แชร์

บทที่ 1 เยียนอ๋อง

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-01 20:43:05

กลางฤดูร้อนที่แสงแดดแผดเผาจนบรรยากาศร้อนระอุ แม้ชายป่าจะมีลำธารที่ไหลผ่านลงไปรวมกันกับแม่น้ำเหลือง เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างแคว้นเป่ยเหลียง กับแคว้นหนิงโจว แต่มันก็ยังคงร้อนระอุอยู่ดี เพราะแคว้นเป่ยเหลียงที่ห่างออกไปทางชายแดน มีทะเลทรายที่เวิ้งว้างอยู่ไม่ไกล ทำให้ยิ่งร้อนมากขึ้นในฤดูร้อน แต่ในฤดูหนาวก็หนาวเหน็บจับใจเช่นกัน

         ไป๋หลานคิดว่าเทพเจ้าบนสวรรค์ลำเอียงแคว้นหนิงโจวหรือไม่ เพียงแค่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยลี้ กลับมีภูมิประเทศที่สุดโต่ง อีกฟากหนึ่งก็อุดมสมบูรณ์ อีกฟากหนึ่งก็แห้งแล้งกันดาร ทำให้ชายแดนมีการตั้งรกรากกระจุกรวมกันอยู่ริมน้ำเหลือง แม้ว่าดินจะไม่อุดมสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีน้ำดี

         แต่ไป๋หลานนั้นไม่เดือดร้อน นางเพาะปลูกในเรือนเล็ก ๆ ใกล้ชายเขาแค่พอกิน เหลือกินจึงขาย กับหาของป่าประทังชีวิตมาสามปีแล้ว

         เพราะว่านางเป็นวิญญาณสตรีอายุ 25 ปี ทำให้นางมีความคิดในการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป ยิ่งนางย้อนกลับมาพร้อมความพิเศษในตัวนางหนึ่งอย่าง ก็คือพละกำลังที่มากกว่าเด็กทั่วไป กับสมองที่สามารถคิดอาวุธที่ป้องกันตัวได้อย่างพวกหน้าไม้ลูกดอก ทำให้นางอยู่รอดจากการโดนรังแก และพวกแม่สื่อที่จับตัวเด็กกำพร้าไร้ญาติไปขาย

         เท่านั้นไม่พอนางยังช่วยเด็กชายคนหนึ่งเอาไว้ นามว่าหลงฉี ที่บิดาเป็นพรานป่าออกล่าสัตว์นามว่าหลงซ่ง เพราะนางจับไก่ป่ามาเลี้ยงเพื่อกินไข่ และมีไข่มากนางกินไม่ทันจึงเอาไปขายที่ตลาด ระหว่างนั้นนางได้เคยเห็นภรรยาของพรานป่าหลงซ่งอยู่บ้าง และเห็นนางเลี้ยงดูหลงฉีไม่ค่อยดีนัก แต่วันนั้นนางทำลับ ๆ ล่อ ๆ และส่งเด็กชายวัยเกือบสามหนาวให้สตรีผู้หนึ่ง

         หลงฉีรู้ความบ้างแล้ว เมื่อรับรู้ว่ามารดาจะขายตนให้กับแม่สื่อจึงร้องจ้า นั่นทำให้นางรับรู้ว่าสตรีน่าตายผู้นี้ทำเรื่องไร้คุณธรรมเข้าแล้ว

         นางใช้พละกำลังที่มีเกินเด็กจัดการแม่สื่อเสียอยู่หมัด พร้อมด่าทอสตรีไร้คุณธรรมถึงกับขายลูกชายตัวเองตอนสามีไม่อยู่เรือน ทำให้ชาวบ้านรุมประณาม และไป๋หลานที่เป็นเด็กวัยห้าหนาวในตอนนั้นปลอบหลงฉี และสัญญาว่าหากบิดาเขากลับมาจะพาเขาไปหาบิดา

