เข้าสู่ระบบหลังสิ้นคำพูดของคนขับรถม้า ไม่นานก็มีทหารนายหนึ่งเข้ามาตรวจค้นรถม้าของซูเยี่ยนหลิง ยามที่ทหารนายนั้นเปิดม่านออกเพื่อตรวจสอบคนที่อยู่ด้านใน เขาก็ต้องเบิกตาค้างด้วยความตกใจ เพราะเขาจำได้อย่างแม่นยำว่าสตรีนางนี้เพิ่งนั่งรถม้าคันเมื่อครู่ผ่านไป แล้วเหตุใดนางถึงมาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง
ทหารลาดตะเวนรู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลจึงให้รถม้าของซูเยี่ยนหลิงรั้งรออยู่ก่อน จากนั้นเขาจึงรีบไปรายงานผู้บัญชาการทหารอีกทีหนึ่ง
ซูเยี่ยนหลิงที่นั่งรออยู่บนรถม้ารู้สึกอารมณ์เสียเป็นอย่างยิ่งที่ถูกกักตัวเอาไว้ นางจึงเริ่มโวยวายขึ้น “เหตุใดทหารพวกนั้นถึงไม่ปล่อยพวกเราไปอีก มีเรื่องอะไรให้ตรวจสอบกันนักหนา”
คนขับรถม้าได้แต่ก้มหน้าเงียบรับฟังเสียงบ่นของซูเยี่ยนหลิงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ ทหารกลุ่มหนึ่งก็เดินตรงมาที่รถม้าของซูเยี่ยนหลิง ก่อนคนที่เป็นหัวหน้าทหารจะเอ่ยขึ้น
“คุณหนูท่านนี้ ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ท่านได้ผ่านเส้นทางนี้มาบ้างหรือไม่ พวกข้าจำได้ว่าท่านนั่งรถม้ามากับคุณหนูอีกท่านหนึ่ง”
ซูเยี่ยนหลิงได้ยินคำถามเช่นนั้นก็ยิ่งอารมณ์เสีย นางเอ่ยว่า “พวกเจ้าเป็นทหารประสาอะไร รถม้าของข้าเพิ่งออกมาจากพระราชวัง แล้วพวกเจ้าจะเห็นว่าข้านั่งรถม้าคันอื่นมาได้อย่างไร”
หัวหน้าทหารได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าสตรีนางนี้มีความน่าสงสัย ถึงแม้พวกเขาจะมีภาพร่างของนักโทษหลบหนี ทว่าพวกเขาก็เพิ่งได้รับรายงานลับมาอีกทีหนึ่งว่านักโทษผู้นี้มีวิชาแปลงโฉม ดังนั้นหากเห็นสตรีนางใดที่ทำตัวน่าสงสัยก็ให้จับกุมตัวไว้แล้วนำไปสอบสวนยังกรมอาญา หากเป็นนักโทษหลบหนีที่แปลงโฉมเป็นคนอื่นจริงก็ต้องนำนางไปขังคุกอีกครั้ง หากมิใช่ก็เพียงแค่ปล่อยตัวไปเท่านั้น
ไม่รอให้ซูเยี่ยนหลิงได้เอ่ยอะไรออกมาแม้เพียงครึ่งคำ หัวหน้าทหารก็โบกมือให้ลูกน้องลากตัวของซูเยี่ยนหลิงลงมาจากรถม้า “จับตัวนางไว้”
“พวกเจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ซูเยี่ยนหลิงรู้สึกตกใจมากที่จู่ๆ ทหารก็เข้ามาจับกุมตัวนางให้ลงมาจากรถม้า นางจึงเริ่มโวยวายอีกครั้ง “พวกเจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรที่มาจับข้าเช่นนี้ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือคุณหนูใหญ่สกุลซู ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าพวกทหารชั้นต่ำ!”
