เข้าสู่ระบบจิ่งอี้ซ่อนตัวอยู่ข้างรั้วบ้านเช่าหลังเล็กท้ายตรอกแคบ ไม่นาน ก็เห็นร่างผอมบางของสตรีที่สวมชุดบุรุษโผล่ออกมา เขาติดตามนางไปห่างๆ จนมั่นใจว่านางแอบเข้าไปในเรือนพักของกัวเอินถง ก็กลับไปรายงานให้ท่านชายของตนได้ทราบ
“คนของแม่นางกัวนัดพบกับคนท้ายตรอกขอรับ พวกนั้นคือคนของเผ่าเหลียนซาที่เดินทางมาพร้อมกัน แต่แยกกันเป็นสองส่วน ข้าตามนางออกจากเรือนพักทูตต่างแคว้นตั้งแต่ขาไปจนขากลับไม่คลาดสายตาเลยขอรับ”
จีหลุนยกยิ้มมุมปาก “ดี ให้คนของเราติดตามให้ดี นางคงจะให้คนพวกนี้ส่งข่าวกลับเผ่าเหลียนซา ข้าอยากรู้ว่าพวกเขาติดต่อกันอย่างไร?”
“ขอรับ” จีหลุนรับคำแล้วถอยจากไป
บนลานระเบียงกว้างหน้าเรือนนอนของจีหลุนยามหัวค่ำมีเพียงบุรุษองอาจสองคนนั่งร่ำสุรา ลี่เทียนเป่าที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ รินสุราแล้วยกขึ้นจิบ
“ภรรยาของเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมมากพอตัวเลยทีเดียว มีทั้งคนติดตาม มีทั้งคนอยู่ข้างนอก อยากรู้จริงๆ ว่าแผนการแต่งงานกับเจ้าเพื่อการใด?”
ท่านชายจีถอนหายใจ “ข้าก็ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมาถึงตนเอง รู้อยู่ว่าการแต่งงานของข้า ต้องอยู่ภายใต้สายพระเนตรของฮ่องเต้ เจ้าก็รู้ว่าสกุลจีคือหนึ่งในสี่สกุลที่เหลือ หากว่าปล่อยให้สกุลจีมีอำนาจมากเกินไปก็คงไม่เหมาะ”
“แต่น้องชายเจ้าก็แต่งงานกับรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายเชียวนะ”
“หลี่เจี๋ยน่ะหรือ? เขานับว่าเป็นพระญาติของฮ่องเต้เพราะน้องสาวเป็นพระชายาของชินอ๋อง”
กุนซือหนุ่มได้ยินก็ทำตาโต “อ๊ะ? อย่าบอกนะว่าที่น้องสาวของเจ้าแต่งให้กับฟ่านหลี่เจี๋ยเพราะแก้ปัญหาเรื่องความสงสัยของฮ่องเต้”
“สมแล้วที่เจ้าเป็นกุนซืออันดับหนึ่ง”
“ฟ่านหลี่เจี๋ยรู้เรื่องนี้หรือไม่?”
“คนฉลาดอย่างเขามีหรือจะไม่รู้ แต่ตอนนี้เขากับอิงอิงก็ผูกสมัครรักใคร่กันเป็นอย่างดี มีหลานให้ข้าอุ้มตั้งหลายคน” จีหลุนยิ้มละไมเหมือนคิดถึงหน้าเด็กๆ ที่รุมล้อมเรียกเขาว่าท่านลุง
“ตระกูลใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ มักจะต้องเผชิญกับความซับซ้อนทั้งอำนาจและความร่ำรวย”
จีหลุนถอนหายใจ มองหน้าสหาย “เพียงแต่ข้าคิดไม่ถึงว่าสมรสพระราชทานจะมาถึงข้าโดยไม่อาจบิดพลิ้วเพราะมีเรื่องบ้านเมืองค้ำอยู่”
