เข้าสู่ระบบหวังเจียงจิงนำชุดที่ตัดเรียบร้อยมาส่งให้ไป๋เล่อ
ขณะนั้นไป๋เล่อกำลังเตรียมขนมไปขายพรุ่งนี้
บนโต๊ะไม้เรียงรายไปด้วยขนมไม่น้อยกว่าห้าสิบชิ้น หลากหลายรูปแบบ ทั้งขนมงาเคลือบน้ำผึ้งหอมกรุ่น ขนมอบหวานละมุนที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ขนมแป้งทอดกรอบสีทองอร่าม และแม้แต่ขนมก้อนฟูนุ่มที่แต่งหน้าด้วยครีมเนียนขาวราวหิมะ ดูละม้ายเค้กในชาติเดิมของไป๋เล่อ
ไป๋เล่อเห็นอีกฝ่ายก็กล่าวทักอย่างอารมณ์ดี “พี่สาวท่านมาพอดี...นั่งลงก่อนมาชิมขนมที่ข้าจะเตรียมไปขายพรุ่งนี้”
หวังเจียงจิงมองก้อนขนมฟูนุ่มที่ปาดครีมขาวเนียนวางเรียงอยู่บนถาดไม้ กลิ่นหอมละมุนลอยอวลเต็มห้อง
เจียงจิงจึงคีบขนมกินอย่างระมัดระวัง ครีมเนียนนุ่มติดตะเกียบเล็กน้อย นางจ้องเพียงครู่ก่อนจะยกเข้าปาก รสหวานนุ่มละลายทันทีที่สัมผัสปลายลิ้น ความหอมของน้ำผึ้งผสมความละมุนของครีม ทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นี่มัน…ละมุนราวกับหิมะ ข้าไม่ใช่คนชอบกินหวานทว่ารสหวานนี้ไม่บาดคอ เนื้อนุ่มราวกับเมฆ นี่มันขนมอะไรกัน”
ไป๋เล่อยิ้มบางแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าเรียกมันว่า ซวงเกา… ขนมที่นุ่มราวหิมะ ละมุนดุจน้ำค้าง”
อาเหมยกับเจียงจิงสบตากัน ดวงตาเป็นประกาย “ชื่อเพราะนักเจ้าค่ะ เหมาะสมยิ่งกับรสชาติที่ละลายในปาก”
เจียงจิงยังไม่วางตะเกียบ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นปนประหลาดใจ “น้องสาว หากเจ้าขายขนมชิ้นนี้ออกไป ข้าว่า…คนทั้งตลาดต้องลือกันแน่ ๆ”
จากนั้นก็เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “…เจ้ามีฝีมือยิ่งนัก ขนมเช่นนี้หากนำไปเสนอร้านอาหาร ข้าว่าพวกเขาต้องแย่งกันรับแน่ ๆ อาจดีกว่าตั้งแผงขายที่ตลาด เจ้าเองก็ไม่ต้องไปตากแดดตากลมให้เหนื่อยกาย”
ไป๋เล่อส่ายหน้า “ขอบคุณพี่สาวที่แนะนำ ทว่าข้าอยากจะลองขายเองเสียมากกว่าเผื่อจะได้พัฒนาฝีมือได้รู้จักลูกค้า”
หวังเจียงจิงไม่คาดคั้นต่อเอ่ยถาม “แล้วเจ้าได้ที่ตั้งแผงหรือยัง”
ไป๋เล่อพยักหน้า “ได้แล้วเป็นร้านบะหมี่เล็ก ๆ หากข้าไปขายขนมก็จะช่วยส่งเสริมกัน”
หวังเจียงจิงรู้สึกว่าหากนางตั้งร้านขายถุงผ้าเองบ้างก็อาจจะดีกว่าส่งร้านจึงพูดขึ้น “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าไปด้วยได้หรือไม่เผื่อได้เรียนรู้กับน้องสาว”
“ย่อมได้แน่นอน ยิ่งคนมากยิ่งครื้นเครง”
เจียงจิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยหยอก “นี่อะไรอีกเล่า ข้าเอาชุดมาให้น้องสาวตั้งสามชุด ลองสวมดูสักหน่อยเถอะ”
ไป๋เล่อส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ…ท่านดูสิ ชุดนี้ของท่านก็ตัดได้พอดี คล่องตัวมากแล้ว อาเหมย เอากล่องไม้ไผ่ที่สานเสร็จมาให้ข้าที”
อาเหมยรีบยกกล่องเล็ก ๆ มาวางบนโต๊ะ ไป๋เล่อหยิบขนมหลากชนิดใส่ลงไป และท้ายสุดหยิบ ซวงเกา สองชิ้นวางเรียงอย่างสวยงาม
เจียงจิงโบกมือ “ไม่ได้ ๆ เช่นนี้ข้าจะเอาเปรียบน้องสาวเกินไป”
ไป๋เล่อยิ้มบาง “ข้าเพียงฝากขนมไปให้คุณชายสาม ถือว่าเป็นการตอบแทนที่เมื่อก่อนคอยช่วยดูแลซ่งเหยาอยู่เสมอ”
“พี่น้องดูแลกันนับว่าเป็นเรื่องเหมาะสม...จะกล่าวถึงบุญคุณได้อย่างไร” เจียงจิงกล่าว
จากนั้นนางก็ชะงักเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนไปก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “อี้หลางเล่าให้ข้าฟังว่า…พักนี้คุณชายสี่มักนำขนมไปให้เขากินเสมอ เขาพูดคำหนึ่งว่า น้องสี่มิได้มีใจแบ่งให้หรอก หากแต่ต้องการอวดว่ามารดาของเขาเป็นคนทำให้ เจ้ารู้หรือไม่…คำพูดนั้นทำให้ข้ารู้สึกขายหน้าไม่น้อย...ข้าทำขนมไม่เป็นสักอย่าง”
“แต่ท่านก็เย็บเสื้อผ้าให้คุณชายสามได้...ต่างช่วยกันดูแลกันนะเจ้าคะ” ไป๋เล่อเงียบไปครู่หนึ่งถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มจาง “แต่นั่น...ก็เป็นเพราะข้าเองที่เมื่อก่อนห่างเหินกับซ่งเหยา…ช่างน่าละอายนัก”
เจียงจิงกล่าวอ่อนโยน “เรื่องเก่าก็ให้มันผ่านไปเถิด…แต่ว่า...น้องสาวอย่าหาว่าข้าปากมากเลย...เจ้าคงไม่คิดว่า...”
วาจาแฝงของอีกฝ่าย ไป๋เล่อเข้าใจทันทีนางส่ายหน้า “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย ข้าไม่ได้พบคุณชายรองมาปีกว่าแล้ว ย่อมไม่กล้าคิดว่าเขาจะยังมีเยื่อไยให้”
เจียงจิงเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางตักเตือน “ดีแล้ว ข้าได้ยินมาว่า ตอนนี้นายท่านกำลังมองหาฮูหยินเอกให้คุณชายรอง วันหนึ่งย่อมต้องหาทางกีดกันเจ้าแน่”
ไป๋เล่อยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาสงบนิ่ง “เรื่องของคุณชายรอง ข้ามิได้ใส่ใจอีกแล้ว ที่ยังอยู่ในจวนเผย...หนึ่ง…เพราะอยากดูแลซ่งเหยา สอง…เพราะการออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพังในตอนนี้ดูไม่ปลอดภัยนัก หากวันหนึ่งข้าตั้งหลักได้ ก็คงไม่อยู่ที่นี่ต่อ”
เจียงจิงลอบมองอีกฝ่ายไม่มีท่าทีเคืองขุ่นก็โล่งอก พลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งสองยังนั่งพูดคุยกันอีกเล็กน้อย จึงกล่าวล่ำลากันไป
เรือนไม้ทรุดโทรมตั้งอยู่นอกเมืองยามบ่าย
แสงแดดลอดช่องไม้กระดานเข้ามาเป็นลำ ๆ หลิวต้าซานหอบฟ่อนไม้ไผ่พาดบ่าเดินเข้ามาในเรือน เสียงเหนื่อยหอบแผ่วเบาก่อนจะตะโกนเรียกลูก ๆ “เหนียงเอ๋อร์ กัวเอ๋อร์!”
