Masukเขาตะโกนเสียงดังฟังแล้วเหมือนกับสัตว์ร้ายกำลังคำราม ทุกคนสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร เขาหันมาทางเจียงสือแล้วพูดว่า
“บิงโก! บิงโก! ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าอย่าให้ใครมากวนตอนข้ากำลังนอน”
“ขอโทษครับนายท่าน” เจียงสือหรือในชื่อบิงโก รีบพูดทัน
หลายคนแปลกใจเพราะว่าชายตรงหน้าดูแล้ว เหมือนคนต่างชาติแต่กลับพูดภาษาถิ่นได้ชัดเจนจนเกือบเหมือนเจ้าของภาษา พั่งหู่ได้สติขึ้นมาแล้วร้องถามว่า
“โอสถทิพย์อยู่ไหน !”
“พูดบ้าอะไรวะ ไอ้หมูอ้วน” ชายต่างชาติพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แกว่าใครเป็นหมูไอ้ปากเสีย ฆ่าซะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวมันนั่นล่ะ” พั่งหู่ร้องสั่งเสียงดังลั่นพวกลูกน้องไปล้อม ชายต่างชาติเอาไว้ เขาส่ายหน้าและหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่เอวออกมา มันเหมือนกับขดเชือกที่ถูกม้วนเอาไว้ แต่เมื่อมองดี ๆ สิ่งนั้นทำจากโลหะ และมีด้ามจับเหมือนกับดาบหรือกระบี่เขาสะบัดอย่างแรง สิ่งนั้นมันเหมือนกับกระบี่หรือดาบก็ไม่แน่ใจ เพราะมันทั้งบางอ่อน จนดูเหมือนกับแส้ และมันก็ยาวมาก เฟิงต้ายงเห็นก็ร้องออกมาว่า
“เฮ้ย ! เสือกเข้าไปนะ”
แต่ช้าไปแล้ว ชายต่างชาติสะบัดอาวุธประหลาด นั่น มันเคลื่อนไหวไปตามแรงสะบัดของเขา พวกโจรโดนเข้าไปได้รีบบาดเจ็บหนักเลือดไหลอาบกันทุกคน บางคนถึงแขนขาขาด และหลายคนก็ถึงกับเสียชีวิต
“ตอนนี้ไม่หิวหลบไปซะ”
“ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ อูรูมิ[1] ที่นี่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“วิชานี้มันยังไงกัน รู้รายละเอียดมั่ย” เถียวเสี่ยวฟูรีบถามทันที
“จะว่าอะไรดีมันคือ วิชาดาบผสมกับแส้ ปกติมันไม่ได้ฟันอะไรได้ขาดแบบนี้ด้วย ยังไงระวังไว้ด้วยอาวุธนี่มันอ่านทางยาก” เฟิงต้ายงพูด
“จะสักแค่ไหนกันเชียวข้านะ หนัง...” พั่งอู๋พูดยังไม่ทันจบก็โดนฟาดเข้าไปเต็ม ๆ หน้า คมอาวุธบาดหน้าของเขาเป็นแผลยาว พั่งอู๋โกรธมากฟาดค้อนหมายจะสังหาร ชาวต่างชาติตรงหน้า ด้วยค้อนของตนแต่ว่า เขากระโดดข้ามหัวไป และเหวี่ยงอาวุธไปรัดคอของมันเอาไว้ กระชากอย่างแรง คมอาวุธตัดคอของพั๋งอู๋ขาดกระเด็นพวกลูกน้องเห็นแบบนั้นก็ขวัญเสียกันหมดแล้ว และมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เห็นก็คือ ชายต่างชาติคนนั้นหยิบหัวของพั่งอู๋ขึ้นมาและชูขึ้นเหนือหัวและอ้างปากเพื่อกินเลือดที่กำลังไหลออกมาก่อนจะโยนหัวทิ้ง พวกลูกน้องโจรวิ่งหนีกันไปคนละทิศคนทาง ด้วยความหวาดกลัว
“ลี่กุ้ย![2]” อวี่จิ้งเซียงอุทานออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว มือปราบคนอื่น ๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงท่าทางว่าจะสนใจเลยสักนิด
“ก็กะว่าจะแอบในโลงศพสักหน่อย เพื่อให้เดินทางสะดวก แกดันพามาทางที่มีโจรจนได้นะบิงโก้” เขาบ่นพลางม้วนอาวุธเก็บไว้ที่เอวเหมือนเดิม
