LOGIN"เจ้าเด็กนี่..อะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้กัน ทำไมไม่เห็นความว่างเปล่า ทำไมต้องติดยันต์เชื้อเชิญสัตว์อสูร คนผู้นี้ปลดผนึกที่ไม่มีผู้ใดปลดได้ให้ข้าเพราะเหตุใด"
ร่างสูงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเรียบเฉยปรายสายตาคู่คมสอดส่ายทั่วเรือนไม้กว้างขวางสะอาดสะอ้านแต่ไร้วี่แววของการใช้ชีวิตอื่นนอกจากเสียงเดินของเท้าเล็ก ไม่มีกลิ่นอายมนุษย์อื่นนอกจากเจ้าของบ้าน “ที่นี่…เป็นบ้านใครกันแน่” คำถามที่เปล่งออกมาทำให้หมอกควันรอบบ้านสงบนิ่งราวกับหมดหน้าที่ลงแล้ว ร่างสูงยืนนิ่งมองร่องรอยแห่งการเข่นฆ่า เลือดสาดกระเซ็นทั่วบ้านเพียงแตะต้องผนัง สิ่งของ หรือแม้แต่ตอนแตะต้องเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ ก็เห็นบางอย่างย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำเพียงแต่เลือนลางไหลเข้ามาเร็วเสียจนจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ก็เท่านั้น ตกดึก ร่างหนาสวมผ้าที่เย็บต่อกันลวกๆ แต่กลับไม่ดูแย่ลงสักนิด อาจเป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลาที่เข้าได้กับทุกสถาณการนั่นก็เป็นได้ ห้้องนอนเยี่ยนชิงเงียบลงอีกครั้งท่ามกลางความมืด มีเพียงเสียงลมกับน้ำพัดผ่าน “ข้าไม่เข้าใจ…ว่าทำไมเจ้าถึงยอมให้ผู้อื่นแตะต้องร่างกายแรงเช่นนั้น” เสียงหนึ่งดังในความเงียบเยี่ยนชิงนอนไม่หลับแม้จะดึกดื่นมากแล้วร่างเล็กม้วนตัวกับผ้าห่มจนเป็นก้อนหนาโผล่ออกมาแค่หัวนอนตะแคงหันหลังให้คนที่ไม่ต้องห่มผ้าก็อยู่ได้แถมยังมีไออุ่นแผ่ซ่านออกมาราวกับเตาผิง “ใครจะอยากยอมก็ข้าไร้วรยุทธ” เยี่ยนชิงตอบเสียงอู้อี้ “พ่อแม่เจ้ารู้หรือไม่ว่าถูกกลั่นแกล้ง” คำถามที่รู้ดีว่าเอ่ยถึงสิ่งที่ไม่มีเพียงแต่อยากฟังว่าอีกคนจะตอบเช่นไร “อย่ายุ่งเรื่องของข้า…” เยี่ยนชิงพูดเหมือนจะตัดบท แต่เสียงกลับแผ่วลงกลางประโยคคำพูดติดอยู่ในลำคอสายตาหลุบต่ำ ปล่อยให้ลมกลางคืนพัดม่านไหวเบา ๆ “ถ้าเจ็บกว่านี้จะยอมหรือไม่” ชายแปลกหน้าถามต่อ ราวกับไม่รู้จักคำว่าง่วงนอน เยี่ยนชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “อืม…” ลมพัดเข้ามาอีกระลอก เปลวตะเกียงไหววูบ เงาของทั้งสองคนทาบซ้อนกันบนผนังไม้ เป็นเงาที่รูปร่างไม่เข้ากันเอาเสียเลยคนหนึ่งสูงใหญ่ อีกคนผอมบางแต่กลับยืนใกล้กันอย่างประหลาด เยี่ยนชิงเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน “…ให้ข้าใช้ร่างกายเจ้าสิ” “ว่าไงนะ” คำพูดนั้นทำให้เยี่ยนชิงสะดุ้งโหย๋ง “รวมร่างกันได้นี่” เยี่ยนชิงปรือตาส่งเสียงกระซิบกระซาบในความมืดเสียงห้วน “ฝันไปเถอะ เป็นคนเสียสติจริงๆ สินะ ไปนอนเลย อย่าส่งเสียง เดี๋ยวผู้อื่นรู้” ชายผู้นั้นพยักหน้าอย่างว่าง่าย ราวกับเด็กที่ถูกสั่งให้ไปนั่งเขาเดินไปที่ฟูกเจ้าบ้านด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “นั่นที่นอนข้า” “มีที่เดียว จะนอนที่ใดได้” “…นั่นสิ” เยี่ยนชิงชะงักไปครู่หนึ่ง มองฟูกเล็กที่วางชิดผนังเขาถอนใจ เดินไปทิ้งตัวลงข้างหนึ่งของฟูก ก่อนหันไปดันอีกฝ่ายเบาๆ “ถอยไปหน่อย อย่าเบียดข้า เจ้าตัวโต ที่นอนข้ามีน้อยนิด” ชายผู้นั้นขยับตามคำสั่ง แต่ยังคงอยู่ใกล้จนไหล่เกือบแตะกัน ความอุ่นจากร่างใหญ่แผ่มาเงียบ ๆ ท่ามกลางความหนาวของคืนดึก “เจ้าควรกินให้มากหน่อย ตัวเท่ามด” ปึ้ก! ศอกเล็กกระทุ้งใส่สีข้างคนด้านหลังดุเสียงขุ่นใส่ใบหน้าเรียบเฉยแม้นจะจิกกัดผู้อื่นก็ยังคงหน้าเดียวหน้าเดิม “หุบปากไปเลย!” ทั้งสองคนนอนเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงไม้ในเรือนลั่นเบาๆ ตามแรงลมจากนอกหน้าต่าง เยี่ยนชิงมองเพดานอยู่ในความมืด ดวงตาสะท้อนแสงตะเกียงริบหรี่ เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร คืนนี้ถึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา ทั้งที่คนข้างกายเป็นคนแปลกหน้า แต่กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้จะพูดจาไม่รู้เรื่องแต่.. สบาย..สบายใจ ชายผู้นั้นยังคงนอนลืมตามองเพดานนิ่งๆ สูดกลิ่นหอมกรุ่นใกล้จมูกแล้วหลับตาลงสู่ห้วงนิทรา . . ค่ำคืนเต็มแสงจันทร์เดียวกันหมอกหนาลอยต่ำ ปกคลุมบึงกว้างราวผืนผ้าไหมสีเงินน้ำลึกสงบนิ่งเหมือนกระจกแต่ใต้ผิวน้ำ คลื่นสั่นสะเทือนกลางบึงแผ่พลังโดยรอบส่องประกายมรกตเหมือนแผ่นเกล็ดน้ำส่องสะท้อนแสงจันทร์กระพือไปตามสายลมแต่เงียบงันเหนือผิวน้ำ… เงาหนึ่งก็ทอดทับลงบนประตูบ้านหลังหนึ่งลากร่างแดงฉานขาดวิ่นไร้วิญญาณของคนเฝ้าบ้านมาตามทางกลิ่นคาวคลุ้งลานบ้านแดงฉานจากหน้าบ้านไปจนถึงห้องนอนเจ้าบ้าน อึ่ก.. "กวีบทนี้ผู้ใดเป็นคนเขียน" "อึ่กก ข้าไม่รู้.." ฟึ่บบบ! ศีรษะกลิ้งไปหยุดอยู่ข้างเสาดวงตายังเบิกค้าง มองไฟโคมที่สั่นไหวประตูใหญ่เปิดออกเองทีละบานต้อนรับเงาดำเคลื่อนผ่านเรือนหนึ่งสู่อีกเรือนหนึ่ง เสียงขาดหายกลางคำร่างล้มลงโดยไม่ทันลุกหนีพื้นไม้ดูดซับของเหลวสีเข้มจนเงาวับกลิ่นคาวลอยคลุ้งปะปนกับควันธูปในเรือน ร่างฉีกขาดที่อกข้างซ้ายถูกควักเอาหัวใจไปกลืนกินก่อนจะหันไปหาคนสุดท้ายในเรือนเอ่ยถามคำถามเดียวเท่านั้น "เจ้าล่ะรู้หรือไม่ กวีเล่มนี้ผู้ใดเป็นคนเขียน?" "พ..พี่..ศิษย์พี่เยี่ยนชิง" "เยี่ยนชิง?" "ช ใช่..ย หยาง เยี่ยนชิง" ไม่ทันพ้นลำคอเงาหนึ่งวูบผ่านเหลือเพียงสองร่างนอนแนบกันนิ่งสนิทเลือดซึมเป็นทางยาวไร้เสียงต่อสู้การขอชีวิตเองก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงความเงียบที่คืบคลานเรือนสกุลหยางแล้วเรือนเล่าจมอยู่ในแสงจันทร์ซีดจางเมื่อทุกอย่างจบลงเงาดำนั้นหยุดยืนกลางลานมองไปรอบตัวร่างไร้ศรีษะกระจัดกระจายไม่รีบเร่งทุกย่างก้าวแม่นยำดั่งเคยเดินเส้นทางนี้มานับครั้งไม่ถ้วน "ข้าเจอเจ้าแล้วยอดรัก เราจะต้องได้เจอกันในไม่ช้าอย่างแน่นอน" ยามไร้ดวงดาวคลุมทับเมืองชายฝั่งจนเงียบงัน แม้แต่ลมก็สงบราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง บางสิ่งเคลื่อนตัวขึ้นมาจากใต้โลกมืดมิด เงาร่างสูงโปร่งก้าวขึ้นจากน้ำไร้เสียง เสียงหยดน้ำตกจากผมยาวสีซีดไหลลงมาตามบ่า แสงโคมสะท้อนเป็นประกายเย็นราวเกล็ดปลาใต้จันทร์ ดวงตาวาวลึกต่างจากมนุษย์สีสันประหลาดไหลเวียนอยู่ในม่านตา คล้ายแสงที่ถูกขังไว้ในน้ำลึก มองผ่านทุกสิ่งด้วยความนิ่งเฉย นิ้วเรียวยาวประดับเครื่องโลหะเก่าแก่เลื่อนผ่านริมฝีปากช้า ๆ ราวกับชิมกลิ่นอายของอากาศกลิ่นตัวอักษรบนกวีกระจัดกระจายในหนังสือที่ถูกรื้อค้นไม่แตะต้องของมีค่าใดสิ่งใดนอกจากสมุดเล่มบางตรงมุมโต๊ะ พลิกหน้าทีละแผ่นด้วยท่าทีเนิบช้าจนเจอช่องว่างที่ควรมีตัวอักษรอยู่ “ทำไมหายไป…” ใบหน้าสง่างามแต่ดุดันเกินใครเอ่ยเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกับความว่างเปล่า นัยตาวูบไหวเย็นยะเยือกกัดกินร่างมนุษย์ทุกคนได้ภายในพริบตาแม้แต่กับสัตว์อสูรก็หาได้ระคายเคืองผิวไม่ “หยางหยิน...ดวงจิตของเจ้าอยู่ที่ใด” ความรักที่ถูกเจ้าทูตนั้นเอาไปซ่อน ข้าจะต้องหาเจอแล้วเอากลับคืนมาให้จงได้ . .(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ







