INICIAR SESIÓN“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดเจ้า และยิ่งเกลียดมากขึ้นที่รู้ว่าพระสวามีของข้าพึงใจในตัวเจ้า!” ซูเยี่ยนหลิงแผดเสียงดังลั่นออกมาด้วยความเดือดดาล ตอนนี้นางไม่สนใจแล้วว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็นหรือไม่
นางไม่ต้องการให้ลู่ฟางหนิงได้รุ่ยอ๋องไปครอบครอง เขาจะต้องเป็นพระสวามีของนางเพียงคนเดียวเท่านั้น!
ลู่ฟางหนิงจ้องมองซูเยี่ยนหลิงด้วยสายตาสมเพช ก่อนน้ำเสียงเย็นชาจะเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เพียงแค่เจ้าที่เกลียดชังข้า แต่ข้าก็เกลียดชังเจ้าเช่นกัน เพราะข้าเกลียดคนที่ทรยศหักหลังคนอื่น”
ซูเยี่ยนหลิงไม่เข้าใจว่าลู่ฟางหนิงพูดเรื่องอะไร แม้ก่อนหน้านี้ที่นางเข้าหาลู่ฟางหนิงเพราะต้องการหลอกใช้อีกฝ่ายเพื่อทำให้ตนเองดูโดดเด่น แต่นางยังไม่เคยกระทำการที่เข้าข่ายคำว่าทรยศเลยสักครั้ง
“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว หากไม่มีเจ้า รุ่ยอ๋องจะต้องสนใจข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!”
ลู่ฟางหนิงได้ยินเช่นนั้นก็แค่นหัวเราะออกมา “เจ้าหยุดโง่สักทีเถิด รุ่ยอ๋องไม่เคยรักใครจริง เขารักเพียงแค่ตนเองเท่านั้น!”
ซูเยี่ยนหลิงชะงักไปชั่วขณะ เพราะคำพูดของลู่ฟางหนิงมีความจริงอยู่หลายส่วน รุ่ยอ๋องยอมแต่งงานกับนางเพียงเพราะผลประโยชน์เท่านั้น เขาไม่เคยรักนางเลย แต่กระนั้นนางก็ไม่ต้องการให้รุ่ยอ๋องแต่งงานกับลู่ฟางหนิงเช่นกัน แม้การแต่งงานนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ก็ตาม
หลังจากที่คิดเช่นนั้น ซูเยี่ยนหลิงก็ดึงมีดออกมาจากที่ซ่อน นางตรงเข้าไปหาลู่ฟางหนิงราวกับคนเสียสติ จากนั้นจึงยกมีดขึ้นมาหวังจะกรีดลงบนดวงหน้าของลู่ฟางหนิงให้เสียโฉม นางอยากรู้ยิ่งนักว่าหากดวงหน้างดงามนั้นถูกทำลาย รุ่ยอ๋องยังคิดจะสนใจลู่ฟางหนิงอยู่อีกหรือไม่
ลู่ฟางหนิงเห็นการกระทำอันบ้าคลั่งของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่มีท่าทางตื่นตกใจเลยแม้แต่น้อย นางยืนเป็นเป้านิ่ง แต่กระนั้นคมที่ซูเยี่ยนหลิงคิดจะกรีดลงมากลับไม่เฉียดเข้าใกล้ใบหน้าของนางเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มีดเล่มนั้นกลับถูกนางยึดไปครองอย่างง่ายดาย
“มีฝีมือเพียงแค่นี้ แต่คิดอยากจะทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ”
“หุบปาก! แล้วเอามีดมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
ตอนนี้ซูเยี่ยนหลิงไร้สติสัมปชัญญะไปแล้ว ในหัวของนางคิดเพียงแค่ว่าจะต้องทำลายใบหน้าของลู่ฟางหนิงให้เสียโฉม นางตรงเข้าไปยื้อแย่งมีดกับลู่ฟางหนิง ทว่าลู่ฟางหนิงเป็นวรยุทธ ซูเยี่ยนหลิงจึงไม่สามารถดึงมีดไปจากมืออีกฝ่ายได้ แต่ทันใดนั้น ลู่ฟางหนิงก็ปล่อยมีดที่อยู่ในมือของตนออก ทำให้คมมีดกรีดผ่านใบหน้าของซูเยี่ยนหลิงที่เข้ามายื้อแย่ง
“กรี๊ด!!!” ซูเยี่ยนหลิงกรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อคลำดูใบหน้าของตนก็พบว่ามีเลือดสีแดงไหลออกมาไม่หยุด บาดแผลบนดวงหน้าไม่ได้ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดเท่ากับบาดแผลที่อยู่ในใจ นางยกมือขึ้นชี้หน้าลู่ฟางหนิง ก่อนจะแผดเสียงดังลั่นออกมาอีกครั้ง “เจ้า! เจ้าทำลายใบหน้าของข้า!”