         หลงฉีจึงเงียบแล้วเดินตามพี่สาวที่ช่วยชีวิตไว้กลับบ้าน เพราะนางช่วยเหลือเด็กน้อยเหล่าชาวบ้านจึงให้ข้าวสารบ้าง เนื้อบ้างเท่าที่พวกเขาพอจะแบ่งปันได้มาให้นาง ทำให้นางมีข้าวสารหุงให้หลงฉีกิน

         ยิ่งเมื่อเห็นเด็กน้อยกินอย่างมูมมามราวกับอดอยากมาหลายวันยิ่งทำให้สะเทือนใจ เพราะคนยุคนี้คิดตื้นเขิน เมื่อไม่อยากจะเลี้ยงดูบุตรก็ขายง่าย หลงฉีออกจะน่ารักเพียงนี้ ไม่รู้มารดาของเขาทำใจขายได้ลงคอได้อย่างไร

         หลังจากบิดาของหลงฉีทราบเรื่องจึงจัดการทุบตีภรรยาก่อนจะหย่านางเสีย จากนั้นจึงมารับลูกชายที่บ้านของไป๋หลาน นับจากวันนั้นไม่ว่าท่านลุงหลงซ่งได้เนื้ออะไรดี ๆ มา มักจะนำมาแบ่งปันนางอยู่เสมอ และวันนี้ก็เช่นกัน

         “พี่ไป๋หลาน พี่ไป๋หลาน ข้ามาแล้ว” เสียงสดใสเจื้อยแจ้ววิ่งร้องมาตั้งแต่ยังไม่ถึงประตูหน้าบ้านของนาง ทำให้นางที่กำลังนอนกลางวันคลายความร้อนด้วยพัดสานไม้ไผ่ จำต้องตื่นขึ้นจากแคร่ไม้ไผ่ที่ท่านลุงหลงซ่งใจดีทำให้

         เมื่อนางลุกขึ้นแล้ว เห็นเจ้าเด็กอ้วนตุ้ยนุ้ยน่ารักวัย 5หนาวหิ้วกระดูกมาสองพวง คาดว่าวันนี้ท่านลุงหลงซ่งคงโชคดีได้หมูป่ามาแน่ ๆ

         “หลงฉี มีอันใดวิ่งราวกับตื่นไฟ” นางถามเขาแม้พอจะคาดเดาได้ลาง ๆ

         “กระดูกหมูขอรับ กระดูกหมู ท่านพ่อได้หมูป่ามาตัวใหญ่ ตอนนี้กำลังแล่เนื้อกับชาวบ้าน เพื่อเอาไปขาย ท่านพ่อแบ่งกระดูกให้ท่านก่อน หากมีเนื้อเหลือจะเอามาให้อีก”

         หลงฉีละล่ำละลักพูดพร้อมกับหอบหายใจไปด้วย ด้านหลังเขามีตะกร้าสานพร้อมเข้าป่า ทำให้นางรับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวแสบหลงฉีจะชวนนางไปขุดหน่อไม้อ่อน ๆ มาต้มกระดูกหมูแน่ ๆ เพราะเป็นอาหารที่เขาชื่นชอบและกินข้าวหมดหม้อทุกครั้ง

         หลังจากคราวนั้นที่ภรรยาของท่านลุงหลงซ่งเลี้ยงดูบุตรชายไม่ดี เขาก็ทุ่มเทอาหารดี ๆ มาเลี้ยงบุตรชายจนอ้วนพี โดยมีไป๋หลานช่วยทำอาหารให้พวกเขาได้กิน

         “มาเถอะเดี๋ยวข้าเอากระดูกหมูไปเก็บก่อน แล้วจะไปหาหน่อไม้มาต้มให้เจ้า บิดาเจ้าคงจะไปค้างในเมืองใช่หรือไม่” เพราะตลาดที่บิดาของหลงฉีไปขายเปิดเช้ามืด หลังจากแล่เนื้อเสร็จก็คงจะไปรอเวลาตลาดเปิด หลงฉีจึงมานอนที่บ้านของนางเป็นแน่

         “พี่ไป๋หลานนี่ฉลาดปราดเปรื่องนักขอรับ”

