Masukองค์หญิงสามกำลังจะเสด็จกลับวังหลวง ทว่าเพิ่งเดินออกมาจากเรือนนอนของลู่ฟางหนิงได้เพียงครึ่งทางเท่านั้นก็มีลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้าใส่
โจวหว่านถิงมีฐานะเป็นถึงพระธิดาของหวังฮองเฮาย่อมได้รับการเล่าเรียนในศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านบุ๋นหรือบู๊นางล้วนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการขี่ม้ายิงธนู โจวหว่านถิงนั้นชื่นชอบเป็นพิเศษ ดังนั้นลูกธนูที่ไม่รู้ว่าพุ่งมาจากทิศทางไหน นางจึงคว้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะปักลงบนเรือนร่างของนาง
“มีคนปองร้ายองค์หญิง!”
นางกำนัลที่ติดตามองค์หญิงสามมาร้องโวยวายด้วยความตกใจ เมื่อพบว่ามีธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้าใส่องค์หญิงสาม นางกำนัลที่เหลือจึงรีบตีวงล้อมเพื่ออารักขาความปลอดภัยทันที ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ในมือของเขาถือคันธนู ย่อมคาดเดาได้ไม่ยากว่าเขาคือคนที่ยิงธนูใส่องค์หญิงสาม
“ในจวนแม่ทัพลู่จะมีผู้ใดกล้าปองร้ายองค์หญิงสามกัน พวกเจ้าพูดให้มันน้อยๆ หน่อยเถิด”
โจวหว่านถิงหันไปมองต้นเสียงจึงพบว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า บนแผงอกและลำคอมีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาเหมือนเพิ่งออกกำลังมาอย่างหนัก แต่เมื่อนางมองเห็นคันธนูที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายและมันเกือบจะทำให้นางชะตาขาด ความโกรธสายหนึ่งก็พุ่งปะทุออกมา
“ลูกธนูของเจ้าพุ่งเข้าใส่ข้า หากไม่เรียกว่าปองร้าย แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร”
ชายหนุ่มผู้นั้นแสยะยิ้มมองโจวหว่านถิงอย่างไม่เกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะสูงส่งกว่าตนสักเพียงใด จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “กระหม่อมเพียงแค่ฝึกซ้อมธนูเหมือนกับทุกๆ วันเท่านั้น เป็นองค์หญิงสามต่างหากที่เดินทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือเข้ามาในลานฝึกของกระหม่อมเอง แล้วเช่นนี้จะกล่าวหาว่ากระหม่อมคิดปองร้ายองค์หญิงได้อย่างไร”
“เจ้ากล้าด่าว่าข้าไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างนั้นหรือ!”
โจวหว่านถิงจ้องเขม็งมองชายหนุ่มผู้อวดดีคนนั้นด้วยความไม่พอใจ นางไม่เคยรู้เลยว่าจวนสกุลลู่จะเลี้ยงบุรุษปากร้ายเช่นนี้เอาไว้ ลู่ฟางหนิงก็ไม่เคยเล่าให้นางฟังว่าเคยมีพี่ชายปากเสียเช่นนี้มาก่อน
จากในความทรงจำของโจวหว่านถิง นางจดจำได้ว่าลู่ฟางหนิงเคยเล่าให้นางฟังเกี่ยวกับพี่ชายทั้งสองคนว่าพี่ชายคนโตเป็นบุรุษที่องอาจ สง่าผ่าเผย ส่วนพี่ชายคนรองนั้นเป็นบุรุษห้าวหาญไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ที่สำคัญบุรุษสกุลลู่ทั้งสองคนยังมีดวงหน้าหล่อเหลาจนทำให้สตรีน้อยใหญ่หลงใหลหัวปักหัวปำ กระทั่งหลิวเฟยเอ๋อร์ยังเคยชมพี่ชายของลู่ฟางหนิงให้นางฟังเลย
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้กลับมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ลู่ฟางหนิงเล่าให้นางฟังโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นพี่ชายของลู่ฟางหนิง บางทีอาจเป็นเพียงทหารชั้นต่ำที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมากกว่า
“กระหม่อมมิกล้า องค์หญิงสามอย่าได้โยนข้อกล่าวหาเหล่านั้นใส่หัวกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจวหว่านถิงเห็นบุรุษอวดดีผู้นั้น ความโกรธภายในอกก็ยิ่งพวยพุ่งออกมา นางเดินไปแย่งคันธนูในมือของอีกฝ่าย ก่อนจะน้าวคันธนูเล็งไปกลางอกของเขา หวังจะกำราบความอวดดีและความยียวนนั้นที่ทำให้นางรำคาญลูกหูลูกตา
“หากข้าอยากให้เจ้าผิด เจ้าก็ต้องผิด หากข้าอยากให้เจ้าตาย เจ้าก็ต้องตาย! เป็นเพียงแค่ทหารชั้นต่ำ ยังกล้าพูดอวดดีกับข้าอย่างนั้นหรือ”
หากเป็นคนอื่นได้ยินคำพูดเช่นนี้ขององค์หญิงสามย่อมคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิต ทว่าชายหนุ่มผู้นี้ยังคงยิ้มยียวนราวกับไม่กลัวว่าลูกธนูในมือขององค์หญิงสามจะพุ่งทะลุอกของตนออกไป
โจวหว่านถิงน้าวสายธนูสุดวงแขน หากนางปล่อยมือชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้ก็คงจะจบสิ้น ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ทำเช่นนั้น เสียงตะโกนของแม่ทัพลู่หนิงเหอก็ดังมาแต่ไกลๆ
“องค์หญิงสามได้โปรดระงับโทสะด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ บุตรชายคนรองของกระหม่อมมิค่อยรู้ความ ขอองค์หญิงอย่าถือโทษโกรธเขาเลย”
บุตรชายคนรอง?
หลังได้ยินคำพูดของแม่ทัพลู่หนิงเหอ โจวหว่านถิงจึงหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าให้เต็มตาอีกครั้ง อย่าบอกนะว่าเขาคือพี่ชายคนรองผู้ห้าวหาญและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดคนนั้นของลู่ฟางหนิง!
“เหว่ยหรง เจ้ารีบคุกเข่าขอโทษองค์หญิงสามเสีย”
เสียงตักเตือนบุตรชายของแม่ทัพลู่หนิงเหอยิ่งตอกย้ำความจริงว่าชายหนุ่มผู้นี้คือพี่ชายของลู่ฟางหนิง เหตุใดเรื่องที่ลู่ฟางหนิงเล่าให้นางฟังกับสิ่งที่นางเห็นถึงได้สวนทางกันเช่นนี้
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อซูเยี่ยนหลิงจากไปจนลับสายตา ลู่ฟางหนิงที่แกล้งนอนป่วยก็ลุกขึ้นนั่งพลางหยิบหนังสือสัญญาที่มีตราประทับของพี่น้องสกุลเฟยออกมาจากใต้หมอน ตอนนี้นางดึงพวกเขาทั้งสี่คนมาเป็นพวกได้แล้ว ต่อไปนางต้องให้พวกเขาหาทางปกป้องโจวหยางอวี้จากฝีมือของสกุลเซวีย
ตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงจึงปลอมกายไปยังหอชิงสุ่ย เพราะนางต้องการเจรจากับพี่น้องสกุลเฟยอีกครั้ง วันนั้นเพราะมีเวลากระชั้นชิดนางจึงรีบกลับมาก่อนจึงไม่ทันได้บอกรายละเอียดต่างๆ ให้พวกเขารับรู้
ทว่าระหว่างทางที่นางกำลังจะตรงไปยังห้องลับใต้ดิน นางกลับพบบุรุษคุ้นหน้าผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินตามเถ้าแก่หลี่เข้าไปยังห้องๆ หนึ่ง แม้จะมองเห็นเพียงแค่แผ่นหลัง แต่นางก็จดจำได้อย่างแม่นยำว่าบุรุษผู้นั้นคือ…
โจวหยางเทียน!
ลู่ฟางหนิงรู้อยู่แก่ใจว่าเหตุใดโจวหยางเทียนถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ นางตรงไปยังห้องลับใต้ดินของหอชิงสุ่ย พี่น้องสกุลเฟยเมื่อพบหน้านาง พวกเขาก็ต้อนรับนางเป็นอย่างดี ยามนี้อาการของเฟยหรานดีขึ้นมากแล้ว แต่ระหว่างนี้นางก็ยังต้องดื่มยาบำรุงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เฟยหรานรู้สึกขอบคุณลู่ฟางหนิงเป็นอย่างมาก เพราะสตรีนางนี้เหมือนคนที่ฉุดกระชากนางขึ้นมาจากขุมนรก ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าการถูกขังอยู่ในนั้นอีกทั้งยังถูกทารุณด้วยวิธีการต่างๆ มันทรมาณเพียงใด
“ข้ามาพบพวกท่านวันนี้ เพราะต้องการคุยเรื่องสัญญา”
ลู่ฟางหนิงเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญทันที ชาติก่อนนางมิได้ให้เกียรติพี่น้องสกุเฟยมากขนาดนี้ ตอนที่นางดึงพวกเขามาเป็นพวกได้ตอนนั้นนางก็ได้รับตำแหน่งแม่ทัพหญิงแล้ว ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครนอกจากสั่งการ ทว่าในชาตินี้นางยังเป็นเพียงสตรีวัยสิบห้าและพวกเขาก็ยังมีอายุมากกว่านาง หากนางให้เกียรติพวกเขา พวกเขาย่อมทำงานให้นางด้วยความจริงใจ
“เจ้าอยากให้พวกข้าช่วยเหลืออันใดก็บอกมาเลย อย่าได้สนใจหนังสือสัญญาอะไรพวกนั้นอีกเลย” เฟยหงเอ่ยขึ้น แม้จะไม่มีหนังสือสัญญาอะไรนั่นพวกเขาก็พร้อมช่วยเหลือลู่ฟางหนิงอย่างเต็มที่ขอเพียงนางเอ่ยปากบอก
ทว่าลู่ฟางหนิงยังไม่ทันจะได้เจรจาเรื่องที่นางต้องการให้พี่น้องสกุลเฟยช่วยเหลือ เถ้าแก่หลี่ก็เดินลงมายังห้องใต้ดิน ยามที่เห็นว่าพี่น้องสกุลเฟยอยู่กันพร้อมหน้า หลี่เซียนเมิ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “มีคนผู้หนึ่งต้องการให้พวกเจ้าไปสังหารคน”
“อาการของเฟยหรานยังไม่หายดี พวกข้ายังไม่อยากรับงาน เจ้าปฏิเสธเขาไปเถิด” เฟยหงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เฟย ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจเลย” จากนั้นนางจึงหันหน้าไปทางเถ้าแก่หลี่ ก่อนจะเอ่ยถามอีกคำ “คนที่มาจ้างวานต้องการให้พวกเขาสังหารคุณหนูรองสกุลลู่ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไร” เถ้าแก่หลี่เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาเพราะไม่คาดคิดว่าสตรีตรงหน้าจะรู้ว่านางกับบุรุษคนนั้นสนทนากันเรื่องอันใด
ลู่ฟางหนิงเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกออกมา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าคือคุณหนูรองสกุลลู่ผู้นั้นเอง…”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”
คราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เถ้าแก่หลี่เท่านั้นที่ตกตะลึง เพราะหลังจากที่ได้ยินไร้เงาบอกว่านางคือคุณหนูรองสกุลลู่ พี่น้องสกุลเฟยก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
ก่อนหน้านี้เพราะลู่ฟางหนิงยังไม่เคยบอกพี่น้องสกุลเฟยและเถ้าแก่หลี่ว่านางเป็นใคร เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนี้ย่อมตกใจเป็นธรรมดา
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
หลังจากนั้นสามวัน โจวหยางอวี้ก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากชายแดน ยามที่อ่านจดหมายของน้องชาย ดวงตาของเขาก็แฝงไปด้วยความล้ำลึกที่ยากจะคาดเดา ในตอนนั้น ความทรงจำจากชาติก่อนก็ผุดขึ้นแม้ว่าโจวหยางเทียนจะยึดครองบัลลังก์มาได้ แต่เขาก็หาได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้คนใหม่ของแคว้นโจวอย่างที่ต้องการ เพราะหนิงอ๋องหรือโจวหยา
ณ ค่ายทหารสกุลลู่ยามนี้ลู่ฟางหนิงกำลังฝึกฝีมือของตนอย่างหนัก แม้นางจะได้รับความสามารถติดตัวมากจากชาติก่อน แต่เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นสงสัยในฝีมือของตนเอง โดยเฉพาะบิดาและพี่ชาย นางจึงต้องแสร้งฝึกฝนอย่างหนักต่อหน้าพวกเขาแม่ทัพลู่หนิงเหอ ลู่จางหมิ่นและลู่เหว่ยหรง เมื่อพบว่าลู่ฟางหนิงพยายามฝึกฝนอย่าง
เวลาผ่านไปไม่กี่วัน โจวหยางเทียนก็ต้องแต่งซูเยี่ยนหลิงเข้าตำหนักด้วยความไม่เต็มใจ หากวันนั้นมิใช่เพราะนางวางยาปลุกกำหนัด จนทำให้เขาได้เสียกับนาง เขาจะต้องฝืนใจแต่งงานกับนางเช่นนี้หรือยิ่งคิดเรื่องนี้โจวหยางเทียนก็ยิ่งแค้นใจไม่หาย!และเนื่องจากการแต่งงานในครั้งนี้เป็นการแต่งงานที่เร่งรีบ โจวหยางเที
โจวหยางอวี้ครุ่นคิดเรื่องราวทั้งหมดในชาติก่อนมาจนถึงตอนนี้ นอกจากเขาอยากจะลากโจวหยางเทียนกับพวกสกุลเซวียเข้าคุก อีกหนึ่งจุดประสงค์ของเขาคือ เขาไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงถูกโจวหยางเทียนหลอกใช้เหมือนกับชาติที่แล้วเขาไม่อยากให้นางตกหลุมรักโจวหยางเทียน เขาไม่อยากเห็นนางกับครอบครัวมีจุดจบที่น่าอนาถ แต่เขาก็ย







