Accueil / แฟนตาซี / อาศิรวิษ / 4-สัญลักษณ์ของการสืบทอด1/4

Partager

4-สัญลักษณ์ของการสืบทอด1/4

last update Date de publication: 2025-04-27 14:27:53

หลังจากที่เรื่องราวแสนวุ่นวายในยามเช้าจบลง สิ่งที่อาศิรวิษพูดทิ้งท้ายก่อนจากไป ทำเอายังครุ่นคิดไม่ตกปลงไม่ลงเสียที ได้แต่นอนมือก่ายหน้าผากคิดวนเวียนอยู่บนเตียงอย่างกับคนไม่มีงานการจะทำ แน่ล่ะ ก็ฉันไม่รู้ว่าการเป็นเจ้านางน้อยต้องทำอะไรบ้าง กาลัดกับกลีบบัวก็ไม่ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องอะไร พวกหล่อนทำเพียงเอนตามผู้เป็นนายเท่านั้นไม่อาจจะสั่งการให้ทำอะไรได้ สิ่งไม่รู้เป็นฉันต้องเริ่มเอ่ยปากก่อนอยู่ร่ำไป และรวมถึงเรื่องนี้เช่นกัน

“ขอถามอะไรหน่อยสิ” ความไม่กระจ่างทำให้ฉันต้องตามหาคำตอบเอง

“ถามกระไรหรือเพคะเจ้านางน้อย” กาลัดว่าขึ้นในขณะที่มือยังคงทำหน้าที่โบกพัดไปมา

“คนของตำหนักประจิมมีใครบ้างเหรอ” ฉันผุดลุกนั่งกับเตียงแล้วถามด้วยความอยากรู้

“พระสนมผศิกาเพคะ” กลีบบัวให้คำตอบ

“กาลัดกับกลีบบัวพอจะเล่าเรื่องราวในวังนี้ให้ฉันฟังได้ไหม ฉันอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไป ขอแบบละเอียดเลยนะ” ฉันอ้างเหตุผลจากการเจ็บป่วย เพราะสีหน้าของกาลัดและกลีบบัวล้วนเต็มไปด้วยความงวยงง

“ได้เพคะ พระสนมผศิกานั้นเดิมแล้วเป็นพระสหายตั้งแต่พระเยาว์ของเจ้าหลวง เติบโตมาด้วยกันเพคะ จนวันที่เจ้าหลวงต้องครองบัลลังก์เหตุจำเป็นทำให้พระสนมผศิกานั้นไม่อาจเป็นมเหสีได้ ในเพลานั้นบ้านเมืองสั่นคลอนต้องอาศัยอำนาจของเสด็จพ่อของพระมเหสี เสด็จแม่ของเจ้านางน้อยเพคะ เจ้าหลวงจำต้องอภิเษกสมรสกับพระมเหสี ทำให้พระสนมผศิกาเกิดความขุ่นเคือง แต่เพราะพระสนมรักใคร่เจ้าหลวงมากเต็มประดา จึงยอมเป็นพระสนมในเจ้าหลวง จึงทำให้ตำหนักประจิมไม่ชมชอบคนตำหนักเหนือเพคะ เกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างสองตำหนักมาเนิ่นนานไม่อาจจะลงรอย ส่วนเจ้านางน้อยอัปสราก็รักมารดาพานไม่ชอบคนตำหนักเหนือไปด้วยเพคะ” กลีบบัวเล่าด้วยน้ำเสียงเบา

“แย่งคนรักชิงดีชิงเด่นกันสินะ” ฉันฟังและพอจะเข้าใจได้

“ครั้งหนึ่งพระสนมผศิกาเคยคิดจะแย่งชิงอำนาจพระมเหสี ด้วยการป้ายสีใส่เสด็จแม่ของเจ้านางน้อยว่าคบชู้กับทหารรักษาพระองค์ แต่แล้วความจริงก็เปิดเผยทราบว่าเป็นการที่พระสนมผศิกาแสดงขึ้นใส่ร้าย จนทำให้พระสนมผศิกาถูกยึดฐานันดรไป” กาลัดเล่าเสริมต่อ