         ไป๋หลานส่ายหน้าให้กับความขี้ประจบของเจ้าหลงฉีน้อย แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธทั้งน้อมรับคำชมแต่โดยดี แล้วไปหยิบตะกร้าสานของตัวเองพร้อมกับมีดขอและมีดง้าว เพื่อนำไปขุดหน่อไม้ใกล้ป่าไผ่ริมลำธาร

         หลงฉียืนยิ้มปุ้มปุ้ยอยู่หน้าเรือน พร้อมนึกถึงรสชาติของหน่อไม้ต้มกระดูกของพี่ไป๋หลาน พลันน้ำลายสอจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปาก

         หลังจากคราวนั้นที่พี่ไป๋หลานช่วยเหลือเด็กน้อยอย่างเขาเอาไว้ ชีวิตนี้เขาก็ขอติดตามพี่ไป๋หลานไปตลอด และจะช่วยพี่ไป๋หลานทุกอย่างตามที่บิดากำชับเอาไว้ แต่ระหว่างนี้ฝีมือการทำอาหารพี่ไป๋หลานนับว่าร้ายกาจ แม้อาหารพื้น ๆ เขาก็กินจนจุก บัดนี้กลายเป็นเด็กน้อยตุ้ยนุ้ยตัวขาวอวบน่ารักน่าหยิกที่สุดในหมู่บ้านชายเขา

         ไป๋หลานเอาของไม่นานก็กลับมา พร้อมกับตั้งกลไกไว้รอบบ้านที่หากคนที่ไม่ได้รับเชิญบุกมา ย่อมหนีไม่พ้นลูกธนูและลูกดอกที่นางวาง และทำไว้ป้องกันตัว ด้วยตัวเองอยู่ลำพังกับความสามารถที่มี จึงเปลี่ยนอาวุธธรรมดาให้ร้ายกาจได้ไม่พอ นางยังทำให้ท่านลุงหลงซ่งไปขายในเมืองบ้าง แต่นางทำไม่บ่อยนัก เพราะนั่นจะทำให้ราคาของหน้าไม้ของนางราคาถูกลง และมีคนทำเลียนแบบได้ง่าย

         ของดีต้องทำให้น้อย ๆ หน่อยจึงจะมีค่าราคาแพงเพราะหายาก ทั้งยังให้ท่านลุงหลงซ่งช่วยปกปิดที่มาของอาวุธที่นางทำ

         “ไปกัน” สิ้นเสียงไป๋หลาน น้องชายอย่างหลงฉีก็เดินตามพี่สาวไปทันที เนื่องจากอากาศร้อนมากเดินได้สักพักไป๋หลานจึงชวนหลงฉีดื่มน้ำก่อน และนางเอากระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำมาด้วยส่งให้เด็กตัวอ้วนดื่มก่อน

         “ขอบคุณขอรับ” หลงฉีรับกระบอกน้ำมาดื่ม เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก จึงส่งให้พี่ไป๋หลานดื่มบ้าง

         หลังจากนั่งพักสักครู่จึงเดินกันต่อไปถึงป่าไผ่ หน่อไม้ที่แทงขึ้นจากดินมีแต่หน่ออวบ ๆ ทั้งนั้น หลงฉีช่วยกันงัดออกกับพี่ไป๋หลาน จากนั้นก็เป็นคนเก็บลงตะกร้า และคิดว่าพรุ่งนี้จะชักชวนกันมาเก็บไปขายที่ตลาด

         “เต็มแล้วขอรับพี่ไป๋หลาน” หลงฉียกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อของตนเองก่อนจะบอกพี่สาว แต่ทว่าพี่ไป๋หลานกลับนั่งเพ่งมองบางอย่างอยู่ไม่ได้สนใจคำพูดของเขา

         “พี่ไป๋หลานทำสิ่งใดอยู่ขอรับ” หลงฉีหันกลับไปมองพี่สาวของตนเอง แล้วก็เห็นว่าก้ม ๆ เงย ๆ ดูบางสิ่งอยู่จึงเข้าไปสมทบ

         “เลือด!”

         พี่ไป๋หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเครียด ทำให้หลงฉีขยับใกล้กับพี่สาวพร้อมทั้งก้มลงดูรอยเลือดนั้นด้วยกัน

         ไป๋หลานจับขึ้นมาก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่ยังเป็นเลือดที่สดใหม่อยู่ เมื่อมองไปตามทางเห็นเป็นระยะ จึงเรียกให้หลงฉีเดินตามมาพร้อมกับมีดในมือเพื่อป้องกันตัว หากมีคนร้ายซ่อนอยู่แถวนี้

         ขณะที่นางกำลังมองไปยังกองเลือดที่กระจุกบ้าง ขาดหายไปบ้างก็พบว่าคนที่มีบาดแผลต้องเดินมาทางนี้เป็นแน่ ด้วยความอยากรู้เพราะพื้นที่นี้ หากวิ่งตรงไปก็จะเป็นบ้านของนางที่ตั้งอยู่ก่อน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเองต้องตรวจสอบให้ดี

         “หลงฉีอย่าเข้าไป เจ้าไปรอข้างนอก หากมีคนร้ายจะได้วิ่งไปตามคนมาช่วยได้ทัน” ไป๋หลานเป็นห่วงน้องชาย จึงเตือนเขา

         “พี่ไป๋หลานท่านดูถูกลูกชายพรานป่าอย่างข้าเกินไปแล้วนะขอรับ”

         ไป๋หลานอยากดีดกะโหลกเจ้าคนอวดดีจริง ๆ มันใช่เวลาไหม นี่ไม่ใช่กลางหมู่บ้านที่เจ้านั่นจะเอานางไปอ้างเพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านรังแกนะ

         “อย่าดื้อออกไป” ไป๋หลานขึ้นเสียงเข้มเจ้าหนูน้อยที่เชื่อฟังนางจึงไม่กล้าตามเข้าไป ได้เพียงแต่ยืนห่าง ๆ รอฟังเสียงของพี่สาว

         จนเวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ พี่สาวของตนก็ยังไม่ออกมา ทำให้หลงฉีร้อนอกร้อนใจนัก เขาจึงเรียกพี่สาวหนึ่งคำ

         “พี่ไป๋หลานท่านเป็นอันใดหรือไม่ ส่งเสียงหน่อยขอรับ” เขาคิดในแง่ดีไม่ได้เลย เพราะเงียบแบบนี้เป็นไปได้หลายอย่าง หากมีคนร้ายจริง ๆ เขาจะได้วิ่งไปตามคน

         “หลงฉีไปตัดเถาวัลย์มาเยอะ ๆ”

         หลงฉีเมื่อได้ยินพี่สาวตอบกลับก็สบายใจ เขาจับมีดไปตัดเถาวัลย์ที่ขึ้นชื่อว่าเหนียวอย่างมากมาหลาย ๆ เส้นจากนั้นจึงเดินเข้าไปบริเวณที่พี่สาวนั่งจ้องอยู่ แล้วเห็นเป็นร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่อายุน่าจะมากกว่าพี่ไป๋หลานของเขาสักห้าปีเห็นจะได้ จากนั้นจึงสอบถาม

         “เขาตายแล้วหรือไม่” หลงฉีถามอย่างไร้เดียงสา

         “โอ๊ย...ข้ายังไม่ตาย” เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาจากปากที่แตกระแหง สีปากซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย

         “ข้าว่าไม่ตายก็ใกล้แล้ว” หลงฉีตอกย้ำให้คนที่นอนนิ่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีแดงสด และเป็นชุดที่หลงฉีไม่มีปัญญาซื้อมาใส่แน่ ๆ แต่ชายผู้นี้กลับใส่ได้อย่างสบาย ภายในใจรู้สึกอิจฉาพี่ชายผู้นี้

         “ข้าบอกว่า เอาธนูที่แทงก้นข้าออกให้ไม่ได้หรือ”