“เจ้าต่างหากที่ทำให้ตนเองเป็นเช่นนี้” ลู่ฟางหนิงอยากเอ่ยเตือนสติอะไรบางอย่างแก่ซูเยี่ยนหลิง แต่ยามนี้อีกฝ่ายไร้สติไปแล้ว นางมองลู่ฟางหนิงด้วยแววตาอาฆาต ก่อนจะตรงไปหาลู่ฟางหนิงแล้วใช้ปลายมีดตวัดใส่ไม่หยุด เพื่อหวังจะทำให้ใบหน้าของลู่ฟางหนิงเสียโฉมเช่นกัน
เสียงกรีดร้องของซูเยี่ยนหลิงดังไม่น้อย จนทำให้คนในงานเลี้ยงพอจะได้ยินอยู่บ้าง โจวหว่านถิงรู้สึกใจคอไม่ดี เพราะลู่ฟางหนิงก็ออกจากงานเลี้ยงไปได้สักพักแล้ว
“นั่นเสียงคนทะเลาะกันหรือไม่?”
“ข้าว่าใช่”
“เสียงนั่นเหมือนดังมาจากศาลาทางด้านนู้นเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” เสียงซุบซิบนินทาของคนในงานเลี้ยงดังขึ้นไม่หยุด ลู่ฮูหยินเองก็ได้ยินเสียงกรีดร้องนั่นเช่นกัน นางจึงสั่งให้สาวใช้ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่ศาลาทางด้านนู้นกันแน่
ทว่าโจวหว่านถิงที่ได้ยินว่ามีเสียงกรีดร้องดังมาจากศาลา ดวงหน้าของนางก็ซีดเผือด เพราะนางจำได้ว่าลู่ฟางหนิงไปพบซูเยี่ยนหลิงที่ศาลาด้านนู้น ไม่รอให้สาวใช้ไปตรวจสอบ นางก็รีบสาวเท้าตรงไปยังศาลานั้นด้วยตนเอง ผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นก็รีบสาวเท้าตามองค์หญิงสามไปทันที
ยามนี้ลู่ฟางหนิงกำลังกดร่างของซูเยี่ยนหลิงให้นอนราบไปกับพื้น อีกทั้งยังยึดมีดของอีกฝ่ายมาไว้ในมือ ซูเยี่ยนหลิงพยายามจะดิ้นรนหนี แต่นางก็สู้เรี่ยวแรงของลู่ฟางหนิงไม่ได้
”ปล่อย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” ซูเยี่ยนหลิงดิ้นรนไปมา แต่ลู่ฟางหนิงก็ใช้เข่ากดร่างของนางอย่างแน่นหนาจนตอนนี้นางแทบหายใจไม่ออก
“ข้าปล่อยเจ้าแน่ แต่ก่อนจะปล่อยเจ้าไป ข้าอยากจะเตือน ไม่สิ อยากจะบอกอะไรให้เจ้ารับรู้อย่างหนึ่ง”
“ข้าไม่ฟัง ข้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น” ซูเยี่ยนหลิงพยายามสะบัดหน้านี้ แต่นางก็ถูกลู่ฟางหนิงจับดวงหน้าเอาไว้แน่น
“เจ้าต้องฟัง เพราะข้าอยากให้เจ้าฟัง! อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้นานอีกเท่าใด”
น้ำเสียงของลู่ฟางหนิงในตอนนี้ฟังดูโหดเหี้ยม จนซูเยี่ยนหลิงรู้สึกขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าคงจะรู้ว่าเหตุผลที่รุ่ยอ๋องแต่งงานกับเจ้าเพราะเขาต้องการผลประโยชน์ แต่ตอนนี้เจ้าไร้ผลประโยชน์ให้เขากอบโกย อีกทั้งบิดายังสร้างเรื่องจนต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ แล้วเจ้าคิดหรือว่ารุ่ยอ๋องจะเก็บเจ้าเอาไว้ข้างกาย ส่วนจุดจบของเจ้าจะเป็นอย่างไรนั้น คืนนี้คงต้องกลับไปถามรุ่ยอ๋องเอาเอง”
ซูเยี่ยนหลิงได้ยินลู่ฟางหนิงเอ่ยเช่นนั้นก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เพราะนางเคยเห็นจุดจบของบิดามาแล้ว รุ่ยอ๋องเกลียดชังนางมาก หากเขารู้ว่านางสร้างเรื่องเช่นนี้ เขาจะต้องไม่ปล่อยนางไปแน่ ในตอนนั้น นางก็เอ่ยขึ้นว่า “หนิงหนิง ข้าผิดไปแล้ว เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่ เห็นแก่ที่พวกเราเป็นสหายกันมานาน เจ้าช่วยข้าจากรุ่ยอ๋องเถิดนะ ข้าไม่อยากมีจุดจบเช่นนั้น”
“เจ้าขอร้องข้าตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะข้าไม่เคยมีสหายเช่นเจ้า ขอให้เจ้าโชคดีกับชีวิตในจวนอ๋อง”
เอ่ยจบ ลู่ฟางหนิงก็ผลักซูเยี่ยนหลิงไปอีกทาง จากนั้นจึงใช้มีดที่ซูเยี่ยนหลิงคิดจะกรีดหน้านางปักเข้าที่ไหล่ซ้ายของตนเองเพราะนางได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งกำลังตรงมาทางนี้
กลุ่มของโจวหว่านถิงเข้ามาพบเหตุการณ์พอดี พวกนางจึงรีบตรงไปดูลู่ฟางหนิงด้วยความเป็นห่วง
“หนิงหนิงเจ้าเป็นอะไรหรือไม่!”