“ลดฐานันดรแล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เลื่อนเป็นพระสนมได้อีกล่ะ?” ฉันถามเพราะไม่เข้าใจ

“คงเป็นเพราะความผูกพันระหว่างเจ้าหลวงกับพระสนมผศิกาแต่ทรงพระเยาว์กระมังเพคะ ในช่วงสามปีที่พระนางถูกลดขั้นทรงกระทำประพฤติเปลี่ยนไป และสารภาพผิดกับพระมเหสีและเจ้าหลวงด้วยความสำนึกผิด เลยถูกแต่งตั้งคืนฐานันดรเดิมเพคะ” กาลัดเล่า

“แล้วตอนนี้พระสนมผศิกาดีจากแต่ก่อนแล้วงั้นเหรอ?” ฉันถามย้อนอีกครั้ง

“พระสนมผศิกาทรงนิ่งกว่าแต่ก่อนมากนักเพคะ เว้นเพียงแต่พระธิดาของพระองค์ที่ยังทรงโกรธแค้นแทนมารดา” กลีบบัวเล่าต่อสั้น ๆ และฉันก็เป็นอันเข้าใจได้ เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องราวที่อัปสราพยายามหาเรื่องผณินทร

“เช่นนั้นเจ้านางน้อยต้องระวังตน อยู่ห่างจากเจ้านางอัปสราเป็นดีเพคะ” กาลัดบอกย้ำ

“เออ ขอถามอีกหน่อยสิทำไมฉันถึงไม่เห็นพระมเหสีเลยล่ะ” ฉันถามเมื่อนึกได้

“ช่วงนี้พระมเหสีทรงเข้าบำเพ็ญตบะในตำหนักบูรพาเพคะ แต่อีกไม่นานก็จะเสร็จสิ้นแล้ว” กาลัดบอก

“อ๋อ แล้วพระสนมผศิกามีลูกทั้งหมดกี่คนเหรอ?” ฉันถามในสิ่งที่อยากรู้อีกครั้ง เพราะจะได้ระวังตัว

“ทั้งหมดสามเพคะ คนโตเป็นบุตรชาย คนรองก็เป็นบุตรชาย ส่วนเจ้านางน้อยอัปสราเป็นพระธิดาสุดท้องในพระสนมผศิกา” กลีบบัวบอกฉัน

“แล้วอีกสองคนไปไหนทำไมถึงไม่เคยเห็นเลยล่ะ” 

“เนื่องจากช่วงนี้ชายแดนเขตทักษิณไม่สงบทั้งสองพระองค์เลยต้องรับหน้าที่รักษาเขตแดนอยู่ที่แห่งนั้นเพคะ”

“อ๋อ พอจะเข้าใจแล้วล่ะ เรื่องราววุ่นวายจังเลยเนอะเธอคงจะปวดหัวน่าดูเลยสินะผณินทร” ฉันเอนตัวลงนอนหงายราบกับเตียง แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกปลง นับจากนี้ไม่รู้ว่าฉันต้องรับมือกับอะไรบ้าง

(เจ้าหลวงเสด็จ)

เสียงบอกดังก้องทำให้ฉันต้องรีบลุกพรวดจากเตียง จัดทรงเสื้อผ้าให้เข้าที่ การมาที่ฉันไม่ทันตั้งตัวทำให้ฉันใจเต้นตุบตุบอย่างกับกลองเพล ฉันรู้สึกยังไม่คุ้นชินกับการพบเจอผู้เป็นพ่อของผณินทร และรู้สึกขนหัวลุกกับการที่ต้องประจันหน้าสบสายตากับอาศิรวิษ เขาดูน่ากลัวเหมือนกับปีศาจก็ไม่ปาน

“ถวายบังคมเพคะ” ฉันออกมาต้อนรับและทำความเคารพเจ้าหลวง

“บาดแผลเป็นเยี่ยงไรบ้างเจ้านางน้อย” เจ้าหลวงเอ่ยถาม

“ไม่เป็นอะไรเพคะ” ฉันก้มหน้าตอบเพราะไม่กล้าสบสายตา พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด

“อัปสรายังเด็กนักไม่รู้ความเจ้านางน้อยก็อย่าได้ถือสาน้องเลยนะ เยี่ยงไรก็เป็นพี่น้องกัน” เจ้าหลวงพูดขึ้น

“.....” ฉันไม่ได้ตอบรับอะไรรอฟังว่าจะได้ยินคำพูดตะล่อมอะไรต่อจากนี้

“อัปสราถูกตามใจจนติดนิสัยเพราะเป็นน้องคนเล็ก พี่ ๆ และคนอื่นจึงไม่ค่อยกล้าขัดใจ แต่เมื่อทำผิดก็ได้รับโทษไปแล้วตามสมควร” ฉันนั่งเงียบฟังเจ้าหลวงพร่ำพรรณา แม้ว่าจะเป็นคำพูดที่เหมือนเข้าข้าง แต่เจ้าหลวงก็เป็นคนเด็ดขาดผิดว่าไปตามผิด เป็นคนเถรตรงมาก ฉันยอมรับนับถือในส่วนนี้

“เพคะ” ฉันตอบรับแต่ยังไม่กล้าเงยหน้าสบตา

“เช่นนั้นก็ดี พวกเจ้าทั้งหมดออกไปก่อนเรามีเรื่องต้องเสวนากับเจ้านางน้อยเป็นการส่วนตัว”

(พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ)

เมื่อเจ้าหลวงสั่งการแบบนั้นเหล่าบริวารทุกคนก็ถอยห่างออกไป ตอนนี้เจ้าหลวงเดินนำฉันไปยังห้องรับรองที่มีเพียงฉันกับเจ้าหลวง บานประตูถูกปิดสนิท ทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีเอาซะเลย ไม่รู้ว่าเรื่องที่เจ้าหลวงอยากจะคุยกับฉันนั้นมันคือเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมดูเป็นความลับเหลือเกิน 

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • อาศิรวิษ   จบ-เสียงกระซิบจากห้วงนาคา 2

    -ปัจจุบัน- ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน ฉันเริ่มรู้สึกตัวและได้กลิ่นคละคลุ้งของยา พยายามเปิดเปลือกตาขึ้น และมองโดยรอบเห็นแม่กับพี่น้ำที่นอนตรงโซฟา นี่คงเป็นห้องพักพิเศษถึงได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย“ณินฟื้นแล้วค่ะ” เสียงของแม่ดังขึ้นด้วยความดีใจฉันกวาดสายตามองรอบ ๆ เห็นพ่อ แม่และพี่ชาย ยืนยิ้มมองมาทางฉันด้วยสีหน้าดีใจ“เป็นยังไงบ้างลูก น้ำไปตามหมอบอกณินฟื้นแล้ว”“ครับพ่อ”พ่อถามแต่ฉันยังไม่ตอบ เหมือนกับปากของฉันมันไม่มีแรงอ้าจะพูดกับใคร ได้แต่พยายามฉีกยิ้มให้ สื่อว่าฉันไม่เป็นอะไร จากนั้นพ่อกันหันไปบอกพี่น้ำให้ตามหมอ แล้วพี่ชายของฉันก็รีบวิ่งออกจากห้องไป ไม่นานพี่น้ำก็มาพร้อมหมอและพยาบาลหนึ่งคน มาถึงก็จับนั่นตรวจนี่ ฉันรู้สึกตัวทุกครั้งและมีสติดี เพียงแต่ยังรู้สึกอ่อนแรงเท่านั้น มองเห็นทุกการกระทำของหมอและคนอื่น ๆ“ร่างกายปกติดีนะครับ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ช่วงนี้ก็นอนพักผ่อนให้เยอะ ๆ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะครับ” หมอพูดขึ้น“แต่ลูกสาวดิฉันนอนสลบไปสิบแปดวันเลยนะคะ แน่ใจใช่ไหมคะว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ”แม่ถามย้ำท่านคงเป็นห่วง นี่ฉันนอนหลับไปสองอาทิตย์กว่าเลยงั้นเหรอ?“คนไข้ไม่เป็นอะ

  • อาศิรวิษ   เสียงกระซิบจากเงาห้วงนาคา

    ณ มคธนคร กลางค่ำคืนแห่งจันทราแดง ท้องฟ้าสีเลือดคลุ้งด้วยกลิ่นลางร้าย ดวงจันทร์เต็มดวงถูกหมอกพิษบดบังเพียงครึ่ง… และที่ระเบียงสูงของของตำหนัก ผณินทรยืนนิ่ง ลมเย็นปะทะใบหน้าที่เปื้อนแววหม่นเศร้า เธอยังฝันถึงเสียงของรีภพ…เพื่อนร่วมรบ แม้เขาจะสลายกลายเป็นเศษพลังแห่งนาคธาตุไปแล้วเสียงฝีเท้าก้าวมาช้า ๆ...อาศิรวิษในชุดนักรบสีดำทอง สะพายหอกนาคา ก้าวเข้ามาเงียบ ๆ แต่สายตาเขาจับจ้องมาไม่ลดละ“ข้าฝันถึงตรีภพอีกแล้ว…” เอ่ยเบา ๆ ราวสายลม“เขาอาจยังไม่ได้จากเราไปเสียหมด...” อาศิรวิษพูดเสียงต่ำแผ่ว "...วิญญาณที่ยึดมั่นในคำสัตย์ จะไม่มีวันดับสูญง่ายดาย"และแล้วทันใดนั้น...แผ่นดินก็สั่นไหวเบา ๆ เงานาคที่หลับใหลใต้มหานทีเริ่มขยับณ เทวสถานบ่วงนาคบาศ ในห้องลับใต้เมืองซึ่งซ่อน บ่วงนาคบาศไว้ตราบชั่วกาล…รอยร้าวปรากฏบนผนึกหิน เสียงกระซิบดั่งจากห้วงเหว..."ผู้ที่ควบคุมบ่วง คือผู้ปกครองพรหมแดน...แต่หากบ่วงนี้ตกอยู่ในมือของเงามืดจะไม่มีวันคืนใดปลอดภัย"ฉันและอาศิรวิษรีบรุดไปยังเทวสถานพร้อมคณะองครักษ์ที่นั่น...พวกเขาเจอร่องรอยการบุกรุกและสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดคือหน้ากากของศัตรูปรากฏ“นั่นใครหรือเจ้าคะเสด็จพ่อ

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด2

    “ความลับที่อยู่ในใจของอาศิรวิษ... คือกุญแจสุดท้าย”และก่อนที่ฉันจะถามต่อ เสียงระเบิดพลังพุ่งเข้ามาจากทิศตะวันตก เสียงร้องเตือนจากทหารของมคธนครดังสนั่น“มีเงามืดบุกเข้ามา! พวกมันมีตราเหมือนกับศศินา!”ฉันเบิกตากว้าง“หมายความว่าไง?!”เสียงของอาศิรวิษตะโกนมาอย่างรีบเร่ง“เจ้านางน้อย! อยู่ข้างหลังข้า!”เขาคว้าฉันไว้ในอ้อมแขน ดึงออกจากระเบียงก่อนเปลวพลังจะระเบิดฟาดผ่านจากเงามืด...ศศินาค่อยๆ เดินออกมาอีกครั้ง“ข้า...ไม่ใช่ศศินาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว อาศิรวิษ”และเบื้องหลังนางคือเงาในคราบอดีตของอาศิรวิษ ที่เขาไม่เคยเปิดเผยกับใคร...ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงศศินา หากแต่คือใครบางคนที่มีเงาทาบซ้อนอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตานางไม่ใช่ศศินาอีกต่อไปแต่คือผู้ที่ครอบครองนางอาศิรวิษหน้าถอดสี ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังสั่นเล็กน้อย“นางคือ...อาคิรนัย”เสียงของอาศิรวิษหลุดเบาออกมาราวกับวิญญาณเขาจะหลุดจากร่าง ฉันหันไปมองเขาด้วยความสงสัยปนสั่นไหว

  • อาศิรวิษ   13-เสียงกระซิบจากเงามืด

    ฉันก้าวเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง หัวใจหนักอึ้งด้วยความสูญเสีย ในมือยังคงกำผ้าผูกข้อมือสีทองของอาศิรวิษและจี้หยดครามของตรีภพไว้แน่น ความทรงจำของพวกเขายังคงชัดเจนในจิตใจ​ ฉันตัดสินใจเดินทางสู่แดนต้องห้าม สถานที่ซึ่งเล่าขานว่าเป็นที่สถิตของ ผู้เฝ้าประตูแห่งวิญญาณ เชื่อกันว่าผู้เฝ้าประตูสามารถนำวิญญาณกลับคืนสู่โลกได้ แต่ต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ฉันต้องฝ่าฟันผ่านป่าทึบที่มีสัตว์ร้ายและกับดักมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพ จึงไม่ยอมแพ้​ เมื่อมาถึงประตูแห่งวิญญาณ ฉันพบกับผู้เฝ้าประตู เธอเป็นหญิงสาวลึกลับที่มีดวงตาสีเงินเปล่งประกาย เธอมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"เจ้าปรารถนาจะนำวิญญาณกลับคืนหรือ?" เธอถามด้วยเสียงเย็นชาฉันพยักหน้าและตอบด้วยเสียงสั่นเครือ​"ข้ายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้พวกเขากลับมา"ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ และกล่าวว่า​"การแลกเปลี่ยนนี้ เจ้าต้องสละสิ่งที่เจ้ารักที่สุด เจ้าพร้อมหรือไม่?"ฉันนิ่งคิด ความรักที่มีต่ออาศิรวิษและตรีภพคือสิ่งที่มีค่

  • อาศิรวิษ   12-เงารักในภพชาติ

    คืนหลังศึกใหญ่...สายลมพัดเบา ใบไม้ไหวคล้ายลมหายใจแห่งพงไพร ฉันยืนอยู่ริมระเบียงเรือนรับรองของมคธนครจ้องมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือผืนน้ำเบื้องล่าง มือยังอบอุ่นจากสัมผัสสุดท้ายของใครบางคน เสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แต่ฉันรู้ทันทีว่าเป็นเขา“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นอยู่” เสียงของเขาเบาราวกระซิบ“ข้ารอท่านอยู่ต่างหาก...”ฉันหันไปยิ้มอ่อนให้ชายตรงหน้า อาศิรวิษเดินเข้ามาใกล้ ยังสวมชุดนาคาธิคุณที่ซีดจางไปเล็กน้อย แผลบนร่างเขาเกือบหายดีแล้ว แต่ในดวงตายังมี ความอ่อนล้า...และบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าเดิม“ท่านรู้ไหม… ตอนที่ท่านกางแขนป้องข้าไว้ข้างหลัง ข้าคิดว่า…ข้ากำลังจะเสียท่านไป” เสียงของฉันเบาราวเสียงสายฝนแรกของปี “แต่ท่านก็ยังอยู่ตรงนี้…ยังอยู่กับข้า”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้“ข้าเคยคิดว่า ความรักของข้า…ต้องจางหายไปเหมือนละอองควัน แต่ท่านทำให้ข้ารู้ว่า ความรักไม่ต้องดัง ไม่ต้องร้อนแรง แค่อยู่ตรงนั้นเสมอ…ก็พอแล้ว”ฉันรู้สึกได