ยิ่งนางดีดดิ้นขัดขืนมากเท่าใด ทหารก็ยิ่งใช้พละกำลังในการเข้าจับกุมนางมากเท่านั้น ไม่นานพวกเขาก็นำตัวซูเยี่ยนหลิงไปขังไว้ในคุกของกรมอาญารอการสอบสวนอีกทีหนึ่ง ซูเยี่ยนหลิงเป็นคุณหนูในห้องหอ ถูกครอบครัวเลี้ยงดูประคบประหงมมาเป็นอย่างดีไหนเลยจะเคยถูกคนจับขังคุกเช่นนี้ นางร้องไห้โวยวายเสียจนทหารที่อยู่ภายในกรมอาญาถึงกับอดรำคาญเสียงร้องนี้มิได้ ในขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ถูกรายงานไปยังบิดาของนางที่เป็นรองเจ้ากรมพิธีการ
อีกด้านหนึ่ง
รถม้าของลู่ฟางหนิงเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ด้านหน้าหอชิงสุ่ย และเพื่อไม่ให้คนขับรถม้าสงสัย นางจึงให้เหตุผลว่าซูเยี่ยนหลิงต้องการมาพบพี่ชายก่อนจะกลับจวน เหตุผลนี้นับว่าเข้าท่าที่สุด เพราะซูเป่ยจิ้งมักจะเข้าออกที่หอชิงสุ่ยแห่งนี้เป็นประจำ หากลู่ฟางหนิงมิได้มาเห็นด้วยตาตนเองว่าซูเป่ยจิ้งฉุดกระชากนางโลมอย่างไร นางคงจะเชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นบัณฑิตผู้มากความรู้ความสามารถ
“เจ้าไหวหรือไม่” ลู่ฟางหนิงประคองเฟยหรานที่อยู่ในร่างของซูเยี่ยนหลิงลงมาจากรถม้า ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วงเพราะยามนี้ร่างกายของเฟยหรานร้อนระอุราวกับอยู่ในเตาไฟ
เฟยหลานพยักหน้าให้ลู่ฟางหนิงหนึ่งคราว่านางยังไหว ทว่าพวกนางเพิ่งเดินมาถึงด้านหน้าหอชิงสุ่ยและยังไม่ทันจะได้เข้าไปด้านในก็ถูกคนขวางทางไว้เสียก่อน
“พวกเจ้าเข้าไปไม่ได้”
ยามนี้ลู่ฟางหนิงหาได้อยู่ในชุดของบุรุษคนเฝ้าหน้าหอชิงสุ่ยจึงไม่ยอมให้พวกนางทั้งสองเข้าไป ลู่ฟางหนิงไม่มีทางเลือกอื่นนางจึงฝากข้อความให้คนเฝ้าหน้าหอไปบอกเถ้าแก่หลี่ว่าไร้เงาต้องการพบ หลังจากที่ฝากข้อความนั้นไป ไม่นานคนเฝ้าหน้าหอก็ออกมาเชิญพวกนางทั้งสองคนเข้าไปด้านใน
“เจ้าคือไร้เงาอย่างนั้นหรือ” หลี่เซียนเมิ่งมองประเมินสตรีสองนางที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
ก่อนหน้านี้นางจำได้ว่าไร้เงาคือบุรุษ เขามาพบพี่น้องสกุลเฟยบอกว่าจะช่วยเฟยหรานออกมาจากคุกใต้ดินเพื่อแลกกับการทำสัญญาอะไรสักอย่าง แล้วตอนนี้จะให้นางเชื่อได้อย่างไรว่าสตรีหนึ่งในสองนางนี้คือไร้เงา
หลี่เซียนเมิ่งไม่มั่นใจนักว่าสตรีสองคนตรงหน้าไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน นางจึงพาทั้งสองมายังห้องรับรองห้องหนึ่งแทนที่จะเป็นห้องใต้ดินของหอชิงสุ่ย
เฟยหรานรู้ว่าเถ้าแก่หลี่เป็นคนระแวดระวัง นางจึงกระชากหน้ากากตนเองออกก่อนจะเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
“เถ้าแก่หลี่ เป็นข้าเอง”
“เฟยหราน!” หลี่เซียนเมิ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าเฟยหรานจะออกมาจากคุกใต้ดินได้แล้ว
“ข้าอยากพบพี่ชาย…”
“ได้ ข้าจะพาเจ้าไปหาพวกเขา”
หลี่เซียนเมิ่งรีบเดินนำเฟยหรานและลู่ฟางหนิงลงไปยังห้องลับใต้ดินทันที พี่น้องสกุลเฟยทั้งสามคนเมื่อเห็นหน้าน้องสาวคนสุดท้องของพวกตน พวกเขาก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งและตกใจยิ่งกว่านั้นเมื่อรู้ว่าคนที่ช่วยน้องสาวของเขาหลบหนีออกมาจากคุกใต้ดินของวังหลวงเป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง
ไร้เงาเป็นสตรี!