         ไป๋หลานส่ายหน้าให้ทั้งสองคน ท่าทางดื้อเช่นนี้ไม่เป็นคุณชายตระกูลใหญ่ตกยาก ก็เป็นคนมียศศักดิ์ เดิมนางไม่อยากยุ่งกับคนเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่อยากอยู่อย่างไม่เป็นสุข ต่อให้อยู่อย่างขัดสนแต่นางก็สุขสบายดี เสื้อผ้าในหีบของมารดาที่ทิ้งไว้ก็มากมาย นางใส่ได้จนสาว

         “ช่วยกันจับมัดเอาไว้ ลากเขากลับบ้าน” ไป๋หลานตัดการโต้เถียงของคนเจ็บกับน้องชายข้างบ้านลง จากนั้นให้หลงฉีมัดเขา ด้วยแรงของนางลากเขาไปได้แต่อุ้มเขาทำไม่ได้ เพราะตัวเขาใหญ่เก้งก้าง มันจะทำให้นางเดินลำบาก แต่ทว่าหากลากกลับบ้านไม่มีปัญหา

         “เดี๋ยว...เจ้าจะจับข้าไปไหน มัดข้าไม่ได้นะ ข้าเป็นถึงเยียนอ๋อง” หลัวอวิ๋นที่มียศศักดิ์เป็นถึงเยียนอ๋องยอมรับไม่ได้กับการที่ถูกมัดอย่างนักโทษ แล้วลากกลับ

         “หากเจ้าอ้างยศศักดิ์ได้ เจ้าก็ลองเดินเองดู” ไป๋หลานไม่อยากพูดมาก จะกลับหรือจะอยู่ให้เขาเลือกเอง

         หลัวอวิ๋นไร้ทางเลือก ขาเขาไม่รู้หักหรือไม่ กับก้นที่มีธนูปักทำให้น่าอับอาย อย่างไรเขาก็ลุกขึ้นไม่ได้เว้นเสียแต่พวกนางช่วยเขา และเจ้าเด็กพวกนี้คงไม่มีปัญญาแบกเขากลับ จึงคิดเอาเถาวัลย์ลากเขาไป

         ความอัปยศนี้เยียนอ๋องทดเอาไว้ในใจแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องให้นางช่วยเหลือ จึงจำใจยอมรับ

         “ก็ได้” เขาตอบเสียงแผ่ว แต่ทว่าเรียกใบหน้ายิ้มเยาะจากนางออกมา ทำเอาเยียนอ๋องขายหน้านัก

         “พี่ไป๋หลาน เอาเขาไปเป็นภาระนะ ไหนจะต้องแบ่งต้มหน่อไม้ให้เขาอีก ข้าว่าทิ้งให้ตายอยู่ตรงนี้ดีกว่า นอกเสียจากเนื้อเขาจะอร่อยเท่าหมูป่า”

         เยียนอ๋องได้ฟังเจ้าหนูน้อยนี่พูดถึงกับกัดฟัน ตัวแค่นี้คิดจะกินเขาเชียวรึ เป็นปีศาจหรือไง

         “นี่เจ้ากินเนื้อคนรึ”

         หลงฉีกอดอกแล้วมองหน้าชายคนเจ็บอย่างถือดี

         “ก็ไม่กินน่ะสิ แต่หากเจ้ากลับไปแล้วข้าให้เจ้ากินแต่หน่อไม้ ต้มกระดูกของข้านะ” หลงฉีไม่ค่อยได้กินเนื้อบ่อยนัก เขาย่อมใจดำไม่แบ่งง่าย ๆ

         ไป๋หลานหัวเราะออกมา ที่แท้เจ้าอ้วนของนางก็ห่วงแต่ของกิน เอาเถอะเอาไว้ค่อย ๆ สอนเขาก็แล้วกัน ตอนนี้นางร้อนและก็เหนื่อยแล้วลากเขากลับไปค่อยว่ากัน

         “มัดคอเขาด้วยหรือไม่” หลงฉีแกล้งถามพี่ไป๋หลานหวังกลั่นแกล้งพี่ชายผู้นี้

         “เจ้าหนูน้อย ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า” เยียนอ๋องไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องมาเจอเจ้าหนูน้อยพวกนี้  

         เมื่อเอาเถาวัลย์มัดเรียบร้อยแล้ว หลงฉีรับหน้าที่เอาหน่อไม้กลับ กับหิ้วตะกร้าของพี่ไป๋หลาน ส่วนพี่ไป๋หลานนั้นเอาร่างชายแปลกหน้าที่แต่งตัวดูดีกลับไป ท่ามกลางความขี้เหนียวของกินของเจ้าหลงฉี ที่พูดอยู่ข้างร่างของเขาไม่หยุด

         “บอกไว้ก่อนเลยเจ้าได้กินแค่หน่อไม้!”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 10 สองพี่น้องแสดงฝีมือ

    ในตำหนักรับรองราชทูตต่างแคว้น แม้ว่าองค์ชายใหญ่ของแคว้นไห่หยางที่มีตำแหน่งเป็นถึงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทคนต่อไป แต่ทว่ายังไม่ได้อภิเษกกับผู้ใดจึงสนอกสนใจเป่ยหนิงเป็นพิเศษ แต่เท่าที่รู้ข่าวคือเขารับรู้ว่าองค์หญิงของแคว้นเป่ยหนิงแทบสิ้นไปเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไปแล้ว จึงได้แต่เศร้าใจที่ไม่อาจคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้ จึงยกเรื่องการค้าขึ้นมาถก ส่วนองค์หญิงสามน้องสาวของเขานั้นชื่นชอบขนมและได้ยินขนมร้านหลานฉีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงขอร้องผ่านจดหมายว่าอยากให้เถ้าแก่ของร้านเป็นผู้ทำให้จึงรีบเข้าไปในวังโดยไม่แวะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว และทำให้องค์ชายใหญ่ระอาใจกับอาการเห็นแก่กินของน้องสาวผู้นี้นัก “เฝิงผิง เจ้าสำรวมกิริยาหน่อยรู้หรือไม่ อับอายขายหน้าแคว้นไห่หยางหมดแล้ว” เฝิงเหล่ยองค์ชายใหญ่แห่งไห่หยางปรามน้องสาว “ข้ามองหาองค์ชายรองจี้เฟิงแห่งเป่ยเหลียงต่างหากพี่ใหญ่ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ เขาให้พวกเราเข้ามาก่อน แต่ทว่าขบวนขององค์ชายรองเงียบเชียบราวกับไม่มีคน” เฝิงผิงเดิมก็ไม่อยากรออยู่หน้าประตูเมือง เมื่อรับรู้ว่าอ

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 9 ดังไกลถึงสามแคว้น

    หลังจากเดาได้ราง ๆ ว่าพี่ไป๋หลานยืมมือเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าขุนนางที่มีอันจะกินออกมาบริจาคทานบ้าง แจกของบ้าง แจกอาหารบ้างเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะถูกจัดระเบียบในอีกไม่ช้า และด้วยการดำเนินการที่ต้องมีหลายขั้นตอนทำให้ไม่อาจรีรอได้ เพราะท้องของคนเหล่านี้ยังคงหิวอยู่ทุกวัน และไม่แปลกที่ระยะนี้จะมีป้ายชื่นชมเหล่าขุนนางแต่ละจวนไปติดประกาศ และนั่นก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางทำดีแข่งกัน เพื่อหวังให้อยู่ในสายพระเนตรฝ่าบาท และนำมาซึ่งความขุ่นเคืองใจ เพราะทำให้หลงฉีเดือดร้อนหิวข้าวเป็นวัน จนหลงฉีงอนทั้งพี่สาวและพี่เขยไม่ยอมเข้าวังไปเล่นด้วย และเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นว่าเล่น เพราะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบใหม่ ๆ มาทำขนม และหาของขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นทั่วหนิงโจวมาทำเป็นขนมในร้านของหลงฉี แต่เขานั้นไม่รู้เลยว่าร้านขนมของเขาที่มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกินขนมที่ชายแดน จะนำพามาซึ่งความมีชื่อเสียงจนราชทูตต่างแคว้นที่มาเยี่ยมเยือนล้วนอยากลิ้มลอง และคนเหล่านั้นก็เป็นถึงเหล่าองค์หญิงองค์ชายอีกด้วย ระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงของหลงฉีกับกู่เจิ้งฮวาที่ออกไปรับลูกท้อจักรพรรดิของเมืองข้าง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 8 เถ้าแก่ใหญ่ใจดีมาก

    ร้านเปิดได้สองวันก็เป็นที่นิยม ไม่แม้แต่คนชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านทั่วไปก็มาต่อแถวซื้อขนมของร้านหลานฉี ขนมที่กระทั่งฝ่าบาทและฮองเฮายังโปรดเสวย แน่นอนว่ามันย่อมมีรสชาติดีทั้งหอมและหวานเป็นอย่างยิ่ง และข่าวลือนั้นก็มาพร้อมกับอีกข่าวลือของเถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมหลานฉี “เถ้าแก่ใหญ่มีน้ำใจจริง ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ อยากกินขนมก็ไม่คิดสักอีแปะ ขนมนี่ใช้น้ำตาลน้อยเมื่อไหร่ และของดีราคาแพงทั้งนั้น แต่ขายให้พวกเราราคาถูกเหลือเกิน เช่นนั้นต้องอุดหนุนเถ้าแก่ใหญ่กันให้มาก ๆ” เสียงเล่าลือของชาวบ้านจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่และทบทวีไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยที่เถ้าแก่ใหญ่ตัวน้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองมีชื่อเสียงแล้ว “กู่เจิ้งฮวานั่นเจ้าทำอะไร” “ช่วยยกน้ำชาเจ้าค่ะ” กู่เจิ้งฮวาหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบ แต่ทว่าสีหน้าของคุณชายน้อยฉีกลับทำให้นางแปลกใจ “มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณชายสีหน้าเช่นนั้น” “ไม่มีอะไรข้าแค่อยากปรึกษาเจ้า จะเอาขนมไปให้ขอทานในอารามหย่งเล่อ” หลงฉีเมื่อได้ให้ขนมแก่เด็กวันก่อนภายในใจเขามีความสุขมาก ทำให้เขาอยากแจกขนมอีกครั้ง และครั้ง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 7 ฟื้นฟูร้านกับเมนูขนมใหม่

    ผ่านไปเจ็ดวันร้านขนมของเถ้าแก่ใหญ่หลงฉีก็กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมกับสาขาเซิ่งตูที่กำลังจะเปิดอีกไม่นานสำหรับนั่งรับประทานด้านในร้านอีกด้วย แน่นอนว่าต้องมีน้ำชาตำรับในวังหลวงด้วย แต่ทว่าสูตรลับนี้มาจากพี่ไป๋หลานนั่นเอง “ชาพุทธาแดงบำรุงโลหิต, ชาลำไยแห้งบำรุงกำลังและหัวใจ , ชากุหลาบบำรุงลมปราณช่วยใจสงบ” หลงฉีจดตามที่พี่ไป๋หลานบอกแล้วก็จะจ้างคนที่ลายมืองดงามเขียนพร้อมกับวาดรูปชาตกแต่งไว้ในร้าน คนที่มาจะได้อ่านข้อความจนเกิดการอยากสั่งชามาชิม “นั่นเจ้าเขียนถึงไหนล่ะ” ไป๋หลานที่วันนี้หนีออกจากวังมาร้านหลานฉี เพื่อจะตรวจดูด้วยตนเองว่าเพิ่มเติมในส่วนไหนได้บ้าง “ก็เขียนถึงชากุหลาบขอรับ” หลงฉีกล่าว “เจ้าคิดว่าเพิ่มชาอื่นอีกดีหรือไม่” หลงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามี ‘ชาโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นหอมเด่นชัดช่วยในร่างกายสดชื่นอีกหนึ่งอย่าง เขาเคยดื่มที่ร้านในโรงเตี๊ยมเส้นทางมาเมืองหลวง “ชาโม่ลี่ฮวาขอรับ” ไป๋หลานเห็นด้วยทันที ชานี้ขึ้นชื่อเรื่องหอมยิ่งนักคู่กับชาหอมหมื่นลี้ทีเดียว ตอนนี้ขนมก็พร้อมแล้วชาก็พร้อมแล้วเช่นกันเหล