“ขออภัยขอรับนายท่าน ข้าแค่เดินมาตามทางในความทรงจำเท่านั้นซึ่ง ข้าเองก็จำอะไรแทบไม่ได้เหมือนกัน”
“ข้าพลาดเอง ขนาดชื่อตัวเองยังจำไม่ได้เลย”
“เฮ้ย ! ไอ้ลี่กุ้ย ! บอกมาว่าโอสถทิพย์อยู่ไหน” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“อะไรมาเรียกคนอื่นเขาแบบนี้ อยากตายหรือไง” ชายต่างชาติหรือตอนนี้ได้ชื่อใหม่แบบที่เจ้าตัวไม่ชอบว่าลี่กุ้ย
“พวกเราเป็นคนจากราชสำนัก ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องหลี่หวู่หมิง ให้มาเอาโอสถทิพย์ เจ้าจงมอบมาซะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดขึ้นมาบ้าง
“พูดบ้าอะไรของเจ้า หลีกไป” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก
“นี่เป็นคำสั่งจากราชสำนัก เจ้าต้องทำตาม” เฟิงต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“ราชสำนักไหนล่ะ ข้าไม่ใช่คนที่นี่สักหน่อยหลีกไป” ชายผู้ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดเสียงดัง
“ไม่จนกว่าพวกเราจะได้โอสถทิพย์จากเจ้า” ซุ่นมู่ซานขึ้นมา
“พูดไม่รู้เรื่อง ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี !” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยยกหีบขึ้นเหนือและขว้างใส่ทั้งสี่ ทำให้ต้องรีบหลบและยังไม่หยุดแค่นั้นรถเข็นก็ถูกขว้างมาอีก ซึ่งสิ่งของทั้งสองอย่างที่โดนขว้างมานั้นมีน้ำหนักมากแต่ชายที่ถูกเรียกว่า ลี่กุ้ยนั่น ยกมันเหมือนกับไม่มีน้ำหนักเลย พวกทั้งสี่ตั้งตัวได้ ทั้งสองคนก็หนีไปแล้ว ทิ้งแต่ซากศพและคำถามว่า
“ไอ้นี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่”
ณ ตำหนักอ๋องหลี่หวู่หมิง มือปราบได้รายงาน เรื่องราวทั้งหมด เขานั่งเงียบไม่ตอบอะไร
“ข้าว่าเจ้านั่นไม่ใช่ สิ่งดีแน่ ๆ โอสถทิพย์คงไม่มีจริง แต่ไอ้ปีศาจนั่นเป็นของจริงแน่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“จากที่พวกเจ้าเล่า เจียงสือนั่นมีสติขึ้นมาจริง ๆ ใช่มั้ย”
“ใช่ครับ/คะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน
“แล้วคิดว่าอะไรทำให้เจียงสือ ที่ไร้ความคิด มันพูดรู้เรื่องและเดินเป็นกันล่ะหา” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา ทั้งสี่พูดไม่ออก
“แล้วการที่มันเป็นคนต่างชาติแบบนี้ ก็ชัดเลยที่ปรุงโอสถทิพย์กันไม่ได้เพราะอะไรล่ะ วัตถุดิบใช้อาจไม่มีในดินแดนของเรา มันเป็นของต่างชาติไงล่ะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดอีกครั้งหนึ่ง
“แต่ข้าเห็นมันกินเลือด คนต่อหน้าพวกเราเลยนะคะ” อวี่จิ้งเซียงรีบแย้งทันที
“นี่พวกเจ้าน่ะ จับคนร้ายมาตั้งมาก ไม่เคยเห็นพวกมันโชว์ปาหี่[3]หรือไง มันแต่โชว์เพื่อให้ทุกคนกลัวเท่านั้นล่ะ จากที่เจ้าเล่าพละกำลังมันก็ของจริงนี่ หรือถ้ามันไม่ใช่คนจริง ๆ ก็เหมาะแล้วนะที่จะไว้เก็บโอสถทิพย์ที่สุดแล้ว เพราะไม่มีใครแย่งจากมันไปได้ไงล่ะ อย่างไรเสียพวกเจ้าก็รีบไปตามหามันก็แล้วกัน คราวนี้หานักพรตเหมาซานไปซักคน เพราะการตามรอยเจียงสือต้องใช้นักพรตเหมาซานนี่ล่ะเหมาะที่สุด” อ๋องหลี่หวู่ หมิงออกคำสั่งทันที
“แต่ว่าท่านคะ” อวี่จิ้งซางกำลังจะแย้ง แต่ว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงกลับสั่งว่า
“ทำตามที่บอก ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องได้โอสถทิพย์มาครอง”
“เรื่องนักพรตเหมาซาน ข้าขอเสนอให้ติดต่อไปที่สำนักกงเยวี่ยนเหนือขอรับ เพราะสำนักนี้นอกจากฝึกกระบี่แล้ว ยังมีวิชาปราบปีศาจด้วยขอรับและก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพวกเหมาซานคนอื่น ๆ นะครับ” ซุ่นมู่ซานรีบพูดขึ้นมา
“ดีเลย ! สำนักกงเยวี่ยน เคยเป็นเสาหลักของยุทธภพนี้ และยังเป็นสำนักปราบปีศาจอันดับต้น ๆ ติดต่อไปเลย แต่ข้าว่าติดต่อมันทั้งสองที่นั่นล่ะ คนยิ่งเยอะ” อ๋องหลี่หวู่หมิง ถึงเขียนจดหมายมอบให้ ซึ่งมันไม่ใช่จดหมายธรรมดา อ๋องหลี่หวู่หมิงประทับตราลงในจดหมาย เท่ากับว่ามันเป็นคำสั่ง ซึ่งหากขัดคำสั่ง ก็ไม่รู้เลยว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง
กงเยวี่ยน ถือเป็นสำนักใหญ่ในยุทธภพ เป็นสำนักที่ผสมผสาน วิชาเหมาซานและวิชาเพลงกระบี่สยบมาร ก่อตั้งโดยจอมยุทธิ์สามีภรรยาคู่หนึ่ง มีชื่อเสียงในเรื่องใฝ่คุณธรรรม ช่วยเหลือประเทศมาหลายครั้ง ว่ากันว่าครั้งเคยเป็นเสาหลักของยุทธภพ แต่พอสิ้นทั้งสอง ก็เกิดความขัดแย้งจากภายใน ทำให้สองสำนักต้องแยกจากกัน โดยฝ่ายเหนือ เป็นสำนักของสตรีใช้วิชากระบี่ ประสาทกับการใช้ยันต์ ประสานกับพลังธาตุ ซึ่งมีชื่อเสียงมากสุดในการใช้เวทย์ธาตุสายน้ำ และไฟ ปัจจุบันประมุขของสำนักนี้นามว่า กวนหูเตี๋ย
ฝ่ายใต้คือสำนักของฝ่ายบุรุษ นอกจากกระบี่กับวิชาปราบผีแล้ว ยังมีวิชาเพลงมวย วิชาคงกระพัน แต่ว่ากันว่าสำนักนี้เริ่มจะตกต่ำแล้ว เพราะเริ่มไม่สนใจอุดมการณ์ดั้งเดิมของสำนักแล้ว กลายเป็นสำนักที่เห็นแก่เงินค่าจ้างไปแล้ว เจ้าสำนักคนปัจจุบันมีนามว่า อู๋ซาน
อวี่จิ้งเซียงกับเถียวเสี่ยวฟู่เป็นคนถือจดหมายมา ที่สำนักกงเยวี่ยนเหนือบรรยายของสำนักจะดูสงบจนเหมือนสถาณปฎิบัติธรรมที่ดูสงบ มีแต่ผู้หญิงเต็มสำนักไปหมด มันเลยเหมือนกันสวนดอกไม้มีผิด เถียวเสี่ยวฟูส่งสายตาให้หลายคน เหล่าศิษย์สำนักนี้หลายคนมาอยู่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก เลยทำให้รู้สึกเขินอายเมื่อเจอสายตาของผู้ชายที่มองมาแบบนี้
“อย่าหว่านเสน่ชส่งเดชสิ สำนักนี้เขามีระเบียบจัดนะ จะทำให้เขาเดือดร้อน” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็มีแต่เจ้าล่ะที่ไม่รู้ว่าข้ารูปงาม” เถียวเสี่ยวฟูพูดขึ้นมา อวี่จิ้งเซียงส่ายหน้า เถียวเสี่ยวฟูมีนิสัยเสียเรื่องผู้หญิงพอสมควร มักมีปัญหาเรื่องผู้หญิงเสมอ ๆ เวลาไปทำงาน แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียงงาน มือปราบคนอื่น ๆ เลยเอาหูไปนา เอาตาไปไร่[4] เพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น