ซุนเหนียงรีบวิ่งออกมาจากห้องเล็ก ๆ เสียงใสตอบทันที “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ! ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
ต้าซานวางไม้ไผ่ลงข้างฝา ก่อนหยิบห่อเล็ก ๆ ออกมาวางกลางเสื่อ “พวกเจ้าดูสิ พ่อได้อะไรมาด้วย”
“ขนม!” ซุนเหนียงเบิกตากว้าง รีบย่อตัวลงมองตาเป็นประกาย
“โอ้โห น่ากินจังเลยเจ้าค่ะ”
“อย่าเพิ่งกิน รอพี่ชายเจ้าก่อน” ต้าซานยกมือห้าม
หลิวเอ้อร์กัวละมีดจากฟืนที่กำลังผ่า เดินเข้ามาพร้อมเสียงหอบ “ท่านพ่อ…กลับมาแล้วหรือขอรับ”
“มานี่สิ มากินขนมกับน้อง” ต้าซานยิ้มกว้าง
เอ้อร์กัวนั่งลงข้างน้องสาว พลางเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง แม่นางคนนั้น…นางรับซื้อทั้งหมดหรือไม่ขอรับ”
ต้าซานพยักหน้า ดวงตาเปล่งประกาย “ซื้อทั้งหมดเลย”
ขณะนั้น ฮูหยินหวังก็เดินออกมาจากห้องครัวเล็ก ๆ ในมือถือถาดไม้พร้อมกาน้ำชากับถ้วยดินเผา “ซื้อทั้งหมดหรือ…จริงหรือท่านพี่”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดีใจแต่ยังมีแววกังวลเจืออยู่ “แล้ว…นางจะยังซื้อจากพวกเราอีกหรือไม่”
ต้าซานหัวเราะเบา ๆ สีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง “ตอนนี้ยังไม่แน่ แต่แม่นางผู้นั้นสั่งให้เราสานกล่องเพิ่มอีกอย่างน้อยสองร้อยกล่อง ข้าจึงไปซื้อไม้ไผ่มาไว้แล้ว”
“ดูเหมือนท่านพ่อมั่นใจนักว่านางจะซื้ออีกนะขอรับ” เอ้อร์กัวเงยหน้าถาม พลางจ้องตะกร้าขนมตาเป็นประกาย
ซุนเหนียงยื่นมือเล็ก ๆ ไปหยิบซวงเกาชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ครีมขาวนวลแตะติดปลายนิ้วเล็ก ๆ ของนาง ดวงตากลมใสเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ท่านพ่อ…ข้ากินได้หรือยังเจ้าคะ”
ต้าซานหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะลูกสาว “กินได้ ๆ ขนมพวกนี้…พ่อไม่ได้ซื้อมา แต่เป็นแม่นางอันไป๋เล่อที่มอบให้”
ซุนเหนียงประคองชิ้นขนมในมือแน่นราวกับกำลังถือสมบัติล้ำค่า นางกัดคำเล็ก ๆ รสหวานหอมละลายในปาก เนื้อนุ่มฟูราวกับก้อนเมฆ เด็กหญิงหลับตาพริ้มด้วยความสุข
“อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ…ข้าไม่เคยกินอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย” เสียงใสสั่นด้วยความตื้นตัน
ต้าซานกล่าว “กล่องไม้ไผ่ที่พวกเราสาน นางเอาไว้ใส่ขนมเหล่านี้ให้ลูกค้า ดูสิ…ขนมเช่นนี้ต้องขายดีแน่ ๆ”
เอ้อร์กัวกัดขนมชิ้นเล็กพลางพยักหน้าแรง ๆ เห็นด้วยเต็มที่
ต้าซานจึงหันไปบอกฮูหยิน “ข้าซื้อหมูหนึ่งชั่งมาด้วย”
ฮูหยินหวังเหลือบไปมองหมูที่วางอยู่ ดวงตาร้อนผ่าว นานเท่าใดแล้วที่ครอบครัวไม่ได้กินเนื้อหมูอย่างเต็มคำเช่นนี้…นางสบตาสามีพวกเขาต่างคิดพรุ่งนี้ต้องดีขึ้นแน่นอน