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 6 ร้านถูกวางเพลิง

    ฝีเท้าที่เร่งตึกตักพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่สั่นระรัวส่งผลให้เท้าของเขาก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงต้นตอของเหตุเพลิงไหม้ และเมื่อถึงด้านหน้ามองอาคารที่หลงฉีเคยยืนมองอย่างภาคภูมิใจโหมด้วยเพลิงไฟเข่าแทบทรุด “คุณชาย...คุณชายน้อย” กู่เจิ้งฮวาซอยเท้าเล็ก ๆ ตามมาจนถึงตัวคุณชาย เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้นางตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องกับร้านขนมหลานฉีของคุณชายน้อย “ระร้าน...ร้านขนมของข้า!!” หลงฉีแทบใจสลาย นี่เป็นร้านแรกในเมืองหลวงที่เขาปั้นมาเองกับมือ และเป็นร้านที่ขายดีที่สุดไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วไปคว้าถังน้ำไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างขะมักเขม้นเร่งดับไฟ จนเมื่อคนของทางการมาถึงแล้วกำลังทหารที่แข็งแรงกว่าดับไฟกันอย่างรวดเร็วทำให้เพลิงสงบลง แต่ใจของหลงฉีร้อนยิ่งกว่าไฟที่มอดไหม้ร้านของเขาในตอนนี้นัก “ใต้เท้า...ใต้เท้า...เป็นการวางเพลิงขอรับ ถังน้ำมันนี่คือหลักฐาน” หลงฉีคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้นอกเสียจากโกวเต๋อจื้ออีกแล้ว การที่เขาไปจัดการมันจนอยู่หมัดในวันนี้ไม่นึกว่ามันจะตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบแม้อย

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 5 เถ้าแก่เท้าพิฆาต

    เสียงนั้นทำให้เหล่าทหารเข้ามาเพื่อปกป้องฝ่าบาท เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มาก่อกวนหวังปองร้ายฝ่าบาทหรือไม่จึงเข้ามาขวางเอาไว้ “นี่พวกเจ้า!” หลงฉีเปิดหน้าต่างมองไปยังคนเหล่านั้น และมักเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นชาวบ้านริมชายแดน แต่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเขาแต่เขาจำหน้าได้เพราะเคยไปวิ่งเล่นหมู่บ้านข้าง ๆ บ้างตอนที่ยังไม่โดนรังแก “หลงฉีรู้จักพวกเขารึ” ไป๋หลานไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้คือใคร ปกตินางอยู่ชายแดนก็ไม่ค่อยสมาคมกับผู้ใดนัก กระทั่งสหายสักคนยังไม่มี ไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก “พี่ไป๋หลานคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ที่เราไปขึ้นเกวียนวัวไปตลาดม่อยวนอย่างไรขอรับ” หลงฉีพูดแล้วก็เจ็บใจ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาด่าว่าพี่เขยของเขาเป็นทรราช ทั้ง ๆ ที่พี่เขยของเขาออกจะใจดีมีเมตตาไม่พอ ยังเห็นแก่ประชาเป็นหลัก ฮ่องเต้มากคุณธรรมเช่นนี้จะหาจากที่ใดได้อีก “ข้าว่าแปลกประหลาด ฝ่าบาทจับชาวบ้านเหล่านี้ไปสอบสวนเถิด แต่ข้าจะสอบสวนเอง” ไป๋หลานไม่ไว้ใจคนของทางการ ไม่รู้ว่าปิดหูปิดตาพวกนางบ้างหรือไม่ และเขาก็ราชกิจมากมาย อาจดูแลไม่ทั่วถึงดังนั้นนางจะจัดการเอง หลงฉีเห็นด้วย คนชาย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status