Masukหลังจากที่รองเจ้ากรมซูหรือ ‘ซูป๋อเหวิน’ ทราบข่าวว่าบุตรสาวของตนถูกคนของกรมอาญาจับตัวไป เขาก็รีบร้อนไปพบนางทันที ซูเยี่ยนหลิงอยู่ในคุกที่ทั้งเหม็นทั้งสกปรก นางก็ร้องห่มร้องไห้พร้อมทั้งโวยวายออกมาไม่หยุด จนทำให้ทหารที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นรู้สึกรำคาญเป็นอย่างยิ่ง
“หลิงเอ๋อร์” รองเจ้ากรมซูจับประตูกรงเหล็กเอาไว้ เห็นบุตรสาวอยู่ในสภาพเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
“ท่านพ่อ…ช่วยข้าด้วย ฮื่อๆๆ คนพวกนั้นกล่าวหาว่าข้าเป็นนักโทษหลบหนี ท่านพ่อต้องช่วยข้านะเจ้าคะ” ซูเยี่ยนหลิงรีบฟ้องบิดาทั้งน้ำตา ยามนี้นางทั้งหวาดกลัวทั้งรู้สึกอับอายที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“ได้ๆ หลิงเอ๋อร์รออยู่ที่นี่ก่อน พ่อจะหาทางพาเจ้าออกมาเอง เจ้าไม่ต้องกลัวไป พ่อต้องพาเจ้าออกมาแน่ๆ” ซูป๋อเหวินเอ่ยบอกบุตรสาว เพื่อให้นางสงบสติอารมณ์ลง
ซูเยี่ยนหลิงแม้ไม่อยากจะรออยู่ในนี้ แต่เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยบอกเช่นนั้น นางก็ต้องจำใจทำตาม “ท่านพ่อต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ ข้ากลัว…”
ซูป๋อเหวินพยักหน้าให้บุตรสาว จากนั้นจึงเดินทางไปพบกับเจ้ากรมอาญาทันที
ภายในห้องทำงานของกรมอาญา เจ้ากรมอาญาคนปัจจุบันกำลังฟังรายงานจากลูกน้องคนสนิท เมื่อพบว่ารองเจ้ากรมพิธีการซูมาขอเข้าพบ เขาก็โบกมือให้ลูกน้องออกไป ก่อนจะเชิญซูป๋อเหวินเข้ามานั่ง
“รองเจ้ากรมพิธีการมาถึงที่นี่มีธุระอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ”
ซูป๋อเหวินรีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเจ้ากรมอาญาจับบุตรสาวของข้ามาเช่นนี้ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”
เจ้ากรมอาญาได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลูกน้องของเขาจับตัวคนๆ หนึ่งมาเพราะพบว่านางมีพิรุธที่น่าสงสัยหลายอย่าง
“รองเจ้ากรมซูคงจะหมายถึงสตรีที่อยู่ในคุกคนนั้นใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว นางเป็นบุตรสาวคนโตของข้า นางไม่มีทางเป็นนักโทษหลบหนีแน่ๆ”
“หากนางไม่ใช่นักโทษหลบหนี แล้วสตรีที่หน้าเหมือนกันกับนางอีกคนคือใครกันเล่า? อย่าบอกนะว่าท่านรองเจ้ากรมมีบุตรสาวฝาแฝด”
ซูป๋อเหวินได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “สตรีนางนั้นนั่งรถม้าคันไหนมาหรือ”
“หากจำไม่ผิด นางมากับคุณหนูรองสกุลลู่”
หลังสิ้นคำพูดนั้นของเจ้ากรมอาญา ลูกน้องของเขาก็รีบร้อนเข้ามารายงานว่าคุณหนูรองสกุลลู่ถูกทำร้าย คาดว่าคนที่ทำร้ายนางเป็นนักโทษหลบหนีที่แปลงโฉมเป็นคุณหนูใหญ่ซู ด้วยเหตุนี้ ซูเยี่ยนหลิงจึงถูกปล่อยตัวออกมา
ทว่าหลังจากที่ซูเยี่ยนหลิงได้รู้ว่าลู่ฟางหนิงรับนักโทษหลบหนีขึ้นรถม้า จนทำให้นางต้องถูกกรมอาญาจับมาขังคุก ในใจก็นึกแค้นเคืองลู่ฟางหนิงเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อนางได้รู้ข่าวว่าลู่ฟางหนิงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก นางก็แสยะยิ้มออกมาด้วยความสะใจ
แม่ทัพลู่หนิงเหอพร้อมบุตรชายทั้งสองเมื่อทราบข่าวว่าบุตรสาวของเขาถูกทำร้ายระหว่างทางจนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็รีบร้อนออกไปรับนางกลับจวนทันที ลู่เหว่ยหรงได้แต่โทษตนเองว่าเขาควรจะรอรับน้องสาวกลับมาด้วย ใครจะไปคาดคิดว่านักโทษคนนั้นจะแปลงโฉมเป็นสหายของน้องสาว
ยามที่พบว่าตามเนื้อตัวของลู่ฟางหนิงล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำ บุรุษสกุลลู่ทั้งสามก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง แม่ทัพลู่หนิงเหอเอ่ยด้วยความโกรธแค้นว่า “หนิงหนิงใครทำเจ้าเป็นเช่นนี้ บอกพ่อมา พ่อจะไปตัดหัวมัน”
ลู่ฟางหนิงยังพอมีสติ หลังจากที่ได้ยินบิดาเอ่ยเช่นนั้น นางก็รู้สึกเสียวสันหลังแทนเหล่าพี่น้องสกุลเฟย เพราะลู่ฟางหนิงรู้ว่าอีกไม่นานทหารต้องสืบทราบจนรู้แน่ว่าซูเยี่ยนหลิงที่นั่งรถม้ามากับนางเป็นตัวปลอม ดังนั้นนางจึงได้จัดฉากให้ตนเองถูกทำร้าย คราแรกพี่น้องสกุลเฟยไม่ยินยอมทำร้ายนาง แต่เมื่อนางบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของนาง พวกเขาจึงได้ยอมลงมือ
ลู่ฟางหนิงแสร้งเอ่ยกับบิดาด้วยน้ำเสียงโรยแรง ทั้งๆ ที่ร่างกายของนางแทบจะไม่เป็นอะไรเลย บาดแผลเหล่านี้ล้วนเป็นพี่น้องสกุลเฟยจงใจสร้างขึ้นมา เพราะพวกเขาตัดใจลงมือทำร้ายนางไม่ได้เลยสร้างบาดแผลปลอมให้กับนาง
“ท่านพ่อ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกมันเป็นใคร ท่านพ่อข้าเจ็บ ข้าอยากกลับจวนแล้ว”
“ได้ๆ พ่อจะรีบพาเจ้ากลับจวนเดี๋ยวนี้ ส่วนพวกเจ้าทั้งสองไปลากตัวคนที่มันทำร้ายน้องสาวของพวกเจ้ามา ข้าจะลงโทษมันกับมือ”
“ขอรับ” ลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงรับคำ จากนั้นพวกเขาทั้งสองจึงได้นำกำลังทหารสกุลลู่ส่วนหนึ่งติดตามออกค้นหาตัวคนร้าย แม้ลู่ฟางหนิงอยากเอ่ยห้ามพวกเขาก็ไม่ทันเสียแล้ว ในใจได้แต่ภาวนาขอให้เหล่าพี่น้องสกุลเฟยไม่ถูกจับได้ก็เป็นพอ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ข่าวที่ลู่ฟางหนิงถูกทำร้ายหลังกลับจากงานเลี้ยงฉลองวันเกิดขององค์หญิงสามโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงภายในชั่วข้ามคืน โจวหว่านถิงหลังจากรับรู้ข่าวนี้ นางก็รีบขอร้องหวังฮองเฮาว่าต้องการมาเยี่ยมอาการของลู่ฟางหนิง
หวังฮองเฮาอนุญาตทันทีเพราะภายในงานเลี้ยงที่ผ่านมานั้น พระนางก็พอจะรู้ว่าพระโอรสของพระนางพึงใจในตัวของลู่ฟางหนิงมากเพียงใด กระทั่งการแสดงความสามารถของนาง โจวหยางอวี้ก็มองไม่เคยละสายตาไปไหน เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งชายารัชทายาทนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ใดระหว่างลู่ฟางหนิงกับเหยียนลั่วเฟย
เดิมทีหวังฮองเฮาต้องการให้องค์หญิงสามชวนองค์รัชทายาทไปเยี่ยมลู่ฟางหนิงด้วย ทว่าน่าเสียดายที่เช้านี้เขามีราชกิจด่วนต้องออกเดินทางไปยังต่างเมืองตั้งแต่เช้าตรู่
เมื่อมาถึงจวนสกุลลู่ ลู่ฮูหยินก็ออกมาต้อนรับองค์หญิงสามเป็นอย่างดี จากนั้นจึงได้พานางตรงไปยังเรือนนอนของบุตรสาว ลู่ฟางหนิงเมื่อเห็นว่าองค์หญิงสามมาเยี่ยม นางก็ยันกายลุกขึ้นเพราะต้องการถวายความเคารพ แต่ถูกโจวหว่านถิงรั้งเอาไว้เสียก่อน
“อาการของเจ้ายังไม่ดี อย่าเพิ่งลุกเลย”
“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง” การแสดงนี้ของลู่ฟางหนิงนับว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ เพราะแม้แต่องค์หญิงสามก็ยังดูไม่ออก
ลู่ฮูหยินเห็นเช่นนั้นจึงเปิดทางให้องค์หญิงสามกับบุตรสาวได้สนทนากันเพียงลำพัง ทว่าลู่ฮูหยินเพิ่งออกไปได้ไม่นาน ซูเยี่ยนหลิงก็ปรากฏตัวขึ้น
นางเดินตรงไปยังเตียงนอนของลู่ฟางหนิง ยอบกายให้องค์หญิงสามคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับลู่ฟางหนิงด้วยถ้อยคำกึ่งประชดประชัน “เจ้ากับข้าเป็นสหายกันมาหลายปีแล้ว แม้แต่ข้ากับนักโทษหลบหนีเจ้าก็ยังแยกไม่ออกหรือว่าใครเป็นใคร”
ลู่ฟางหนิงได้ข่าวว่าซูเยี่ยนหลิงถูกจับไปขังคุก ในใจจึงคิดว่าอีกฝ่ายต้องแค้นเคืองนางแน่ๆ จึงได้รีบร้อนมาหานางตั้งแต่เช้าขนาดนี้ อีกทั้งวาจาที่เอ่ยออกมาก็แฝงไปด้วยความประชดประชันอยู่หลายส่วน ลู่ฟางหนิงรู้อารมณ์ของซูเยี่ยนหลิงในตอนนี้ดี นางจึงไม่เอ่ยอะไรออกมา ทว่ามิใช่กับองค์หญิงสาม
โจวหว่านถิงรู้สึกไม่ถูกชะตากับสหายผู้นี้ของลู่ฟางหนิงเท่าใดนัก ที่นางอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาเป็นพระสหายร่วมชั้นเรียนนั่นก็เพราะต้องการรักษาน้ำใจของลู่ฟางหนิงต่างหาก เมื่อได้ยินถ้อยคำที่คล้ายจะกล่าวหาลู่ฟางหนิง โจวหว่านถิงก็ยิ่งไม่พอใจ นางเอ่ยขึ้นว่า “หนิงหนิงเพิ่งได้รับบาดเจ็บ เจ้าเป็นสหายกับนางมานานหลายปี คำพูดเช่นนี้สมควรหรือที่จะเอ่ยออกมา”
ซูเยี่ยนหลิงเมื่อได้ยินองค์หญิงสามเอ่ยตำหนิ นางก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายมีฐานะสูงส่งกว่า นางจึงต้องยอมก้มหัวให้แล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันร้อนใจไปหน่อยจึงไม่ได้ไตร่ตรองคำพูดเหล่านี้ให้ดี ขอองค์หญิงสามอย่าได้ถือสาเลยนะเพคะ”
โจวหว่านถิงเบือนหน้าหนี ไม่เอ่ยคำใดออกมา นั่นแสดงให้เห็นว่านางไม่ชอบซูเยี่ยนหลิงผู้นี้เลย จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับลู่ฟางหนิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หายเร็วๆ นะหนิงหนิง หากขาดเหลือสิ่งใดให้คนไปแจ้งข้าได้ตลอด”
“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง”
หลังจากร่ำลากันเสร็จเรียบร้อย โจวหว่านถิงจึงกลับวังหลวง ลู่ฟางหนิงเองก็ไม่อยากเห็นหน้าซูเยี่ยนหลิงจึงเอ่ยบอกอีกฝ่าย ทว่าคำพูดนั้นคล้ายเป็นการไล่เสียมากกว่า
“เจ้าเองก็ควรกลับไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน”
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
หลังจากที่สนทนากับองค์รัชทายาทเสร็จเรียบร้อย ลู่ฟางหนิงก็รีบกลับจวนด้วยจิตใจที่สับสนและวุ่นวาย แต่กระนั้นเมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าประตูจวนสกุลลู่ นางก็มิได้เผยท่าทางตื่นตระหนกออกมา ในทางกลับกัน นางรีบตรงไปหาบิดาที่เรือน และเรียกพี่ชายทั้งสองมาปรึกษาหารือร่วมกันแม่ทัพลู่หนิงเหอไม่รู้ว่าบุตรสาวคนรอ
ก่อนงานเลี้ยงขอบคุณหนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางจะเริ่มขึ้นหนึ่งวัน โจวหยางอวี้แอบส่งจดหมายนัดลู่ฟางหนิงออกมาพบที่ด้านนอก เพราะเขามีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกให้นางรับรู้ลู่ฟางหนิงแม้จะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทต้องการพบตนด้วยเรื่องอันใด แต่นางก็ออกไปตามนัดหมาย เพราะคิดว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทต้องการสนทนากับนาง
ไม่กี่วันต่อมา หนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง การมาของพวกเขาในครั้งนี้เป็นการมาอย่างเร่งรีบเพราะต้องการรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทโดยเร็วที่สุด หนิงอ๋องจึงมิได้นำกำลังพลมามากนัก จะมีก็เพียงแค่องครักษ์ส่วนตัวสองสามคนที่คอยคุ้มกันความปลอดภัยของหมอเทวดาตงหยางระหว่างการเดินทางเท่า
ตกดึกคืนนั้น โจวหยางเทียนจึงลอบออกไปพบกับลู่อวิ้นเหมย นับตั้งแต่วันที่พวกเขาตกลงร่วมมือกัน พวกเขาก็แอบสานสัมพันธ์กันอย่างลับๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ลู่อวิ้นเหมยก็ยอมพลีกายเป็นสตรีของเขาวันนี้รุ่ยอ๋องจองห้องในเหลาสุราแห่งหนึ่งเอาไว้ ไม่นานคนของเขาก็เดินนำสตรีที่สวมหมวกผ้าโปร่งปิดบ