“แต่ชะตาของเจ้าในเรื่องนี้เป็นไปในทางดี บางทีอาจจะมีจุดที่เจ้ากับนางหาทางออกกันได้”
“คงมิใช่ว่าข้ากับนางครองคู่กันอย่างมีความสุขหรอกนะ เห็นๆ อยู่ว่าพี่ชายนางทำร้ายข้าจนเหมือนตายทั้งเป็น สามปีกว่าแล้วที่ข้าไม่อาจตอบรับแม่สื่อคนใดได้ เป็นเพราะเจ้ากัวเยี่ยนสือผู้นั้น”
จีหลุนสีหน้าเคียดแค้น แม้เขาจะยังไม่เคยร่วมรักกับสตรีใดแต่ใจก็แอบวาดหวังว่าสักวันตนเองจะได้แต่งงานกับสตรีที่ตนเองรักและมีบุตรกับนางเพื่อสืบสกุล
“ใจเย็นๆ เหล่าจี เรื่องของเจ้ายามนี้พอเห็นหนทางแก้ไขแล้ว”
จีหลนกำจอกสุราแน่น “ชะตาชีวิตของข้าช่างน่าอนาถ พอเห็นหนทางจะรักษาตัวได้หาย แต่ข้าก็ต้องแต่งงานกับสตรีเจ้าแผนการที่พิการ หากกำจัดนางออกจากสกุลจีไม่ได้เห็นทีความสุขชั่วชีวิตที่ข้าใฝ่ฝันคงไม่มีวันเป็นจริง”
“ในเมื่อกระดองเต่าทำนายแล้วว่าเป็นเรื่องดี เราก็ค่อยๆ มองหาช่องทางไปเถิด ข้าว่าคงมีทางออกรอเจ้าอยู่เป็นแน่”
แม่ทัพหนุ่มโบกมือไปมา “เรื่องนางเอาไว้ก่อนเถิด ยามนี้ข้าเป็นห่วงว่าคนของห้าเผ่าน่าจะแฝงกายมาอยู่ในเมืองหลวงเต็มไปหมดแล้ว เมืองหลวงยามนี้เต็มไปด้วยคนต่างบ้านต่างเมืองเข้าออก ทั้งคนแคว้นอื่นมาแต่งงานกับคนแคว้นเรา ปะปนจนยากจะแยกแยะให้ชัดเจน”
“ค่อยๆ สืบไปก็แล้วกัน อีกไม่นานจิ่งอี้ก็น่าจะหาตัวสายลับของพวกเขาเจอทั้งหมด”
“ก่อนวันแต่งงานก็น่าจะสืบหาได้จนครบ”
“ท่านกั๋วกงได้กล่าวถึงลางร้ายของเมืองกับเจ้าบ้างหรือไม่?”
แม่ทัพหนุ่มส่ายหน้า “ท่านพ่อว่ามีอุปสรรคเล็กน้อย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือดวงดาวของข้าที่ถูกดาวศัตรูเล็ง ในครานี้ข้าก็คือเป้าหมาย”
จีหลุนนั่งจิบสุราและเล่าให้ลี่เทียนเป่าฟังถึงวิชาคำนวณดวงดาวของ สกุลจี “ท่านปู่ของข้าสามารถทำนายชะตาเมืองได้จากดวงดาว วิชานี้ถ่ายทอดเฉพาะบุตรชายคนโตเท่านั้น ข้าเองก็เพิ่งเรียนรู้ได้ไม่นาน ตอนที่เราอยู่ค่ายพยัคฆ์ไฟข้าก็เห็นว่าดวงดาวประจำแคว้นหมิงก็ยังสุกสกาว แต่เพื่อให้มั่นใจจึงกลับมาถามท่านพ่ออีก”
“เจ้าดูดวงดาวประจำตัวของตนเองไม่เป็นหรือ?”
จีหลุนหน้าเจื่อนลง เสรินสุราลงจอกแล้วยกขึ้นดื่ม “ข้ายังไม่ได้เรียนเชิงลึก จึงดูได้เพียงว่าตนเองจะเป็นอันตรายหรือไม่?”
“อ้อ...พูดง่ายๆ ว่า เจ้าเป็นมือใหม่ว่างั้นเถอะ”
“ทำนองนั้น” ชายหนุ่มหมุนจอกในมือเล่น “ในเมื่อเจ้าเองก็รู้เรื่องตรามังกรคู่แล้ว ข้าก็จะเล่าอย่างไม่ปิดบัง แต่เดิม ข้าก็ไม่ได้สนใจวิชาคำนวณดวงดาวมาก่อน ฝึกฝนเพียงการต่อสู้ แต่พอ...มีการตามหาตรามังกรคู่ในช่วงนั้น ท่านพ่อของข้าจึงได้เริ่มสอนข้า”
ลีเทียนเป่าพยักหน้า เขารู้ว่าวิชาคำนวณดวงดาวนั้นมีข้อจำกัดเพราะต้องใช้เวลาค่ำคืนในการสังเกตและต้องใช้หลายค่ำคืนต่อเนื่องกันจึงจะได้ผลแม่นยำ
“ข้ารู้ เจ้าเป็นนักรบ จะให้มาคอยเฝ้าสังเกตดวงดาวทุกค่ำคืนคงเป็นไปได้ ท่านกั๋วกงคงมีเจตนาเพียงให้เจ้าใช้มันในการเอาตัวให้รอดปลอดภัยเท่านั้น”
วิชาของจีหลุนดูท้องฟ้าได้แม่นยำในยามค่ำคืน ส่วนวิชาของลีเทียนเป่าจะดูความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน ในการทำนายเหตุการณ์เขามักจะใช้กระดองเต่าที่เพื่อให้คำตอบที่จีหลุนต้องการ
ในยามที่จีหลุนอยู่ในสมรภูมิ เขาจะจดจำสิ่งที่ลีเทียนเป่าบอก ก่อนออกรบเพื่อให้ได้เปรียบ ทั้งสองต่างศึกษาตำรากลศึกมาจำนวนมาก ก่อนจะต่อสู้ทุกคราวต้องมีการปรึกษาหารืออย่างละเอียด
...ประมาทเพียงน้อยนิด อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืน
ก่อนงานสมรสพระราชทาน จิ่งอี้ก็หาตัวคนที่ติดต่อกับกัวเอินถงพบอีกหลายคน ในเมืองหลวงมีคนเผ่าเหลียนซาแฝงกายอยู่พอสมควร
“พวกเขาหาซื้อสมุนไพรบรรเทาอาการได้รับพิษขอรับ”
“รักษาอาการได้รับพิษ เป็นผู้ใดกัน? ผู้ใดกันได้รับพิษจนต้องมาหาซื้อสมุนไพรถึงในเมืองหลวง” ลี่เทียนเป่าขมวดคิ้ว
“แม่นางเหย้าผู้นั้น พยายามไปถามหาท่านหมอหญิงเกาที่โรงหมอเกาหลายหนแล้วขอรับ แต่เห็นว่าท่านหมอหญิงมิได้กลับมาหลายเดือนแล้ว นางก็เลยคว้าน้ำเหลว ท่านชายขอรับ เป็นไปได้หรือไม่ที่กัวเยี่ยนสือถูกพิษ?” คิ้วของ จิ่งอี้ขมวดมุ่น เขาสะกดรอยคนพวกนั้นมาร่วมสิบวัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพยายามสืบหาหมอรักษาพิษและยาสมุนไพรชั้นดี
จีหลุนชะงัก “เป็นไปได้อย่างไร? อาวุธของข้าไม่เคยเคลือบพิษสักหน่อย คนผู้นั้นก็แค่ต่อสู้กับข้า แล้วจะไปโดนพิษในยามใด?”
“เหล่าจี ท่านหมอหญิงเกาผู้นี้ สมญานามยุทธภพก็คือฮูหยินไร้รอย นางเชี่ยวชาญการวางพิษและรักษาพิษ และยังมีความลับอีกอย่าง ซุบซิบกันว่านางเป็นพระอาจารย์ของหลวนฮองเฮาด้วย” ลี่เทียนเป่ายกมือกอดอก “ดูเหมือนจะมีคนสำคัญในเผ่าเหลียนซาถูกพิษเข้าไปจริงๆ”
“เรื่องนี้คงเป็นความลับของเผ่าเหลียนซา ที่นางมาสวามิภักดิ์ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะมาตามหาหมอหญิงเกาผู้นี้ด้วย”
ลี่เทียนเป่ามองดูดวงตาแข็งกร้าวของสหาย “คืนเข้าหอ เจ้าก็อย่าเพิ่งใจร้อนจับนางไปสอบสวนเล่า? จะโกรธจะแค้นอย่างไรก็ใจเย็นๆ ถึงอย่างไร นางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเจ้า”
การประชุมในท้องพระโรงก่อนวันแต่งงานไม่กี่วัน ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้จีหลุนย้ายมาทำงานที่กองทัพหลวง กองกำลังเป็นกองทหารที่จัดตั้งขึ้นภายในการสั่งการของฮ่องเต้โดยเฉพาะ มีจำนวนทหารในมือร่วมหนึ่งหมื่นคน ค่ายกองทัพหลวงอยู่ด้านนอกห่างออกไปเพียงห้าลี้
“นับว่ามีความเหมาะสม แคว้นหมิงมีเหตุกบฏมาหลายคราว ในเมืองหลวงมีเพียงมือปราบคอยดูแล กำลังทหารก็มีเพียงที่ดูแลในวังหลวงและกำแพงเมืองทั้งสี่ด้าน หากเกิดปัญหาขึ้นก็ยากจะแก้ไขได้ทันท่วงที”
“เหล่าจี เห็นได้ว่าฮ่องเต้ทรงคิดจะให้เจ้าอยู่ในเมืองหลวงอีกนานเชียว”
“หวังให้ข้าอยู่หรือกัวเอินถงอยู่กันแน่?”
“หลังจากเจ้ากับนางแต่งงานกันแล้วก็คงต้องให้อยู่เมืองหลวงไปอีกสักระยะเพื่อจะได้ติดตามความเคลื่อนไหว เจ้าคิดหรือว่าเบื้องบนจะไม่ตามสืบเรื่องของนาง”
จีหลุนนึกถึงเรื่ององครักษ์เงาที่จิ่งอี้บอกว่าเห็นโดยบังเอิญตอนที่ตามแม่นางเหย้าผู้นั้นไปเป็นครั้งที่สอง
“หูตาของฮ่องเต้ไม่ใช่ธรรมดา ยากนักที่ผู้ใดจะรอดพ้นไปได้”
เมื่อย้อนกลับมายังเผ่าเหลียนซาอีกครั้ง จีหลุนรีบถือโอกาสตอนที่พ่อตายังนอนอยู่บนเตียงขอลาแม่ยายกลับไปยังแคว้นหมิง ผู้เฒ่าโอสถเห็นดีเห็นงามจึงได้มอบยาเม็ดพลังม้าศึกให้กัวเอินถงอีกแปดเม็ด “เจ้ากินเดือนละเม็ดก็พอ ร่างกายและลูกน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง เดินทางไกลก็ไม่กระทบกระเทือนครรภ์ เอาไว้เจ้าคลอดลูกแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมที่แคว้นหมิงก็แล้วกัน” จีหลุนได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาภรรยาออกเดินทาง เขาอ้างว่าไม่อาจจะรอให้กัวเฉิงลุกขึ้นเดินได้สะดวก “หากว่ารอจนท่านพ่อของเจ้าหายดี เห็นทีเราคงไม่ได้กลับแคว้นหมิง คราวนี้ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ จากนั้นก็เดินทางกลับไปอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์เหิน ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย จะให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่วังจีก็ไม่วางใจ” กัวเอินถงยิ้มกว้าง ยกสองมือขึ้นลูบแก้มสามีแล้วยื่นหน้าไปจูบที่ริมฝีปากเขาติดๆ กันสองสามที “ข้ารู้ ท่านพี่ไม่ยอมทิ้งข้ากับลูกเด็ดขาด ข้าเองก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นมาแยกเราจากกันหรอกเจ้าค่ะ” สายตาของแม่ทัพหนุ่มวิบวับขึ้นมาทันที “เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะเสี่ยวถง ข้าเป็นคนอ่อนไหวกับการสัมผัสตัวเจ้า ตอนนี้ร่างกายข้าเริ่มร้อนข
กัวเฉิงรู้สึกตัวในวันต่อมา เขาลุกขึ้นได้ก็โวยวายด่าทอลูกเขยเสียงดังลั่น “จีหลุน เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม? ข้าจะฆ่าเซียงเชินด้วยมือของข้าเอง เจ้าทำเช่นนี้ก็เท่ากับไม่เคารพข้า” กัวเอินถงที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบิดาประณามสามีก็รู้สึกทนไม่ได้ “ท่านพ่อ ข้าเป็นคนสั่งให้ท่านพี่ทำเช่นนั้นเอง มันควรหรือที่ท่านจะไปแลกชีวิตกับคนเลวอย่างหัวหน้าเซียง ท่านเป็นถึงผู้นำห้าเผ่า ควรรักษาชีวิตเอาไว้ปกปักษ์ผู้คนในแดนเซี่ยงซาวานจะดีกว่านะเจ้าคะ ในตอนนี้เผ่าฝูซากับเผ่าเซียนซาก็สิ้นผู้นำแล้ว ยังมีเรื่องที่ท่านต้องจัดการอีกมาก พี่เยี่ยนสือเองก็เพิ่งหายป่วย หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใด?” พอถูกบุตรสาวขึ้นเสียงใส่เช่นนั้น หัวหน้าเผ่าเหลียนซาก็หุบปากลงฉับ “จริงด้วยขอรับท่านพ่อ เสี่ยวถงพูดถูก ท่านไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิต ตอนนี้หัวหน้าเซียงก็ตายไปแล้ว เป็นผู้เฒ่าโอสถที่เอาแมงมุมยัดใส่ปากเขาตอนที่ตกลงมาจากหลังคา” กัวเยี่ยนสือบรรยายสภาพการตายของเซียงเชินจนบิดาต้องกำหมัด “สภาพเช่นนั้นไม่ต่างจากตอนที่เจ้าสองคนถูกแมงมุมกัด นับว่าเป็นการตอบแทนที่สาสมแล้ว เห็นทีข้าคงต้องมอบรางวัลแด่ผู้
เซียงเชินกับกัวเฉิงกระโจนตามกันขึ้นไปบนหลังคา กระบวนท่าที่ทั้งสองใช้ล้วนเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่หมายจะปลิดชีวิตของศัตรู กัวเอินถงนึกเป็นห่วงบิดาแต่วิถีของจอมยุทธ์ย่อมต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี นี่เป็นการต่อสู้เพื่อสะสางหนี้แค้นที่นางไม่ควรเข้าไปยุ่ง หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเห็นว่าบิดาถูกกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามฟันเข้าที่แขน แต่ในเวลาไม่นานกัวเฉิงก็สามารถเอาคืนได้สำเร็จ “ไม่เลวเลยจริงๆ หลังจากอาการของพ่อเจ้าดีขึ้น วรยุทธ์ของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมามาก แม้จะไม่เท่าเดิม แต่ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว” ผู้เฒ่าโอสถพยักหน้า “นับว่ายาที่ข้าไปเสาะหามาไม่สูญเปล่า” หญิงสาวพยักหน้า “ยาบำรุงพวกนั้นดีที่สุดเท่าที่มีขายในแคว้นหมิง ข้าให้คนออกไปกว้านซื้อมาจากทุกมุมเมืองตามที่ท่านแนะนำไว้” กัวเยี่ยนสือผู้ไร้วรยุทธ์ถอยไปอยู่ด้านหลังเหล่าองครักษ์ เขามองดู อิ่นเหว่ยถิงกับเฉินอี้ชิงต่อสู้ด้วยความเลื่อมใส และยิ่งได้เห็นน้องเขยที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ไฟแสดงฝีมือแล้วก็ยิ่งอยากจะฝึกวิทยายุทธ์ให้สำเร็จ วันหน้าในยามที่กัวเอินถงกลับไปแคว้นหมิงแล้ว แม่ทัพกัวตัวจริงอย่าง
“เสี่ยวถง เจ้าไหวหรือไม่? ให้ข้าพาไปเข้านอนดีไหม?” จีหลุนสีหน้าเป็นกังวล สามชีวิตในร่างของกัวเอินถงนี้เขาต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ให้ท่านพ่อกล่าวปิดงานก่อนก็แล้วกัน” หัวหน้ากัวลุกขึ้นกล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่เดินทางไปสู้รบจนปราบเผ่าฝูซาได้สำเร็จและขอบคุณที่ช่วยปกป้องจวนสกุลกัวให้ปลอดภัยจากคนเลว พอกล่าวจบทุกคนก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน พลันเสียงตวาดก็ดังขึ้นมาจากหลังคาเรือนใหญ่ “จะรีบไปไหนเล่ากัวเฉิง? คืนนี้ข้ามาเพื่อส่งพวกเจ้าคนสกุลกัวไปเลี้ยงสังสรรค์กันต่อในนรก” สายตาทุกคู่หันไปยังร่างในชุดสีน้ำเงินขลิบทองที่ยืนจังก้าอยู่ข้างบน “หัวหน้าเซียง!” “ใช่! ข้าเอง ข้ามาทวงแค้นแทนบุตรชายของข้า!” “เชอะ! แค้นของบุตรชายเจ้า แล้วแค้นของลูกข้าเล่า? เจ้าใช้แมงมุมพิษมาทำร้ายลูกของข้าก่อน แต่พอถูกทำคืนกลับแค้นเคือง เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกระมัง?” หัวหน้ากัวตะโกนตอบ พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งไปด้านข้าง องครักษ์คนสนิทจึงส่งกระบี่ให้ “ข้าดื่มสุรารอเจ้ามาตั้งนาน ในที่สุดก็โผล่หัวมา ความแค้นระหว่างเราค
เซียงเจียสวี่ที่หมดสติไปนาน ร่างกายร้อนผ่าวราวกับคนหลงทางอยู่กลางทะเลทราย บิดาของเขาเอายาพิทักษ์ร่างมาค่อยๆ ป้อนให้ ทว่าร่างกายที่ถูกพิษแมงมุมกัดกร่อนภายในจนเสียหายไม่อาจฟื้นได้ทัน ทำให้คุณชายสกุล เซียงตกอยู่ในสภาพเดียวกับกัวเยี่ยนสือไม่มีผิด หัวหน้ามือสังหารเล่าความลับที่เซียงเจียสวี่ได้เห็นในถ้ำหินให้กับเซียงเชินฟัง หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดด้วยความโมโห “ที่แท้แม่ทัพกัวก็คือกัวเอินถง ส่วนกัวเยี่ยนสือนอนเป็นผักอยู่ในถ้ำ มิน่า...นางจึงคลุมผ้าทุกครั้งที่ออกมาต้อนรับแขก นี่ข้าถูกตบตามานานตั้งหลายปีหรือนี่?” “วรยุทธ์ของกัวเอินถงร้ายกาจยิ่งนัก พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ซ้ำยามนี้นางยังมีแม่ทัพใหญ่แคว้นหมิงคอยช่วยเหลือ สองสามีภรรยาใจเป็นหนึ่ง ยากนักจะทำลายได้ ดีที่พาคุณชายหลบหนีออกมาได้ขอรับ” หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดแน่น “แค้นนี้ ข้าจะต้องชำระแน่” ผู้เฒ่าโอสถยืนยันกับทุกคนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกไม่นานคนเผ่า เซียนซาจะต้องกลับมาชิงศิลาหิมะอีกครั้งอย่างแน่นอน ลี่เทียนเป่าได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ตาเฒ่า ท่านพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย
คนทั้งหมดจึงพากันเดินออกไปยังเรือนใหญ่ สองพี่น้องฝาแฝด กุมมือกันเดินนำหน้าด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข บ่าวรับใช้ สาวใช้ และองครักษ์ทั้งหลายเห็นสองพี่น้องต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเพิ่งได้เห็นใบหน้าตอนโตของคุณชายกัว สองพี่น้องมีใบหน้าเหมือนกันอย่างมาก ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสองพี่น้องสกุลกัวช่างงดงามยิ่ง ทว่ามีหลายคนรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ กัวเยี่ยนสือก็สูงขึ้นอย่างมาก “คุณหนู เดินได้แล้วหรือขอรับ?” พ่อบ้านยิ้มปลื้มที่ผ่านมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่ากัวเอินถงคือสตรีพิการ ในตอนที่นางกลับจากแคว้นหมิงได้ยินว่านางได้กินยาวิเศษจากท่านฝู่กั๋วกงผู้เป็นบิดาของสามี ไม่คิดเลยว่าผ่านไปไม่นานนางจะเดินได้เป็นปกติ “ใช่ ข้าเดินได้แล้ว เป็นเพราะไข่มุกสวรรค์ของท่านพี่แท้ๆ” หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับจีหลุน นางกล่าวด้วยเสียงอันดังเพื่อหวังให้บิดาคลายความแค้นเคืองในตัวสามี “เจ้านั่งเสียก่อนเถิด ลืมแล้วหรือไรว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ เพิ่งจะเข้าเดือนที่สามเองนะเสี่ยวถง” เสียงแม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น คำพูดของเขาเหมือนจะบอกกล่าวภรรยาด้วยความห่วงใย แท้จริงเขาอยากจะให้ท่านพ่อตาได้ยินเรื่อ