โปรดยืนยัน 2หลังจากตัดสินใจอยู่ต่อ นางถือโอกาสเหมาะบอกไป๋เล่อว่าระบบหายไป ไป๋เล่อเพียงมองซูซวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอย่างยินดี ซูซวงเอ่ยต่อ “ข้าจำเป็นต้องวางแผนเพื่อตนเอง อยากจะเรียนหมอเพิ่ม” ไป๋เล่อเพียงกล่าวว่า “ในเมื่อจะเรียน ก็ต้องเรียนกับผู้ที่เก่งที่สุด”หลังจากนั้นไม่นาน นางก็เชิญหมอผู้มีชื่อเสียงหลายคนมายังอี้โจว ทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หมอผู้ชำนาญการฝังเข็ม และหมอหญิงที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาสตรีกับเด็กซูซวงมิได้ถือตัวว่าตนมีความรู้จากโลกเดิมมากกว่าใคร นางฟังทุกคำแนะนำ ซักถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ และทดลองด้วยความระมัดระวังนางรู้ดีว่า ความรู้ทางการแพทย์มิใช่สิ่งที่สามารถหยุดอยู่กับที่ แม้เคยเป็นหมอในโลกเดิม เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่สมุนไพร สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดแตกต่างออกไป นางก็ยังต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งวันเวลาค่อย ๆ ผ่านไปเช่นนั้นไป๋เล่อมอบส่วนแบ่งจากกิจการบางส่วนให้นางตามที่เคยตกลงไว้ โดยเฉพาะกิจการที่ซูซวงมีส่วนช่วยปรับปรุงหรือให้ความรู้แม้รายได้เหล่านั้นจะมิใช่ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้รับในชั่วข้ามคืน แต่ก็เพียงพอให้นางซื้อสมุนไพร จ้างผู้ช
โปรดยืนยัน 1 [ท่านตัดสินใจหรือยัง] “ยัง อย่าเร่งได้หรือไม่ เรื่องสำคัญเชียวนะ” [ถ้าลังเล ก็หมายถึง ท่านเลือกที่จะอยู่แล้ว]“ผู้ใดบอกเจ้ากัน”[ระบบวิเคราะห์จากระยะเวลาการตอบสนองและภาวะทางอารมณ์ของผู้ทำภารกิจ]ซูซวงรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงส่วนลึกของจิตใจ จึงรีบโต้กลับ“การลังเลมิได้หมายความว่าข้าเลือกอยู่ต่อเสียหน่อย”[กำลังตรวจสอบสถานะภารกิจ]ซูซวงชะงัก“ตรวจสอบสิ่งใด”ตัวอักษรบนหน้าจอเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว[เงื่อนไขภารกิจหลักครบถ้วน]หัวใจของซูซวงพลันกระตุก“เดี๋ยวก่อน”[ผู้ทำภารกิจสามารถตัดสินใจเดินทางกลับโลกเดิมได้ทันที]ปลายนิ้วของนางแข็งค้างอยู่บนแบบร่างเสียงจากห้องข้าง ๆ คล้ายห่างออกไปในทันใด“ตอนนี้เลยหรือ”[ถูกต้อง]ซูซวงไม่ทันได้เตรียมใจเลยแม้แต่น้อยนางคิดมาตลอดว่ายังมีเวลา[โปรดยืนยันการตัดสินใจ]ข้อความสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้า[กลับโลกเดิม][คงอยู่ในโลกปัจจุบัน][โปรดยืนยัน]ข้อความบนหน้าจอกะพริบขึ้นอีกครั้งซูซวงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก“อย่าเร่งข้า!”[จำเป็นต้องเลือก]“เหตุใดต้องเลือกเดี๋ยวนี้ด้วย”[ผู้ทำภารกิจร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับส
รายได้ธรรมดา 2“ของดีถึงเพียงนี้ เจ้าจะเก็บไว้ใช้ในจวนเพียงผู้เดียวหรือ”“ไม่ใช่เช่นนั้น” ไป๋เล่อคงเลื่อนแบบร่างหรือกระดาษบางอย่างไปตรงหน้าพี่ชาย เพราะมีเสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นโต๊ะดังตามมา“ข้าไม่ขายของเหล่านี้ให้ท่าน แต่จะมอบวิธีทำให้ท่านไปเลย”อันหย่งฟู่เงียบไปครู่ต่อมาเสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม“เจ้าจะมอบวิธีทำให้ข้า?”“เจ้าค่ะ เช่นเดียวกับกิจการก่อน ๆ ข้าจะให้สูตร วัตถุดิบ และวิธีสร้างเตาแก่ท่าน ส่วนท่านเป็นผู้ลงทุน ตั้งโรงงาน หาช่าง และนำสินค้าออกขาย”ไป๋เล่อเว้นจังหวะเล็กน้อย“ข้าไม่รับเงินก้อนจากท่าน แต่จะขอส่วนแบ่งจากกำไรแทน”ความเงียบในห้องรับรองดำเนินอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะของอันหย่งฟู่จะดังขึ้นอย่างยินดี“แน่นอน ๆ!”น้ำเสียงของเขากลับมารื่นเริงยิ่งกว่าเดิม“น้องสาวสุดที่รัก บอกเงื่อนไขมาได้เลย พี่ชายคนนี้ตามใจเจ้าทุกอย่าง”ไป๋เล่อหัวเราะออกมาเบา ๆ“เมื่อครู่ยังหุบยิ้ม หน้าตึงใส่ข้าอยู่เลยนะเจ้าคะ”“ข้านึกว่าเจ้าจะนำของดีเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นเสียอีก หากมอบวิธีทำให้ข้า แล้วข้าจะยังทำหน้าบึ้งใส่เจ้าได้อย่างไร”เสียงพูดคุ
รายได้ธรรมดา 1ไป๋เล่อชะงักไปเพียงเล็กน้อย ก่อนมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนซูซวงเริ่มพึงพอใจกับชีวิตที่นี่แล้ว เริ่มผูกพันกับผู้คน กับงานที่ทำ และกับบางสิ่งที่นางเองอาจยังไม่ยอมรับทว่าไป๋เล่อมิได้เอ่ยรั้งนางเพียงวางแบบร่างลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เรื่องของวันหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันหน้าเถิด...เหตุใดต้องเศร้าก่อนวันที่จะมาถึงเล่า”ซูซวงเงยหน้ามองนาง “ตอนนี้พวกเรายังอยู่ที่นี่ ของก็ยังทำไม่เสร็จ หิมะก็ยังไม่ตก จะรีบคิดถึงวันที่ต้องจากไปทำไมกัน”ไป๋เล่อใช้นิ้วเคาะลงบนแผ่นกระดาษเบา ๆซูซวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง“เจ้าค่ะ”ขณะนั้นเอง บ่าวชายผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนประสานมือคารวะ “พระชายาขอรับ คุณชายใหญ่อันหย่งฟู่มาถึงแล้ว ยามนี้รออยู่ด้านนอกขอรับ”ไป๋เล่อพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ “เชิญพี่ใหญ่ไปนั่งรอที่ห้องรับรองด้านข้างได้เลย ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ไป๋เล่อจึงหันมาหาซูซวง “ข้าเรียกพี่ใหญ่มาคุยเรื่องกิจการแก้ว เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ลองดูแบบร่างต่อไปตามสบาย หากเห็นจุดใดควรแก้ก็เขียนกำกับไว้ให้ข้า”ซูซวงพยักหน้า“ท่านไปเถิด
ใกล้จบแล้วชีวิตของซูซวงยังคงเป็นปกติทุกเช้านางยังคงเดินทางไปยังสถานกักกันเพื่อตรวจอาการผู้ป่วยดังเดิม ตรวจชีพจร จ่ายยา เปลี่ยนแผล และคอยติดตามผู้ที่มีอาการหนักอย่างละเอียดสถานการณ์ภายในเมืองอี้โจวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผู้ป่วยรายใหม่ลดลงทุกวัน ส่วนผู้ที่เคยมีไข้สูงและตุ่มพุพองก็เริ่มฟื้นตัว หลายคนสามารถลุกขึ้นนั่ง กินอาหาร และพูดคุยกับญาติที่คอยดูแลได้แล้วเมื่อมีหมอหลวงเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ งานของซูซวงจึงไม่หนักหนาเหมือนช่วงแรกแม้หลิวเซิ่งจะพยายามส่งคนมาถามหานางอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งล้วนถูกคนของเผยอี้หลางกันไว้ด้วยถ้อยคำสุภาพไม่มีผู้ใดกล่าวห้ามมิให้บิดาพบบุตรสาวทว่าทุกครั้งที่หลิวเซิ่งส่งคนมา ซูซวงกลับมีธุระอยู่พอดีเสมอนางมองออกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเผยอี้หลางไม่เอ่ย นางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เช่นกันอย่างน้อยวิธีนี้ก็ช่วยให้นางทำงานได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องคอยรับมือกับคำตำหนิหรือคำสั่งของบิดาอยู่ตลอดเวลาหลังจากงานในสถานกักกันเบาบางลง ซูซวงจึงมาช่วยไป๋เล่อตรวจสอบแบบร่างของสเก็ตน้ำแข็งและสกีตามที่รับปากไว้ภายในห้องทำงานด้านข้างโรงช่าง มีแผ่นไม้ยาว รองเท้าหนัง และชิ้
รับข้อเสนอ 6ซูซวงมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือขุ่นเคืองดี “หมายความว่าท่านไม่เห็นด้วย หรือไม่ใส่ใจเจ้าคะ”เผยอี้หลางนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเข้าใจว่านางกำลังตีความคำตอบของเขาไปในทางใด“ข้าหมายถึง ข้าไม่มีความเห็นคัดค้าน”ซูซวงกะพริบตา“ไม่มีความเห็นคัดค้าน...”“ใช่”“เพราะท่านเชื่อฟังพระชายาหรือเจ้าคะ”เผยอี้หลางสบตานางตรง ๆ แสงโคมส่องผ่านดวงตาสีเข้มคู่นั้น ทำให้แววตาที่เคยเย็นชาดูอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้า”เขากล่าวช้า ๆ “หากข้าไม่เห็นด้วย ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับข้าได้”หัวใจของซูซวงพลันเต้นผิดจังหวะ นางหลบสายตาไปทางอื่นทันที คำพูดของเขาชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก ทว่าก็ยังคลุมเครือเสียจนทำให้นางไม่รู้ว่าควรตีความไปในทางใดซูซวงพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ“เช่นนั้น... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”เผยอี้หลางมองนางที่ไม่ยอมสบตาตน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“หมายความตามที่กล่าว”ซูซวงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาหนึบ ๆ จะให้นางถามตรง ๆ ว่าเขาพึงใจในตัวนางหรือไม่ ก็ดูจะไร้ยางอายเกินไปนัก อีกทั้งพวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ต่อให้มีข้อหมั้นห
แสงอ่อนยามเช้าเพิ่งคลี่ตัวลอดผ่านแนวไม้ไผ่ สายลมบางเบาพัดพากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยที่ปลูกริมรั้วเข้ามาในสวน เสียงนกร้องประสานกับเสียงน้ำจากอ่างหินหยดลงเป็นจังหวะ ทำให้บรรยากาศเงียบสงบจนเหมือนเวลาหมุนช้าลงไป๋เล่อนั่งจิบชาช้า ๆ ดวงตาเหม่อมองไอหมอกบางที่ลอยเหนือสระบัว ครู่หนึ่งเสียงฝีเท้าก็แว่วดังม
เรือนอันถิงภายใน ห้องหนังสือของเรือนอันถิง มีเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษอย่างแผ่วเบา เผยกู้หยางในชุดสบายสีครามเข้มกำลังนั่งคัดอักษร มือใหญ่ทรงพลังแต่เคลื่อนไหวอย่างงดงาม ทุกจังหวะลากเส้นชวนให้หลงใหล ใบหน้าเรียวยาวคมสัน คิ้วเรียวราวคมกระบี่โค้งเฉียบขาด จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากได้รูป ทั่วทั้งกายแ
อันไป๋เล่อกลับถึงตระกูลเผย ก็เดินเข้าประตูด้านข้างเมื่อก้าวเข้าไป นางก็เรียกบ่าวรับใช้ที่เดินผ่านมาเอ่ยถาม“วันนี้ไม่มีของจากร้านค้ามาส่งให้ข้าหรือ”บ่าวโค้งเล็กน้อย “เรียนอี้เหนียงสี่...มีเจ้าค่ะ แต่บ่าวคนอื่นยกไปที่เรือนแล้ว”“งั้นหรือ...ขอบใจเจ้ามาก” ไป๋เล่อพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินต่อไปยังเรือนข
เมื่อทุกอย่างจัดการเรียบร้อย อันไป๋เล่อก็หันหลังออกจากร้านแสงแดดยามสายส่องลงบนใบหน้าของนางอย่างพอดี ทำให้เงายิ้มบางที่มุมปากดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอันไป๋เล่อก็หันไปบอกอาเหมย“ต่อไป...ไปซื้อข้าวสารกับไข่ไก่กัน”ทั้งคู่เดินเลาะตามถนนหินไปทางทิศตะวันออกของตลาด ซึ่งเป็นย่านขายของสดและของแห้งกล







