่แตกเพราะคว้าไว้ได้ทันเสียก่อน นางจึงเก็บไปวางไว้ที่เดิม
ลู่ฟางหนิงคิดว่าความต้องแตกแน่ๆ หากซูเยี่ยนหลิงเดินไปที่มุมนั้น นางจึงคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยว่า “คงเป็นเสียงแมวน่ะ เมื่อครู่ข้าเห็นมันกระโจนเข้ามาทางหน้าต่าง”
เหมี้ยววว~~
เฟยหรานได้ยินคำพูดของลู่ฟางหนิง นางจึงเลียนแบบเสียงร้องของแมว ซูเยี่ยนหลิงเหมือนจะไม่เชื่อ แต่เมื่อคิดว่าหากนางออกไปช้ากว่านี้ นางคงพลาดโอกาสได้พบรุ่ยอ๋องอีกครั้ง
“เช่นนั้นข้าจะไปรอเจ้าด้านนอก รีบๆ ตามมาล่ะ” เอ่ยจบ ซูเยี่ยนหลิงก็รีบออกจากห้องไปทันที นางตรงไปยังประตูด้านหน้าพระราชวังที่มีรถม้าหลายคันจอดอยู่เพื่อรอดักพบรุ่ยอ๋อง
เฟยหรานออกมาจากที่ซ่อน ก่อนจะมองลู่ฟางหนิง “เจ้าคิดจะให้ข้าแปลงโฉมเป็นสตรีนางนั้นใช่หรือไม่”
ลู่ฟางหนิงพยักหน้าตอบรับ สาเหตุที่นางให้เฟยหรานตั้งใจมองใบหน้าของซูเยี่ยนหลิงให้ดี เพราะนางรู้ว่าเฟยหรานมีความสามารถพิเศษในการแปลงโฉม ชาติก่อนหากมิใช่เพราะเฟยหรานแปลงโฉมเป็นนาง นางก็คงไม่มีโอกาสได้ลอบออกไปพลอดรักกับโจวหยางเทียนบ่อยๆ โดยที่ไม่มีใครจับได้
ครั้นนึกถึงเรื่องนี้ทีไร นางก็รู้สึกว่าตนเองช่างไร้เดียงสาและโง่งมยิ่งนักที่หลงระเริงมัวเมากับความรักจอมปลอมของโจวหยางเทียน แต่ก็เอาเถิด ในเมื่อนางได้หวนคืนกลับมาแล้ว โจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิง พวกเขาสองคนจะไม่มีวันหลอกใช้นางได้อีก!
หลังจากใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เฟยหรานก็สามารถแปลงโฉมเป็นซูเยี่ยนหลิงได้สำเร็จ เคล็ดวิชาพันหน้าของนางช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แม้ลู่ฟางหนิงจะพยายามฝึกเคล็ดวิชานี้ แต่นางก็ไม่มีความสามารถมากพอจึงล้มเลิกไป
เมื่อได้บอกข้อมูลคร่าวๆ ให้เฟยหรานฟังว่าคนที่นางแปลงโฉมนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรและเป็นบุตรสาวของตระกูลใด ลู่ฟางหนิงจึงพาอีกฝ่ายตรงไปยังด้านหน้าพระราชวังเพื่อขึ้นรถม้ากลับ
ขณะที่เดินออกมาด้านนอก ลู่ฟางหนิงไม่ได้กังวลใจสักเท่าใดเพราะนางเชื่อมั่นในฝีมือการแปลงโฉมของเฟยหราน ที่สำคัญอีกฝ่ายอยู่ในคราบของซูเยี่ยนหลิง คงไม่มีใครสงสัยอันใดพวกนาง
เฟยหรานพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดบนร่างกายแล้วเดินตามลู่ฟางหนิงไปอย่างเงียบๆ แต่กระนั้นบนดวงหน้าของนางที่ควรจะสดใสเหมือนซูเยี่ยนหลิงกลับซีดเผือดเพราะพิษไข้ที่เกิดจากแผลติดเชื้อกำลังกำเริบขึ้นอีกครั้ง
ลู่ฟางหนิงเดินมาใกล้ถึงจุดที่รถม้าจอดอยู่ นางก็พบว่าซูเยี่ยนหลิงกำลังสนทนาอยู่กับโจวหยางเทียน นางจึงใช้โอกาสที่ซูเยี่ยนหลิงไม่ได้หันมาสนใจสิ่งรอบข้างเพราะมัวแต่สนใจโจวหยางเทียนเพียงผู้เดียวพาเฟยหรานขึ้นรถม้าของจวนสกุลลู่
หลังจากที่รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกมาจากพระราชวัง ทหารลาดตะเวนก็เข้ามาตรวจค้นรถม้าทุกคันที่วิ่งผ่าน พวกเขาเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น ก่อนจะนำภาพวาดของนักโทษหลบหนีมาเปรียบเทียบกับสตรีที่อยู่บนรถม้า
เฟยหรานนั่งตัวเกร็งขณะที่กำลังถูกตรวจสอบ ลู่ฟางหนิงจึงเอื้อมไปกุมมือที่เย็นยะเยือกของนางเอาไว้ ทหารตรวจสอบไม่นานก็ปล่อยให้พวกนางผ่านไป จากนั้นจึงได้หันไปตรวจสอบรถม้าคันอื่นต่อ
”ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าวิธีนี้ได้ผล”
ลู่ฟางหนิงเอ่ยบอก เฟยหรานจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าความกังวลของเฟยหรานก็เกิดขึ้นอีกครั้ง นางเอ่ยว่า “หากทหารตรวจสอบรถม้าแล้วพบใบหน้าที่เหมือนกับข้า เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องรู้นะสิว่าหนึ่งในสองต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นนักโทษหลบหนีแฝงตัวอยู่”
ลู่ฟางหนิงเองก็คิดเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกัน ดังนั้นนางจึงไม่คิดที่จะพาเฟยหรานในร่างของซูเยี่ยนหลิงกลับไปที่จวนสกุลลู่ ในทางกลับกัน นางสั่งให้คนขับรถม้าตรงไปยังหอชิงสุ่ย
อีกด้านหนึ่ง ซูเยี่ยนหลิงนั่งรถม้ากลับจวนด้วยใบหน้าบูดเบี้ยว แม้นางจะเข้าไปสนทนากับรุ่ยอ๋อง ทว่าบุรุษผู้นั้นก็เอาแต่ผลักไสนาง หรือว่ารุ่ยอ๋องไม่มีใจให้นาง แต่ถ้าเขาไม่มีใจให้แล้วเขาจะมอบถุงหอมให้นางตอนงานเทศกาลล่าสัตว์ทำไม อีกทั้งยังช่วยนางไม่ให้ตกจากหลังม้าอีกด้วย ยิ่งคิดเรื่องนี้ซูเยี่ยนหลิงก็ยิ่งสับสน จนกระทั่งรถม้าหยุดกะทันหันนางถึงได้สติ
“เจ้าหยุดรถม้าทำไม!” ซูเยี่ยนหลิงเอ่ยถามคนขับรถม้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก
คนขับรถม้าจึงเอ่ยขึ้น “ด้านหน้าทหารลาดตะเวนกำลังตรวจค้นรถม้าทุกคันอยู่ขอรับ”
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
ยามนี้ด้านนอกกำแพงเมืองหลวงมีกองทัพสกุลลู่นับหมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงต่างอกสั่นขวัญผวาเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทหารรีบปิดประตูเมืองไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ส่วนประชาชนทั้งหมด ทางการได้จัดหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ให้แล้ว หากว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นทหารสกุลลู่ยังคงลังเลเ
ในขณะที่ภายในงานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ราชองครักษ์ต่างก็กรูกันเข้ามาคุ้มครองโจวฮ่องเต้ หนิงอ๋องให้คนของตนพาหมอเทวดาออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นเขากับโจวหยางอวี้ก็ชักดาบออกมา ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับพวกกบฏโจวหว่านถิงเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นางกำนัลและองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันนางทันที
วันถัดมา โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับหนิงอ๋องและหมอเทวดาตงหยางอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วของหมอเทวดาตงหยางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เขาสามารถรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทจนหายขาดได้งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เข้าร่วมแล้ว โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาย
หลังจากปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จสิ้น ลู่ฟางหนิงก็ตรงไปยังเรือนของลู่อวิ้นเหมยซึ่งอยู่ท้ายจวนสกุลลู่ นางมาที่นี่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าลู่อวิ้นเหมยเป็นคนที่ขโมยตราแม่ทัพไป เพื่อช่วยเหลือโจวหยางเทียนจริงหรือไม่ และหากว่าใช่นางจะทำอย่างไรกับพี่สาวต่างมารดาคนนี้ดีหลังจากที่เห็นลู่ฟางหนิงป