  • อาศิรวิษ   11-ใต้ร่มบุษบัน ในใจนั้นคือเจ้า2

    หลังจากที่เข้าพบเจ้าหลวง ในคืนเดียวกันฉันรู้สึกถึงแรงบางอย่างที่กำลังเริ่มคืบคลานเข้ามา...อาศิรวิษพาฉันมายืนใต้แสงจันทร์ เขาเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดขึ้น“พี่มีเรื่องจะถาม…ถ้าวันหนึ่งเจ้าพบว่ามีบางคนจากอดีตชาติ กลับมาทวงคำสัญญา…เจ้าจักเลือกอะไร?”ฉันชะงักทันที คำถามนั้นแฝงความกลัว...ไม่ใช่ต่ออดีตแต่ต่อการสูญเสีย ฉันไม่ตอบ แต่กุมมือเขาไว้แน่น แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า“อดีตอาจมีคำสัญญา แต่ปัจจุบันคือความรู้สึก และในวันนี้...ข้าเลือกท่าน”อาศิรวิษหลับตาแน่น ดวงตาเขาเปียกชื้นเล็กน้อยแล้วกอดฉันไว้ เหมือนกลัวว่าฉันจะหายไปแต่ในเงาจันทร์เหนือสระบูชา เงาดำรูปหนึ่งก้าวออกจากเงาสะท้อนของน้ำ เขายืนเงียบ ใบหน้ายังปิดด้วยผ้าดำ...แต่เสียงแผ่วนั้นดังก้องในเงามืด เหมือนในฝันคืนก่อน“อ อาศิรวิษดูนั่น” ฉันเรียกให้เขาเงยมองเบื้องบน อาศิรวิษเจ้ามือฉันแน่น เหมือนสื่อว่าไม่ต้องกลัวตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้“ในที่สุดเจ้าก็เลือกทางของเจ้า เยี่ยงนั้นข้าก็จะเลือกทางของข้าเช่นกัน...ผณินทร”

  • อาศิรวิษ   3-เงื่อนงำและการชิงอำนาจ1/4

    ค่ำคืนที่แสนสงบเหมือนใกล้จะจบลง เริ่มเข้าสู่วันใหม่การนอนหลับใหลในดินแดนห่างไกลทำให้ฉันฝันถึงคนที่บ้าน ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นยังไงกันบ้าง ความง่วงที่มีมากไม่สามารถเปิดเปลือกตาขึ้นได้ รู้สึกตัวกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนมีอะไรก่อกวนการนอนของฉันจนเริ่มรู้สึกรำคาญ“อื้อ” ฉันแค่นเสียงข่มและพลิกตัวหันไ

  • อาศิรวิษ   2-แค่เพียงบังเอิญ 4/4

    “เจ้านางน้อยแสดงกิริยาเช่นนั้นไม่งามเจ้าค่ะ เสด็จกลับเถิดเพคะ” กาลัดยังคงพูดกรอกหูของฉัน พร้อมกับลากแขนไปพลาง“น่าโมโหชะมัด เขาด่าฉันชอบเสือกนะ...คิดว่ากลัวหรือไง!” ฉันหยุดเดินแล้วมือเท้าสะเอวพูดกับสองสาว ตามด้วยประโยคหลังตะโกนกลับหลังหวังให้เขาได้ยิน“ชู่...เบาเสียงเพคะเจ้านางน้อย” กลีบบัวปรามฉัน

  • อาศิรวิษ   2-แค่เพียงบังเอิญ 3/4

    (“ไม่นึกฝันว่าเราจะได้เจอกันในเวลานี้ เจ้านางน้อยผณินทร”)“เฮือก! 0.0”ร่างสูงใหญ่ปีกหนาค่อย ๆ โฉบบินลงมาสู่พื้นดินพร้อมกับประกายรัศมีสีขาว ก่อนจะผันกลายเป็นร่างมนุษย์กำยำยืนตรงหน้าของฉัน คนที่มาใหม่ทำให้ฉันรับรู้ทันทีว่าเป็นใคร กาลัดกับกลีบบัวรีบเข้ามายืนบังด้านหน้าของฉัน พร้อมกับกางแขนออกทั้งสองข

  • อาศิรวิษ   2-แค่เพียงบังเอิญ 2/4

    “โอ้แม่เจ้า! มันตัวอะไรวะนั่น”ฉันเงยหน้ามองขึ้นไปยังกลางอากาศ ความใหญ่โตของสิ่งตรงหน้าทำเอาฉันอ้าปากค้างและรู้สึกกลัว ตัวหนึ่งเหมือนนกยักษ์ ส่วนอีกตัวเหมือนกับพญางูใหญ่กำลังต่อสู้กัน หัวใจของฉันเต้นระส่ำและกลัวมาก อยากจะวิ่งหนีไปหลบแต่ขาดันก้าวไม่ออกเสียอย่างนั้น ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเงยหน้ามองดูเห

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status