เข้าสู่ระบบด้วยพลังเร้นลับดีเยี่ยม ลมปราณเหนือชั้น พลังวัตรเต็มเปี่ยม ลี่เซียนจึงเคลื่อนกายได้เงียบเชียบ กระทั่งเปลวเทียนยังไม่ขยับแม้แต่น้อย
เรือนพักกว้างใหญ่ รอบด้านสลัวราง แสงเทียนอ่อนจางนิ่งสนิท ไร้กระแสลมวูบไหว แม่นางน้อยเดินเข้ามาในเรือนแห่งนี้อย่างไร้ทิศทาง
ลี่เซียนเพียรสังเกตอย่างใคร่ศึกษา เห็นด้านข้างฝั่งซ้ายคือห้องหนังสือ ถัดจากลานโล่งกลางห้องมองตรงไปคือห้องนอนขนาดใหญ่ ส่วนทางด้านขวานางสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมรวยรินของธาตุน้ำและกลิ่นอายอันทรงพลังน่าเกรงขาม
หญิงสาวจรดปลายเท้ามาเรื่อย ๆ จนเจอห้องหนึ่ง จึงเดินสำรวจด้วยความเพลิดเพลินอยากรู้อยากเห็นตามวิสัย
กิริยาท่าทางของนางคล้ายเดินเล่นอย่างสำราญใจ
มิใช่ผู้บุกรุกแต่อย่างใด
เรือนร่างบอบบางเคลื่อนกายเนิบนาบด้วยลมปราณที่มีเหนือกว่ามนุษย์อยู่หลายขั้น นางจึงเยื้องย่างไร้สุ้มเสียงเหนือเมฆ
กระทั่งบังเอิญเจอกับเจ้าของทวนเหล็กที่กำลังตามหา
ทว่าเขากำลังอาบน้ำ...
เรือนกายแกร่งกำยำนั่นมิได้ใส่ผ้า ผ่าเผยสง่างามสูงใหญ่ เปล่าเปลือยไร้สิ่งบดบัง เห็นสิ้นตั้งแต่แผ่นหลังลงมาถึงบั้นท้าย ท่อนขาถึงปลายเท้า
ใบหน้าเป็นเช่นใดมิอาจรับรู้ได้ เนื่องจากมิได้สนใจมอง เพราะที่เด่นสะดุดตาที่สุดก็คือตรงนั้น
ถัดลงมาจากกล้ามหน้าท้องนั่น!
ร่างระหงพลันชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ลมปราณที่มีอย่างเหนือชั้นพลันสะดุดลงทันใด พลังเร้นลับหายวับไปจนสิ้น
ลี่เซียนถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก สองตาจ้องเขม็งที่แท่งประหลาดบางอย่าง ท่ามกลางเส้นขนดำขลับที่หว่างขาบุรุษ
มันคล้ายๆ เคยเห็นในตำราผสานหยินหยาง นางจึงรีบล้วงอกเสื้อหยิบออกมากางประเมินอย่างเปิดเผย
โอว...ใช่จริงๆ สิ่งนี้คือ ‘แท่งหยก’
กายเนื้อล้ำค่าอันสำคัญยิ่งต่อหญิงคณิกา...
ในขณะที่ลี่เซียนเจอเรื่องเพียรศึกษาแล้วกางตำรา
ชั่วจังหวะเดียวกัน เจ้าของห้องพลันจับกระแสผู้บุกรุกได้ ถังไห่เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาเบนไปยังทิศทางตามสัญชาตญาณ สายตาคมปลาบพลันประสบกับสตรีผู้หนึ่ง
นางยืนตะลึงจ้องถลึงมาที่เรือนร่างเปลือยเปล่าของเขา
ชายหนุ่มหรี่ตา แผ่กลิ่นอายมรณะออกมา ทว่าเพียงครู่กลับแทนที่ด้วยความรู้สึกนึกขัดเคืองระคนงุนงง
จู่ๆ มีสตรีปริศนาเข้ามาในห้องนี้ แต่แทนที่จะทำเหมือนนักฆ่าทั่วไปอาศัยจังหวะที่เขาเผลอไผลลอบจู่โจมดุเดือด
ทว่านางกลับยืนนิ่งมองดูเขาอาบน้ำ
และที่สำคัญ...แววตางามล้ำจ้องมองส่วนสงวนของเขาอย่างจริงจังมากเป็นพิเศษ…
จากนั้นยังล้วงสาบเสื้อหยิบตำรารัญจวนออกมาอ่าน!