“องค์หญิง ไม่รู้ว่าพระชายารองโกรธแค้นอะไรหม่อมฉันถึงได้คิดจะใช้มีดเล่มนี้สังหารหม่อมฉันเพคะ” ลู่ฟางหนิงแสร้งบีบน้ำตาออกมาแล้วโยนความผิดนั้นลงบนหัวของซูเยี่ยนหลิง
แม้ลู่ฟางหนิงอยากสังหารซูเยี่ยนหลิงให้ตายคามือเสียตอนนี้ เพราะความแค้นที่อีกฝ่ายเคยกระทำไว้กับนางในชาติก่อน แต่นางก็อยากเห็นชีวิตของอีกฝ่ายย่อยยับและพังทลายลงไปพร้อมๆ กับโจวหยางเทียน เพราะพวกมันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำกับนางและครอบครัวอย่างสาสม!
ซูเยี่ยนหลิงที่ดวงหน้าอาบไปด้วยเลือดสีแดงฉาดส่ายศีรษะไปมา “ไม่จริง ข้าไม่ได้ทำ เป็นนางต่างหากที่ทำร้ายข้า”
“เจ้าหุบปาก ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าเป็นคนปักมีดลงบนไหล่ของหนิงหนิง เจ้ายังจะแก้ตัวหน้าด้านๆ อยู่อีกหรือ”
เพราะลู่ฟางหนิงใช้มุมอับสายตาจึงทำให้ทุกคนที่เดินมาต่างมองว่าซูเยี่ยนหลิงทำร้ายนาง ยามนี้ต่อให้ซูเยี่ยนหลิงจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีใครเข้าข้างนางแล้ว
ซูเยี่ยนหลิงได้แต่กรีดร้องด้วยความคับแค้นใจ ปากบอกว่าจะสังหารลู่ฟางหนิงให้ตาย นั่นจึงทำให้ทุกคนปักใจเชื่อว่านางคิดร้ายต่อลู่ฟางหนิงจริงๆ โจวหว่านถิงไม่อยากจะเห็นหน้าซูเยี่ยนหลิงอีกต่อไปจึงได้สั่งให้ทหารองครักษ์ที่ติดตามมาโยนซูเยี่ยนหลิงกลับตำหนักรุ่ยอ๋อง
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
หลังจากที่สนทนากับองค์รัชทายาทเสร็จเรียบร้อย ลู่ฟางหนิงก็รีบกลับจวนด้วยจิตใจที่สับสนและวุ่นวาย แต่กระนั้นเมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าประตูจวนสกุลลู่ นางก็มิได้เผยท่าทางตื่นตระหนกออกมา ในทางกลับกัน นางรีบตรงไปหาบิดาที่เรือน และเรียกพี่ชายทั้งสองมาปรึกษาหารือร่วมกันแม่ทัพลู่หนิงเหอไม่รู้ว่าบุตรสาวคนรอ
ก่อนงานเลี้ยงขอบคุณหนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางจะเริ่มขึ้นหนึ่งวัน โจวหยางอวี้แอบส่งจดหมายนัดลู่ฟางหนิงออกมาพบที่ด้านนอก เพราะเขามีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกให้นางรับรู้ลู่ฟางหนิงแม้จะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทต้องการพบตนด้วยเรื่องอันใด แต่นางก็ออกไปตามนัดหมาย เพราะคิดว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทต้องการสนทนากับนาง
ไม่กี่วันต่อมา หนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง การมาของพวกเขาในครั้งนี้เป็นการมาอย่างเร่งรีบเพราะต้องการรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทโดยเร็วที่สุด หนิงอ๋องจึงมิได้นำกำลังพลมามากนัก จะมีก็เพียงแค่องครักษ์ส่วนตัวสองสามคนที่คอยคุ้มกันความปลอดภัยของหมอเทวดาตงหยางระหว่างการเดินทางเท่า
ตกดึกคืนนั้น โจวหยางเทียนจึงลอบออกไปพบกับลู่อวิ้นเหมย นับตั้งแต่วันที่พวกเขาตกลงร่วมมือกัน พวกเขาก็แอบสานสัมพันธ์กันอย่างลับๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ลู่อวิ้นเหมยก็ยอมพลีกายเป็นสตรีของเขาวันนี้รุ่ยอ๋องจองห้องในเหลาสุราแห่งหนึ่งเอาไว้ ไม่นานคนของเขาก็เดินนำสตรีที่สวมหมวกผ้าโปร่งปิดบ




![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


