เข้าสู่ระบบซูเปียวเฉินก็ไม่คิดห้ามน้องสาวเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวเขาเองก็ใช้ไม้ฟาดซูเล่อเจียงแทบนับครั้งไม่ได้เหมือนกัน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกแกบ้าไปแล้วหรือยังไง ใครเป็นโจรกันแล้วจะมาตีฉันทำไม โอ๊ย โอ๊ย พวกฉันเจ็บนะ”
ซือเหนียงร้องห้ามไปก็พยายามปัดป้องและพยายามถอยหลังหนีไปด้วย แต่กลับถูกกลุ่มชาวบ้านดันเอาไว้ ไม่ยอมให้ทั้งสามคนแม่ลูกจากบ้านใหญ่หลบหลีกจากไม้ท่อนใหญ่ของสองพี่น้องจากบ้านรองซูได้
“โอ๊ย ฉันเจ็บนะ นังบ้า ก่อนหน้านี้ฉันยังระบมไม่หายเลย นี่แกมาตีฉันอีกแล้วเหรอ” ซูเยว่ซินร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอก็เพิ่งถูกอีกฝ่ายตี และยังไม่ทันหายเจ็บเลยกลับมาถูกคนเดิมตีซ้ำอีกแล้ว
ขณะเดียวกันซูเจียงก็เดินผ่านมาพอดี เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกทั้งสองกำลังถูกสองพี่น้องบ้านรองทุบตี โดยมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่คอยสนับสนุน จึงตะโกนสั่งเสียงดังอย่างไม่พอใจ
“หยุดนะ หยุดตีได้แล้ว”
ซูหวานหว่านและซูเปียวเฉิน เมื่อตีทั้งสามคนจนหนำใจก็โยนไม้ในมือทิ้ง แล้วหันมาสบตากันอย่างมีความหมาย
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรกัน ทำไมพวกเธอต้องตบตีกันด้วย คนบ้านซูด้วยกันแท้ ๆ” ซูเจียงถามหลานทั้งสองคนจากบ้านรองอย่างไม่พอใจ
“หวานหว่านไม่ได้ตบ แต่หวานหว่านทุบตีโจรที่อยากขโมยกับข้าวบ้านเราไป ลุงป้าน้าอาแถวนี้เป็นพยานให้ได้ใช่ไหม”
หญิงสาวเชิดหน้าตอบกลับเหมือนตัวเองไม่ผิด แถมยังหาพรรคพวกกับกลุ่มชาวบ้านที่ยืนอยู่ ซึ่งทุกคนก็พยักหน้ารับ และตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“ใช่แล้วล่ะ เมียกับลูกของนายนั่นแหละ ที่มาหาเรื่องสองพี่น้องนี้ก่อน พวกเราเดินผ่านมาได้ยินก็เลยหยุดดู เลยรู้ว่าอาเฉินไปจับไก่ป่ามาทำอาหาร พอคนบ้านใหญ่รู้เข้าก็จะมาแย่งชิงอาหารของบ้านรองไปแบบหน้าด้าน ๆ เลยถูกทุบตียังไงล่ะ”
ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินขึ้นหน้าออกมา แล้วพูดในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
นั่นทำให้ซูเจียงหน้าชาเล็กน้อย ที่ลูกและเมียของเขามาสร้างเรื่องถึงตรงนี้ แต่เพราะมีความเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว เขาเลยไม่คิดจะยอมรับความจริง และในใจก็อยากได้อาหารจานไก่กลับไปกินที่บ้านเหมือนกัน จึงหันไปพูดกับซูเปียวเฉินเสียงดัง
“ก็แค่อาหาร ทำไมแกถึงจะให้พวกเราไม่ได้ อย่าลืมนะว่าฉันเป็นลุงของพวกแก นอกจากไม่รู้จักแบ่งปันแล้วยังทุบตีญาติผู้ใหญ่อีก ช่างอกตัญญูกันเสียจริง” น้ำเสียงที่เขาพูดออกมานั้น พยายามให้หลานทั้งสองคนเป็นคนผิด ที่ไม่รู้จักกตัญญูกับญาติผู้ใหญ่
“ลุงใหญ่พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกและเห็นแก่ตัวเกินไปนะครับ เพราะพวกเราแยกบ้านและตัดขาดกันแล้ว คนบ้านใหญ่ไม่มีสิทธิ์มาแย่งอะไรของพวกเราไปแบบนี้ อย่าทำตัวไม่น่าเคารพให้มากกว่านี้สิ”
ซูเปียวเฉินที่ยืนเงียบอยู่ส่งเสียงพูดขึ้นมา และดันน้องสาวให้กลับไปอยู่ด้านหลัง ก่อนจะพูดอีกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า
“แล้วอีกอย่างนะลุงใหญ่ พวกเรามีกันแค่สองคนพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องแสดงความกตัญญูให้กับใคร พ่อแม่ของพวกเราไปอยู่บนสวรรค์แล้ว หากจะกตัญญูก็มีเพียงแค่จุดธูปให้ หรือลุงใหญ่อยากได้แบบนั้นล่ะ”
หากต้องปกป้องน้องสาวแล้ว ซูเปียวเฉินก็พร้อมที่จะพุ่งชนกับทุกคนที่มารังแก นั่นทำให้ซูหวานหว่านที่ได้ยินและมองแผ่นหลังของพี่ชายรู้สึกซาบซึ้งและอบอุ่นอย่างมาก เพราะตั้งแต่ที่เกิดมาจนเป็นนักฆ่า เธอก็ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากการปกป้องของใครสักคน อย่างแท้จริงแบบนี้มาก่อน
‘ฉันจะทำให้พวกเราหลุดพ้นจากตรงนี้ให้ได้ รอฉันก่อนนะพี่ชาย’ เธอได้แต่พูดกับแผ่นหลังของพี่ชายอยู่ในใจ
“มันจะมากไปแล้วนะเปียวเฉิน ต่อให้จะแยกบ้านกันแล้วก็จริง แต่ฉันก็ยังเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของแก หัดเคารพกันเสียบ้าง รีบไปเอาอาหารมา ฉันจะเอากลับไปกินที่บ้าน”
คราวนี้ซูเจียงไม่พอใจอย่างมากที่ถูกหลานชายโต้ตอบอย่างไม่ไว้หน้า ต่อหน้าชาวบ้านมากมายแบบนี้ จึงพูดเสียงดังออกมา
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ซูเปียวเฉินก็ไม่คิดจะไปหยิบอาหารออกมาให้ แถมเขายังจูงมือน้องสาวกลับเข้าไปในบ้าน และปิดประตูเสียงดังใส่
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั





![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