ใบหน้าหล่อเหลาพลันเขียวครึ้มดำคล้ำ หางคิ้วกระตุกถี่ๆ
ลี่เซียนยามนี้มองบุรุษแก้ผ้าสลับกับอ่านตำราเล่มหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย
สีหน้าประหนึ่งจะไปสอบจอหงวน
ทว่ายังไม่ทันพินิจระหว่างภาพวาดกับ ‘ของจริง’ ตรงหน้าให้ละเอียด แสงเทียนพลันดับพึ่บ เสี้ยวเวลานั้นหางตาทันได้เห็นบุรุษสะบัดชุดคลุมปิดร่างกำยำและแท่งหยกประหลาดจนมิด ก่อนที่กายแกร่งจะพุ่งประชิดกายนาง
“อ๊ะ!”
แม่นางน้อยอุทานเสียงหนึ่งเพราะหลบไม่ทัน
ชายผู้นี้ว่องไวปราดเปรียว พริบตาเดียวฝ่ามือของเขาพลันบีบคอนางแน่น กระแทกแผ่นหลังบางกับกำแพงห้องดังอึก
ลี่เซียนรู้สึกหน้ามืด งุนงง วูบๆ วาบๆ และจุกแน่นตรงลำคอจนหายใจไม่ออก ลำตัวอ่อนยวบอย่างช่วยมิได้
ทว่ายังไม่ทันทรุดฮวบล้มลงพลันนั้นรู้สึกถึงแรงกระชากจากฝ่ามือหนาให้ลุกขึ้นแล้วผลักไปชิดกำแพงอีกฝั่งในชั่วพริบตา
ลี่เซียนเจ็บแปลบตรงกลางแผ่นหลัง ลมหายใจติดขัดจนน้ำตาหยาดริน
เรือนร่างอ่อนระทวยคล้ายเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจนสิ้น ประหนึ่งใกล้แหลกเหลวคามือเขากระนั้น
หญิงสาวรับรู้ถึงลมร้อนผะผ่าวเจือรอยเหี้ยมเกรียมจากปลายจมูกโด่งสันที่รินรดไรผม
เมื่อแหงนหน้ามองสบตากับชายตัวโตยิ่งรู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามข่มขวัญ นางเบิกตากลมโตกระจ่างใสจ้องมองประสานกับเนตรมังกรดำจัดที่เผยริ้วโทสะเด่นชัด
สีหน้าของเขาตึงเครียดไร้วี่แววอ่อนโยนใดๆ
ก่อนหน้านั้นที่สมรภูมิรบนางเคยเห็นเขาแล้ว ทว่าใบหน้าของเขามีหน้ากากสีดำสนิทปกปิด เผยโฉมเพียงครึ่ง ยามนี้ไม่มีหน้ากากอันนั้นจึงได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาชัดเจนถนัดตา
แน่นอนว่าเขารูปงามราวเทพเซียน แต่นั่นมิใช่ปัญหาต่อความน่าสะพรึงชวนผวาเฉกเช่นนักรบปีศาจสุดแสนจะน่าเกลียดน่ากลัวแม้แต่น้อย
ยามนี้ลี่เซียนสัมผัสได้ถึงความเย็นชาปานศิลาตกผลึก ยังมีกลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกมาจากกายแกร่ง ผสานปราณอันตรายคล้ายภูตนรกแห่งปรภพ
ทว่านางมิใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป ไหนเลยจะไม่เคยเห็นสิ่งเร้นลับน่าเกลียดน่ากลัวที่เรียกว่าภูตผีปีศาจวิญญาณร้าย
