Se connecterเขาตะโกนเสียงดังฟังแล้วเหมือนกับสัตว์ร้ายกำลังคำราม ทุกคนสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร เขาหันมาทางเจียงสือแล้วพูดว่า
“บิงโก! บิงโก! ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าอย่าให้ใครมากวนตอนข้ากำลังนอน”
“ขอโทษครับนายท่าน” เจียงสือหรือในชื่อบิงโก รีบพูดทัน
หลายคนแปลกใจเพราะว่าชายตรงหน้าดูแล้ว เหมือนคนต่างชาติแต่กลับพูดภาษาถิ่นได้ชัดเจนจนเกือบเหมือนเจ้าของภาษา พั่งหู่ได้สติขึ้นมาแล้วร้องถามว่า
“โอสถทิพย์อยู่ไหน !”
“พูดบ้าอะไรวะ ไอ้หมูอ้วน” ชายต่างชาติพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แกว่าใครเป็นหมูไอ้ปากเสีย ฆ่าซะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวมันนั่นล่ะ” พั่งหู่ร้องสั่งเสียงดังลั่นพวกลูกน้องไปล้อม ชายต่างชาติเอาไว้ เขาส่ายหน้าและหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่เอวออกมา มันเหมือนกับขดเชือกที่ถูกม้วนเอาไว้ แต่เมื่อมองดี ๆ สิ่งนั้นทำจากโลหะ และมีด้ามจับเหมือนกับดาบหรือกระบี่เขาสะบัดอย่างแรง สิ่งนั้นมันเหมือนกับกระบี่หรือดาบก็ไม่แน่ใจ เพราะมันทั้งบางอ่อน จนดูเหมือนกับแส้ และมันก็ยาวมาก เฟิงต้ายงเห็นก็ร้องออกมาว่า
“เฮ้ย ! เสือกเข้าไปนะ”
แต่ช้าไปแล้ว ชายต่างชาติสะบัดอาวุธประหลาด นั่น มันเคลื่อนไหวไปตามแรงสะบัดของเขา พวกโจรโดนเข้าไปได้รีบบาดเจ็บหนักเลือดไหลอาบกันทุกคน บางคนถึงแขนขาขาด และหลายคนก็ถึงกับเสียชีวิต
“ตอนนี้ไม่หิวหลบไปซะ”
“ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ อูรูมิ[1] ที่นี่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“วิชานี้มันยังไงกัน รู้รายละเอียดมั่ย” เถียวเสี่ยวฟูรีบถามทันที
“จะว่าอะไรดีมันคือ วิชาดาบผสมกับแส้ ปกติมันไม่ได้ฟันอะไรได้ขาดแบบนี้ด้วย ยังไงระวังไว้ด้วยอาวุธนี่มันอ่านทางยาก” เฟิงต้ายงพูด
“จะสักแค่ไหนกันเชียวข้านะ หนัง...” พั่งอู๋พูดยังไม่ทันจบก็โดนฟาดเข้าไปเต็ม ๆ หน้า คมอาวุธบาดหน้าของเขาเป็นแผลยาว พั่งอู๋โกรธมากฟาดค้อนหมายจะสังหาร ชาวต่างชาติตรงหน้า ด้วยค้อนของตนแต่ว่า เขากระโดดข้ามหัวไป และเหวี่ยงอาวุธไปรัดคอของมันเอาไว้ กระชากอย่างแรง คมอาวุธตัดคอของพั๋งอู๋ขาดกระเด็นพวกลูกน้องเห็นแบบนั้นก็ขวัญเสียกันหมดแล้ว และมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เห็นก็คือ ชายต่างชาติคนนั้นหยิบหัวของพั่งอู๋ขึ้นมาและชูขึ้นเหนือหัวและอ้างปากเพื่อกินเลือดที่กำลังไหลออกมาก่อนจะโยนหัวทิ้ง พวกลูกน้องโจรวิ่งหนีกันไปคนละทิศคนทาง ด้วยความหวาดกลัว
“ลี่กุ้ย![2]” อวี่จิ้งเซียงอุทานออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว มือปราบคนอื่น ๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงท่าทางว่าจะสนใจเลยสักนิด
“ก็กะว่าจะแอบในโลงศพสักหน่อย เพื่อให้เดินทางสะดวก แกดันพามาทางที่มีโจรจนได้นะบิงโก้” เขาบ่นพลางม้วนอาวุธเก็บไว้ที่เอวเหมือนเดิม
“ขออภัยขอรับนายท่าน ข้าแค่เดินมาตามทางในความทรงจำเท่านั้นซึ่ง ข้าเองก็จำอะไรแทบไม่ได้เหมือนกัน”
“ข้าพลาดเอง ขนาดชื่อตัวเองยังจำไม่ได้เลย”
“เฮ้ย ! ไอ้ลี่กุ้ย ! บอกมาว่าโอสถทิพย์อยู่ไหน” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“อะไรมาเรียกคนอื่นเขาแบบนี้ อยากตายหรือไง” ชายต่างชาติหรือตอนนี้ได้ชื่อใหม่แบบที่เจ้าตัวไม่ชอบว่าลี่กุ้ย
“พวกเราเป็นคนจากราชสำนัก ได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องหลี่หวู่หมิง ให้มาเอาโอสถทิพย์ เจ้าจงมอบมาซะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดขึ้นมาบ้าง
“พูดบ้าอะไรของเจ้า หลีกไป” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก
“นี่เป็นคำสั่งจากราชสำนัก เจ้าต้องทำตาม” เฟิงต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“ราชสำนักไหนล่ะ ข้าไม่ใช่คนที่นี่สักหน่อยหลีกไป” ชายผู้ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดเสียงดัง
“ไม่จนกว่าพวกเราจะได้โอสถทิพย์จากเจ้า” ซุ่นมู่ซานขึ้นมา
“พูดไม่รู้เรื่อง ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี !” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยยกหีบขึ้นเหนือและขว้างใส่ทั้งสี่ ทำให้ต้องรีบหลบและยังไม่หยุดแค่นั้นรถเข็นก็ถูกขว้างมาอีก ซึ่งสิ่งของทั้งสองอย่างที่โดนขว้างมานั้นมีน้ำหนักมากแต่ชายที่ถูกเรียกว่า ลี่กุ้ยนั่น ยกมันเหมือนกับไม่มีน้ำหนักเลย พวกทั้งสี่ตั้งตัวได้ ทั้งสองคนก็หนีไปแล้ว ทิ้งแต่ซากศพและคำถามว่า
“ไอ้นี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่”
ณ ตำหนักอ๋องหลี่หวู่หมิง มือปราบได้รายงาน เรื่องราวทั้งหมด เขานั่งเงียบไม่ตอบอะไร
“ข้าว่าเจ้านั่นไม่ใช่ สิ่งดีแน่ ๆ โอสถทิพย์คงไม่มีจริง แต่ไอ้ปีศาจนั่นเป็นของจริงแน่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“จากที่พวกเจ้าเล่า เจียงสือนั่นมีสติขึ้นมาจริง ๆ ใช่มั้ย”
“ใช่ครับ/คะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน
“แล้วคิดว่าอะไรทำให้เจียงสือ ที่ไร้ความคิด มันพูดรู้เรื่องและเดินเป็นกันล่ะหา” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา ทั้งสี่พูดไม่ออก
“แล้วการที่มันเป็นคนต่างชาติแบบนี้ ก็ชัดเลยที่ปรุงโอสถทิพย์กันไม่ได้เพราะอะไรล่ะ วัตถุดิบใช้อาจไม่มีในดินแดนของเรา มันเป็นของต่างชาติไงล่ะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดอีกครั้งหนึ่ง
“แต่ข้าเห็นมันกินเลือด คนต่อหน้าพวกเราเลยนะคะ” อวี่จิ้งเซียงรีบแย้งทันที
“นี่พวกเจ้าน่ะ จับคนร้ายมาตั้งมาก ไม่เคยเห็นพวกมันโชว์ปาหี่[3]หรือไง มันแต่โชว์เพื่อให้ทุกคนกลัวเท่านั้นล่ะ จากที่เจ้าเล่าพละกำลังมันก็ของจริงนี่ หรือถ้ามันไม่ใช่คนจริง ๆ ก็เหมาะแล้วนะที่จะไว้เก็บโอสถทิพย์ที่สุดแล้ว เพราะไม่มีใครแย่งจากมันไปได้ไงล่ะ อย่างไรเสียพวกเจ้าก็รีบไปตามหามันก็แล้วกัน คราวนี้หานักพรตเหมาซานไปซักคน เพราะการตามรอยเจียงสือต้องใช้นักพรตเหมาซานนี่ล่ะเหมาะที่สุด” อ๋องหลี่หวู่ หมิงออกคำสั่งทันที
“แต่ว่าท่านคะ” อวี่จิ้งซางกำลังจะแย้ง แต่ว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงกลับสั่งว่า
“ทำตามที่บอก ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องได้โอสถทิพย์มาครอง”
“เรื่องนักพรตเหมาซาน ข้าขอเสนอให้ติดต่อไปที่สำนักกงเยวี่ยนเหนือขอรับ เพราะสำนักนี้นอกจากฝึกกระบี่แล้ว ยังมีวิชาปราบปีศาจด้วยขอรับและก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพวกเหมาซานคนอื่น ๆ นะครับ” ซุ่นมู่ซานรีบพูดขึ้นมา
“ดีเลย ! สำนักกงเยวี่ยน เคยเป็นเสาหลักของยุทธภพนี้ และยังเป็นสำนักปราบปีศาจอันดับต้น ๆ ติดต่อไปเลย แต่ข้าว่าติดต่อมันทั้งสองที่นั่นล่ะ คนยิ่งเยอะ” อ๋องหลี่หวู่หมิง ถึงเขียนจดหมายมอบให้ ซึ่งมันไม่ใช่จดหมายธรรมดา อ๋องหลี่หวู่หมิงประทับตราลงในจดหมาย เท่ากับว่ามันเป็นคำสั่ง ซึ่งหากขัดคำสั่ง ก็ไม่รู้เลยว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง
กงเยวี่ยน ถือเป็นสำนักใหญ่ในยุทธภพ เป็นสำนักที่ผสมผสาน วิชาเหมาซานและวิชาเพลงกระบี่สยบมาร ก่อตั้งโดยจอมยุทธิ์สามีภรรยาคู่หนึ่ง มีชื่อเสียงในเรื่องใฝ่คุณธรรรม ช่วยเหลือประเทศมาหลายครั้ง ว่ากันว่าครั้งเคยเป็นเสาหลักของยุทธภพ แต่พอสิ้นทั้งสอง ก็เกิดความขัดแย้งจากภายใน ทำให้สองสำนักต้องแยกจากกัน โดยฝ่ายเหนือ เป็นสำนักของสตรีใช้วิชากระบี่ ประสาทกับการใช้ยันต์ ประสานกับพลังธาตุ ซึ่งมีชื่อเสียงมากสุดในการใช้เวทย์ธาตุสายน้ำ และไฟ ปัจจุบันประมุขของสำนักนี้นามว่า กวนหูเตี๋ย
ฝ่ายใต้คือสำนักของฝ่ายบุรุษ นอกจากกระบี่กับวิชาปราบผีแล้ว ยังมีวิชาเพลงมวย วิชาคงกระพัน แต่ว่ากันว่าสำนักนี้เริ่มจะตกต่ำแล้ว เพราะเริ่มไม่สนใจอุดมการณ์ดั้งเดิมของสำนักแล้ว กลายเป็นสำนักที่เห็นแก่เงินค่าจ้างไปแล้ว เจ้าสำนักคนปัจจุบันมีนามว่า อู๋ซาน
อวี่จิ้งเซียงกับเถียวเสี่ยวฟู่เป็นคนถือจดหมายมา ที่สำนักกงเยวี่ยนเหนือบรรยายของสำนักจะดูสงบจนเหมือนสถาณปฎิบัติธรรมที่ดูสงบ มีแต่ผู้หญิงเต็มสำนักไปหมด มันเลยเหมือนกันสวนดอกไม้มีผิด เถียวเสี่ยวฟูส่งสายตาให้หลายคน เหล่าศิษย์สำนักนี้หลายคนมาอยู่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก เลยทำให้รู้สึกเขินอายเมื่อเจอสายตาของผู้ชายที่มองมาแบบนี้
“อย่าหว่านเสน่ชส่งเดชสิ สำนักนี้เขามีระเบียบจัดนะ จะทำให้เขาเดือดร้อน” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็มีแต่เจ้าล่ะที่ไม่รู้ว่าข้ารูปงาม” เถียวเสี่ยวฟูพูดขึ้นมา อวี่จิ้งเซียงส่ายหน้า เถียวเสี่ยวฟูมีนิสัยเสียเรื่องผู้หญิงพอสมควร มักมีปัญหาเรื่องผู้หญิงเสมอ ๆ เวลาไปทำงาน แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียงงาน มือปราบคนอื่น ๆ เลยเอาหูไปนา เอาตาไปไร่[4] เพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น
สองมือปราบมาพบกับเจ้าสำนัก กวนหูเตี๋ยเจ้าสำนักเป็นหญิงวัยประมาณสามสิบปลาย ๆ เธอเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตางดงามคนหนึ่งดูแล้วเหมือนกับนางฟ้านางสวรรค์ไม่มีผิด แม้ว่าจะไร้เครื่องสำอาง ก็ตามที เมื่อเถียวเสี่ยวฟูเจอนางเขากลับไม่กล้าที่ส่งสายตาเจ้าชู้เหมือนทุกทีเพราะนางดูอำนาจจนทำให้เขาไม่กล้าทำเจ้าชู้ใส่ เธอรับจดหมายมา อ่าน สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงออกว่าตื่นเต้นอะไรมากนัก เธอถอนใจแล้วพูดว่า
“อยากให้พวกเราช่วยตามรอยเจียงสือ ตัวนั้นเหรอ มีของอะไรของมัน หรือเปล่าคะ ข้ายินดีช่วย”
“มีแต่หมวกใบนี้ใช้ได้มั้ยขอรับ” เถียวเสี่ยวฟูส่งหมวกกุยเล้ยให้กวนหูเตี่ยน นางรับมาดูแล้วพูดว่า
“ใช้ได้ มีไอปีศาจของเจ้าเจียงสือติดอยู่ พอสมควรเลย”
“ไอปีศาจเหรอ” อวี่จิ้งเซียงทวนคำพูด
[1] อูรูมิ : ดาบแส้แห่งชมพูทวีป ต้นกำเนิดจากรัฐเกรละในประเทศอินเดียก่อนแพร่หลายไปทั่วอินเดียเป็นดาบที่คมดาบคล้ายแส้มีทั้งแบบใบดาบเดียวและหลายใบเวลาไม่ใช้สามารถม้วนเก็บได้เหมือนแส้ โดยตำนานว่าใว้ว่าในศรีลังการเคยตีดาบอูรูมิที่มีใบดาบมากถึง 32 ใบ
เป็นดาบนอกจากมีความรู้เรื่องดาบแล้วยั้งต้องมีความรู้ในการใช้แส้ร่วมทั้งการฝึกพอสมควรโดยถือเป็นศิลปการต่อสู้อย่างนึงของอินเดีย แต่ถึงแม้จะจัดเป็นดาบหรือแส้แต่วีธีการใช้งานเหมือนกับอาวุธจำพวกลูกตุ้มติดโซ่มากกว่าแต่ไม่ต้องใช้แรงปะทะมากเท่าลูกตุ้มเพราะตัวดาบมีคมอยู่แล้วเป็นอาวุธที่อาศัยแรงเหวี่ยงและท่วงท่าของผู้ใช้อูรูมิก็ไหลตามแรงไปอย่างชำนาญ ซึ่งตามบันทึกเป็นอาวุธที่ระยะยาวใบดาบป้องกันยากทำให้ที่เหมาะกับการสู้กับศตรูหลายคนมาก[2] ภาษาจีน แปลว่า ผีร้าย
[3] ปาหี่ (มาจากภาษาจีน 把戲 - bǎ xì) คือ การแสดงกลมายากลหรือกายกรรมเร่ร่อน ที่ใช้ลูกเล่นและกลอุบายเพื่อหลอกตาผู้ชมให้ตื่นตาตื่นใจ (เช่น การตัดคออับดุล ขายยา) แต่ในความหมายเชิงเปรียบเปรยหมายถึง การแสดงตบตา, เรื่องหลอกลวง, การสร้างสถานการณ์ปลอมๆ ที่ดูเหมือนจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์หรือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
[4] สำนวนแปลว่า แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่สนใจ.
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