เฟยเยว่ที่ก่อนหน้านี้เคยปะมือกับสตรีตรงหน้ามาแล้วหนหนึ่งจนพ่ายแพ้ก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ เขาเอ่ยถามด้วยสายตาเลื่อนลอย “เจ้าเป็นสตรีอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ฟางหนิงพยักหน้าเป็นคำตอบ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าสามารถช่วยน้องสาวของพวกท่านออกมาได้”
พี่น้องสกุลเฟยไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยออกมาอีกแล้วนอกจากคำว่า ‘ขอบคุณ’ แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยสบประมาทสตรีตรงหน้ามาก่อน แต่เมื่อนางทำให้พวกเขาเห็นว่านางมีฝีมือมากขนาดไหน พวกเขาจะไม่ยอมรับนางได้อย่างไรเล่า
เฟยหรานเองก็รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้ของลู่ฟางหนิงยิ่งนัก นางเอ่ยว่า “หากมิได้ท่านช่วยเอาไว้ ข้าคงตายในคุกใต้ดินแห่งนั้นไปแล้ว”
สิ้นคำพูดนั้น นางก็ไอออกมาหนึ่งคำอาจเป็นเพราะพิษไข้ที่เกิดจากบาดแผลติดเชื้อกำเริบ เฟยหรานจึงทรุดลงกับพื้น พี่ชายทั้งสามคนของนางรีบเข้ามาพยุงร่างของนางเอาไว้ทันที
ในขณะเดียวกันเถ้าแก่หลี่ก็รีบออกไปตามหมอมารักษาอาการของเฟยหราน
ลู่ฟางหนิงไม่สามารถอยู่ที่หอชิงสุ่ยได้นาน นางจึงขอตัวกลับจวน ทว่าก่อนที่นางจะจากไป เฟยหงที่เป็นพี่ใหญ่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า “สัญญานั้นของเจ้า ข้าจะประทับตราให้”
พี่น้องสกุลเฟยคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเฟยหง สตรีนางนี้ช่วยเฟยหรานให้ออกมามีชีวิตด้านนอกอีกครั้งก็นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาด้วยเช่นกัน
เฟยหรานแม้จะไม่รู้ว่าพวกพี่ชายและลู่ฟางหนิงตกลงอะไรกันไว้ แต่ถ้าหากลู่ฟางหนิงต้องการความช่วยเหลือ นางจะช่วยอีกฝ่ายจนสุดความสามารถ
“แม้ก่อนหน้านี้จะไม่รู้ว่าเจ้ากับพี่ชายของข้าตกลงเรื่องอันใดกันไว้ แต่หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะช่วยเจ้าจนถึงที่สุด”
ลู่ฟางหนิงได้ยินเช่นนั้นก็แย้มรอยยิ้มออกมา เพราะนั่นหมายความว่านางสามารถซื้อใจพี่น้องสกุลเฟยได้แล้ว ต่อไปนี้พวกเขาจะกลายเป็นคนของนางและช่วยนางกำจัดโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิง
“วันหน้าหากข้าพบเจอเรื่องลำบาก ข้าจะไม่ลืมพวกท่านอย่างแน่นอน”
พี่น้องสกุลเฟยตอบเป็นเสียงเดียวกัน “พวกเรายินดี…”
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
ยามนี้ด้านนอกกำแพงเมืองหลวงมีกองทัพสกุลลู่นับหมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงต่างอกสั่นขวัญผวาเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทหารรีบปิดประตูเมืองไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ส่วนประชาชนทั้งหมด ทางการได้จัดหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ให้แล้ว หากว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นทหารสกุลลู่ยังคงลังเลเ
ในขณะที่ภายในงานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ราชองครักษ์ต่างก็กรูกันเข้ามาคุ้มครองโจวฮ่องเต้ หนิงอ๋องให้คนของตนพาหมอเทวดาออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นเขากับโจวหยางอวี้ก็ชักดาบออกมา ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับพวกกบฏโจวหว่านถิงเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นางกำนัลและองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันนางทันที
วันถัดมา โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับหนิงอ๋องและหมอเทวดาตงหยางอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วของหมอเทวดาตงหยางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เขาสามารถรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทจนหายขาดได้งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เข้าร่วมแล้ว โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาย
หลังจากปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จสิ้น ลู่ฟางหนิงก็ตรงไปยังเรือนของลู่อวิ้นเหมยซึ่งอยู่ท้ายจวนสกุลลู่ นางมาที่นี่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าลู่อวิ้นเหมยเป็นคนที่ขโมยตราแม่ทัพไป เพื่อช่วยเหลือโจวหยางเทียนจริงหรือไม่ และหากว่าใช่นางจะทำอย่างไรกับพี่สาวต่างมารดาคนนี้ดีหลังจากที่เห็นลู่ฟางหนิงป