นอกจากมิได้กำจัดหญิงนางโลมชั้นต่ำและรับความดีความชอบที่เปิดโปงความชั่วของมัน นางกลับมีโทษถึงสองข้อหา ล่วงเกินรุ่ยอ๋องทางสายตาและล่วงล้ำอาณาเขตส่วนพระองค์แม้จะโง่งมและวู่วามจนเกินงาม ทว่าบัดนี้ช่านเย่ถึงได้ฉลาดขึ้นมาบ้าง นางตระหนักแล้วว่าตนผิดพลาดอย่างมหันต์นางประเมินนังสตรีน่ารังเกียจนั่นต่ำเกินไป แต่ยังไม่ทันคิดการณ์เพื่อเอาตัวรอด กระแสเสียงอำมหิตพลันดังขึ้นอีกครั้ง“พาตัวหมอหญิงไม่รู้ความผู้นี้ไปตบปากสั่งสอนห้าสิบที คุมขังในคุกมืดรอคำสั่งต่อไป”“...!?”โหดมาก...นอกจากไม่สามารถพูดได้หลายวันยังไม่อาจกินข้าวได้อีกด้วย ช่านเย่ได้อดตายเป็นแน่แท้ พลทหารที่ยืนรอรับใช้องค์เหนือหัวคิดในใจอย่างสังเวช พลางประสานหมัดค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ”“ท่ะ...ท่านอ๋อง ช่านเย่มิกล้าแล้วเพคะ”เสียงร้องโหยหวนของสตรีเกิดขึ้นทันทีเมื่อพลทหารสองนายเดินเข้ามาพร้อมรังสีสังหาร พวกเขากระชากร่างบอบบางของช่านเย่ขึ้นอย่างแรงไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ คล้อยหลังพลทหารที่ลากตัวช่านเย่หายลับไปจากครรลองสายตา ถังไห่เฉิงจึงมองสิ่งของตรงหน้านิ่งๆภายใต้เนตรคมเข้มสีรัตติกาลยากคาดเดาห้วงอารมณ์ ในใจอ๋องหนุ่มนึกสงสัยครามครันว่าสตรีผู
นับว่าโชคดีที่ยามนั้นนางมีคัมภีร์พระธรรม ตำราคำสอนบาปกรรมช่วยกล่อมเกลาจิตใจมิให้ฟุ้งซ่าน นางอ่านหนังสือเหล่านั้นอย่างตรากตรำก่อนที่ทุกคนจะเอือมระอานางที่ดื้อรั้นเมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่เซียนจึงนึกถึงตำรารัญจวนขึ้นมาได้ทว่าเมื่อมองหากลับไม่เจอในสาบเสื้อย่อมไม่มี ในแขนเสื้อชุดแดงก็ไม่เห็นเรียวคิ้วงามขมวดมุ่น ลี่เซียนค่อยๆ คิดว่าลืมไว้ที่ใด ท้ายที่สุดก็คิดออกว่าคงลืมไว้ในเรือนบัญชาการหากแต่นางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปที่ใดนี่นาหญิงสาวครุ่นคิดลึกซึ้ง ครู่หนึ่งจึงมองชุดแดงตรงหน้าคำสั่งนั่นอยู่บนเงื่อนไขการใส่ชุดงามนี่นา ยามนี้นางมิได้ใส่ชุดที่ชอบ ย่อมออกไปได้แน่นอนว่าหญิงสาวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินกรีดกรายนางเพียงขับปราณบริสุทธิ์สายหนึ่ง ชั่วพริบตาร่างงามพลันอันตรธานหายไป อย่างไร้ร่องรอยแสงแดดสีทองค่อยๆ โรยตัว บ่งบอกเวลายามเย็นภายในห้องหนังสือของถังไห่เฉิงเริ่มมีการจุดเทียนเพิ่มโดยพลทหารรับใช้หลังโต๊ะสลักลายพยัคฆ์คำราม ร่างสูงใหญ่สง่างามนั่งนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ บนโต๊ะมี ‘สิ่งของบางอย่าง’ วางไว้ในระดับสายตา ด้านหน้าของโต๊ะห่างเพียงสามก้าว มีร่างระหงของสตรียืนอย่างสำรวมแต่แววตากลับท
ถังไห่เฉิงใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเขียนรายงานการรบเพื่อถวายฮ่องเต้ถังไท่หลินผู้เป็นพี่ชายเมื่อเสร็จจากงานในห้องหนังสือจึงเดินกลับมาที่ห้องหนึ่ง เพื่อยืนมองใครบางคนจากหน้าประตูห้องนี้เดิมทีเป็นห้องรับรองชั้นในอยู่ระหว่างห้องนอนกับห้องหนังสือของเขา แต่บัดนี้กลายเป็นห้องนอนของนางไปแล้วเขาสั่งให้คนเพิ่มตั่งยาว ม่านมุ้งและเครื่องเรือนครบครัน โดยไม่รู้เช่นกันว่าทำไปเพื่ออันใด ทั้ง ๆ ที่นางไม่น่าไว้ใจ ที่มาที่ไปยังไม่แน่ชัด แต่เขาไม่ถามไถ่ให้กระจ่างกลับซื้อตัวนางไว้ข้างกาย ท้ายที่สุด นอกจากไม่คิดถามถึงตัวตนแท้จริงอันเป็นสาระสำคัญ ถังไห่เฉิงยังสนใจอาการแปลกๆ ของลี่เซียนมากกว่าชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าหาแม่นางผู้ซึมเศร้า“เจ้าเป็นอะไร?”สุ้มเสียงทุ้มต่ำทำลี่เซียนจำต้องวางผ้าลงโดยไว รีบปาดน้ำใสที่หางตาอย่างเร็วอึดใจต่อมา นางลุกขึ้นยืนแล้วกางแขนออกถังไห่เฉิงขมวดคิ้ว มองอย่างงุนงงยังไม่ทันได้ถาม คนงามพลันเดินหน้าแล้วโถมร่างนุ่มใส่ วงแขนเล็กยังกระชับเอวสอบแน่น“...!?”อีกครั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด หญิงสาวผู้กำลังส่ายหน้าขลุกขลักตรงแผงอกกว้าง พลันส่งเสียงหวานนุ่มเล็ดลอดออกมา “ข้าจะ
นางไม่ชอบชุดทหารแบบนี้เอาเสียเลย ไม่งามเลยสักนิด สู้ชุดของพี่เย่เสียก็ไม่ได้ ลี่เซียนเริ่มเอาแต่ใจ โดยการหันหลังให้ถังไห่เฉิงไม่มองหน้า ไม่พูดจา ไม่สนใจเขาอีกอ๋องหนุ่มเห็นเช่นนั้นกลับรู้สึกดีอย่างประหลาดเขาหมุนกายไปนั่งลงที่โต๊ะกลมพลางเอ่ย “เจ้า...มานี่!”เสียงทุ้มเย็นชาเช่นทุกคราทว่าครั้งนี้กลับเจือความอบอุ่นผิดปกติ ผู้ถูกเรียกเอียงคอมองเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ หมุนตัวเข้าหาอย่างไม่เต็มใจเลย“ท่านจะทำสิ่งใดอีก?”“ยืนนิ่งๆ”“...”แม้ดวงหน้าจะงอง้ำทว่าดวงเนตรกระจ่างใสที่ทอดมองกลับพร่างพราวดุจดวงดาวในคืนวสันต์ ยังผลให้บุรุษที่โต๊ะกลมยิ่งอารมณ์ดี วงหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปาก เนตรมังกรดำจัดเจือริ้วขบขันสายหนึ่งน้อยคนนักที่จะมีวาสนาได้ยลรุ่ยอ๋องที่เป็นเช่นนี้เมื่อฝ่ายสตรีหมุนกายมาหยุดยืนเบื้องหน้า ฝ่ามือหนาจึงช่วยจับสาบเสื้อให้เข้าที่ ผูกสายรัดเอวแน่น จับปกเสื้อให้มิดชิด ปิดถึงปลายคาง มีเพียงหน้าผากจรดคางมนที่เผยให้เห็นการแนบชิดเช่นนี้ ถังไห่เฉิงไม่เคยทำกับใคร ทว่าตั้งแต่เจอลี่เซียน เขากับนางกลับทำเรื่องสนิทสนมนับครั้งไม่ถ้วนเหลือเพียงสอดประสานเรือนกายแนบแน่นลึกซึ้งเท่านั้
ถังไห่เฉิงจ้องสตรีนางน้อยอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องหงุดหงิด แค่นางแต่งตัวงดงามปรากฏกายต่อธารกำนัลกลับดึงอารมณ์อันไร้สาระทั้งไม่คุ้นเคยเยี่ยงนั้นได้ ยิ่งเห็นนางไม่รู้สึกรู้สาว่าตนเองทำผิดอะไร เขาพลันร้อนรุ่มจนต้องระบายโทสะอ๋องหนุ่มเร่งตรึกตรองประคองสติ เริ่มคิดได้ว่าไม่เหมาะ เขาไม่ควรทำรุนแรงกับนางเฉกเช่นเมื่อคืนในห้องอาบน้ำ ภาพโลหิตไหลนองและบาดแผลบนกายนางไม่ควรเกิดขึ้นอีกเมื่อคิดได้เช่นนั้นฝ่ามือแกร่งที่จับตรึงเนื้อนุ่มจึงผ่อนแรง ทว่าในจังหวะที่กำลังมอบอิสระแก่นาง พลันได้ยินเสียงหวานใสเอ่ยต่ออย่างมีเหตุผลว่า“แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากว่าข้าจะน่าเอ็นดูจนเกินไป ผู้อื่นล้วนชื่นชมข้ามาแต่ไหนแต่ไร หลายคนมักจะชอบหยอกเย้าข้า พวกเขาชอบหยิกแก้มของข้าแรงๆ ผู้เฒ่าเคราขาวยังจับข้าให้นั่งลงบนตัก ข้ามิอาจทัดทานพวกเขาได้เลยสักครั้ง”หญิงสาวมิได้กล่าวเกินจริง เพราะตั้งแต่แบเบาะจนอายุแปดขวบ เหล่านักพรตในอารามผิงอันไม่มีใครไม่หยอกเอินนาง พวกเขาเรียกนางว่าเจ้าก้อนแป้ง ทั้งคิดว่านางเป็นซาลาเปาน้อยทว่าถังไห่เฉิงไหนเลยจะเข้าใจเฉกเช่นลี่เซียน นัยน์ตาคมลึกล้ำยาก
พี่เย่เสียบอกว่า นางนับเป็นสมบัติของเขาแล้ว ร่างกายของนางทุกส่วนคือของรุ่ยอ๋องถังไห่เฉิงนั่นคือสัจธรรมของชายผู้ไถ่ชีวิตหญิงคณิกาลี่เซียนที่ศึกษาพระธรรมคัมภีร์มาอย่างลึกซึ้งยาวนาน มีหรือจะไม่เข้าใจเรื่อง ‘สัจธรรม’ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพร้อมทำตามคำสั่งซึ่งแฝงไว้ด้วยโทสะอันไร้เหตุผล อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจอารมณ์แห่งตนขึ้นทุกขณะถังไห่เฉิงเพียงมองลี่เซียนเงียบงัน ดวงตาคมกริบเย็นชาเผยความไม่พอใจออกมา พาให้วงหน้าหล่อเหลามืดครึ้มเขาเอ่ยเสียงขรึม “รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไถ่ตัวเจ้า”หญิงสาวนึกถึงประโยคของเย่เสียที่เน้นย้ำก่อนหน้านี้ พลางขยับยิ้มอ่อนโยนกล่าวเสียงใส“เพราะท่านโปรดปรานข้า”หางคิ้วบุรุษพลันกระตุกถังไห่เฉิงหรี่ตา “ย่อมไม่ใช่”ลี่เซียนหัวเราะเบาๆ นึกในใจ วาจาบุรุษเชื่อมิได้จริงๆ กลีบปากสีชมพูแย้มยิ้มละมุนเอ่ยเสียงนุ่มว่า “ข้าไม่เชื่อท่านหรอก เป็นบุรุษควรพูดจาให้น้อยลงหน่อยเถอะ”กล่าวจบยังก้มลงจิบชาต่อ ไม่รู้สึกรู้สาถึงชายตรงหน้าว่าคล้ายเมฆดำทะมึนลอยต่ำ บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเต็มทีหากเอ่ยถึงบุรุษที่มีวาจาเปรียบประดุจทองคำยากหนักหนาที่ผู้ใดจักได้มีโอกาสเสวนาเอื้อนเอ่