สองมือปราบมาพบกับเจ้าสำนัก กวนหูเตี๋ยเจ้าสำนักเป็นหญิงวัยประมาณสามสิบปลาย ๆ เธอเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตางดงามคนหนึ่งดูแล้วเหมือนกับนางฟ้านางสวรรค์ไม่มีผิด แม้ว่าจะไร้เครื่องสำอาง ก็ตามที เมื่อเถียวเสี่ยวฟูเจอนางเขากลับไม่กล้าที่ส่งสายตาเจ้าชู้เหมือนทุกทีเพราะนางดูอำนาจจนทำให้เขาไม่กล้าทำเจ้าชู้ใส่ เธอรับจดหมายมา อ่าน สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงออกว่าตื่นเต้นอะไรมากนัก เธอถอนใจแล้วพูดว่า
“อยากให้พวกเราช่วยตามรอยเจียงสือ ตัวนั้นเหรอ มีของอะไรของมัน หรือเปล่าคะ ข้ายินดีช่วย”
“มีแต่หมวกใบนี้ใช้ได้มั้ยขอรับ” เถียวเสี่ยวฟูส่งหมวกกุยเล้ยให้กวนหูเตี่ยน นางรับมาดูแล้วพูดว่า
“ใช้ได้ มีไอปีศาจของเจ้าเจียงสือติดอยู่ พอสมควรเลย”
“ไอปีศาจเหรอ” อวี่จิ้งเซียงทวนคำพูด
[1] อูรูมิ : ดาบแส้แห่งชมพูทวีป ต้นกำเนิดจากรัฐเกรละในประเทศอินเดียก่อนแพร่หลายไปทั่วอินเดียเป็นดาบที่คมดาบคล้ายแส้มีทั้งแบบใบดาบเดียวและหลายใบเวลาไม่ใช้สามารถม้วนเก็บได้เหมือนแส้ โดยตำนานว่าใว้ว่าในศรีลังการเคยตีดาบอูรูมิที่มีใบดาบมากถึง 32 ใบ
เป็นดาบนอกจากมีความรู้เรื่องดาบแล้วยั้งต้องมีความรู้ในการใช้แส้ร่วมทั้งการฝึกพอสมควรโดยถือเป็นศิลปการต่อสู้อย่างนึงของอินเดีย แต่ถึงแม้จะจัดเป็นดาบหรือแส้แต่วีธีการใช้งานเหมือนกับอาวุธจำพวกลูกตุ้มติดโซ่มากกว่าแต่ไม่ต้องใช้แรงปะทะมากเท่าลูกตุ้มเพราะตัวดาบมีคมอยู่แล้วเป็นอาวุธที่อาศัยแรงเหวี่ยงและท่วงท่าของผู้ใช้อูรูมิก็ไหลตามแรงไปอย่างชำนาญ ซึ่งตามบันทึกเป็นอาวุธที่ระยะยาวใบดาบป้องกันยากทำให้ที่เหมาะกับการสู้กับศตรูหลายคนมาก[2] ภาษาจีน แปลว่า ผีร้าย
[3] ปาหี่ (มาจากภาษาจีน 把戲 - bǎ xì) คือ การแสดงกลมายากลหรือกายกรรมเร่ร่อน ที่ใช้ลูกเล่นและกลอุบายเพื่อหลอกตาผู้ชมให้ตื่นตาตื่นใจ (เช่น การตัดคออับดุล ขายยา) แต่ในความหมายเชิงเปรียบเปรยหมายถึง การแสดงตบตา, เรื่องหลอกลวง, การสร้างสถานการณ์ปลอมๆ ที่ดูเหมือนจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์หรือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
[4] สำนวนแปลว่า แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่สนใจ.
เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย
ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล
“อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่
ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม
“เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต
ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นม
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ใน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง







