เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข
“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”
เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้ามองท้องฟ้า นัยน์ตาหงส์หรี่ลงลดความเจิดจ้าของแสงแดด ข้อมือขาวผ่องกระตุกสายป่านในมือเป็นระยะ ทว่าจนใจที่พยายามจนสุดชีวิตแล้ว แต่ว่าวเจ้ากรรมก็ยังจ้องแต่จะร่วงหล่นทิ้งตัวพุ่งสู่ผืนดิน
“พี่ใหญ่ ทำไมว่าวของท่านกับข้ามันถึงได้ต่างกันนักเล่า”
คนน้องร้องอุทธรณ์ ใบหน้างอง้ำ ทั้งที่ตอนทำก็ทำด้วยกันแท้ๆ ไฉนว่าวของพี่สาวถึงกินลมขึ้นฉิว แตกต่างกับของนางที่วิ่งจนสุดกำลังแล้วกลับเอาแต่จะพุ่งโหม่งพื้นตลอดเวลาเสียนี่
ผู้พี่มองท่าทีกระเง้ากระงอดนั้นพลางอมยิ้ม
“ก็ใครใช้ให้เจ้าอวดเก่ง ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วยเล่า”
น้องสาวของนางนั้นอะไรก็ทำได้ดี แต่กลับมีจุดอ่อนในการเล่นว่าวง่ายๆ เสียนี่ คิดแล้วอี้ซิ่นก็อดปิดปากหัวเราะขันไม่ได้
“ฮึ!” สาวน้อยสะบัดเสียงแสดงท่าทีแง่งอน ใบหน้าเล็กยับย่นสื่อถึงความไม่ยินยอมในใจ ถ้าต้องให้คนอื่นชักให้ แล้วนางจะลำบากมาเล่นเพื่ออะไรเล่า เพียงแต่จนใจที่ฮึดฮัดไปก็ไม่ช่วยให้ว่าวเจ้าปัญหาในมือขึ้นสูงได้อยู่ดี
“ไม่เอาแล้ว ข้าไม่เล่นแล้วๆ” เสียงใสว่าพลางโยนม้วนสายป่านในมือทิ้ง สายตามองตามว่าววิหคที่ทำท่าจะปักพื้นอยู่รอมร่อด้วยความหงุดหงิด ทว่าเจ้าว่าวไม่รักดีคล้ายต้องการเยาะเย้ยนางกระนั้น เพราะพออี้อินปล่อยมือจากสายป่าน มันก็เชิดหัวขึ้นตามกระแสลมทันที
“คิก…” เห็นดังนั้นทั้งสาวใช้และอี้ซิ่นก็ทนไม่ไหว หลุดเสียงหัวเราะขบขันออกมาให้ได้ยิน ในขณะที่เจ้าของว่าวได้แต่ยืนถลึงตาใส่มันราวกับมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ส่งค้อนให้เจ้าสิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้าแล้ว ดวงตาหงส์ก็เลยมาค้อนส่งให้ผู้พี่ด้วยอีกคน อี้ซิ่นมองท่าทีแง่งอนนั้นแล้วก็ให้นึกใจละลายด้วยความอาลัยอย่างบอกไม่ถูก
“อินเอ๋อร์ อีกไม่นานพี่ก็ต้องแต่งออกไปแล้ว พี่ต้องคิดถึงเจ้ากับท่านพ่อมากแน่เลย” อี้ซิ่นว่าพลางรั้งร่างเล็กมากอดกระชับ ในใจหญิงสาวคล้ายลังเลไม่แน่ใจปะปนกันจนแยกไม่ออกระหว่างความกังวลกับความสุขใจ
“ดูพูดเข้าสิ วันหน้าต่อให้พี่แต่งเข้าสกุลฉิงแล้วอย่างไร ท่านก็ยังเป็นบุตรสาวของท่านพ่อ เป็นพี่สาวของข้า แซ่อี้ก็ยังเป็นคำเรียกขานท่านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมิใช่หรือ” กล่าวพลางตวัดมือตบหลังพี่สาวเป็นเชิงปลอบประโลม หากดวงตาเผยแววหนักใจให้เห็นอยู่เลือนราง ความรู้สึกที่รู้แต่พูดไม่ออกช่างชวนให้ผู้คนอึดอัดเสียจริง
พี่สาวของนางยามนี้อายุสิบหกใกล้สิบเจ็ด หากเป็นบุตรีบ้านอื่นคงได้แต่งเข้าตระกูลสามีไปนานแล้ว ทว่าเพราะบิดารักใคร่ถนอมจึงยอมตามใจไม่บังคับ จนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงป่านนี้
คิดถึงว่าที่พี่เขยแซ่ฉิง เด็กสาวก็อดขมวดคิ้วคิดหนักมิได้ คนคนนั้นดูอย่างไรก็มีใจให้บุตรสาวตระกูลจาง แต่เพราะเหตุใดจึงกลายเป็นพี่สาวของนางที่ได้รับการสู่ขอก็สุดจะรู้ได้
เห็นท่าทางเปี่ยมสุขของคนตรงหน้า อี้อินได้แต่นึกภาวนาอยู่ในใจ นางหวังเพียงให้ชีวิตแต่งงานของพี่สาวราบรื่นสงบสุขก็พอแล้ว เพราะชีวิตลูกผู้หญิงเรานั้นยากนัก สิ่งที่ปรารถนาของแต่ละคนล้วนมีแค่สามีที่รักและซื่อสัตย์กับตนผู้เดียว
ทว่านั่นคือสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่งในความเป็นจริง
เพียงแต่อี้อินนั้นไม่รู้เลยว่าในภายหน้า พี่สาวที่นางกำลังคิดสงสารนั้น แม้จะไม่ได้ใจสามีมาครอบครอง แต่ก็มีชีวิตที่เรียกได้ว่าสุขสงบกว่าตัวนางมากมายนัก…
ว่าววิหคที่ไร้สายป่านคอยฉุดรั้งเหินลอยตามกระแสลมไร้ทิศทางได้เพียงไม่นาน ก็ทิ้งตัวร่วงหล่นตกสู่พื้นเบื้องล่าง ทว่าก่อนที่ตัวว่าวจะทันได้สัมผัสกับพื้นดิน มือเรียวยาวเห็นข้อนิ้วชัดเจนของบุรุษก็ยื่นออกมารองรับมันไว้ได้เสียก่อน
บุรุษหนุ่มพินิจรูปวาดวิหคอ้วนกลมบนว่าวอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่มุมปากได้รูปจะตวัดรอยยิ้มบางเบา ดวงตาเรียวมีเสน่ห์หรี่โค้งด้วยสาเหตุเดียวกัน
“นี่เป็นนกอะไร ไฉนจึงดู…”
ปกติเคยเห็นแต่เพียงภาพวาดองอาจ แม้เพียงวิหคป่าก็สง่าผ่าเผยดั่งเช่นพญาอินทรี ส่วนเจ้านกหลากสีอ้วนตุ๊ต๊ะคู่นี้…
ช่างมีเอกลักษณ์ชวนให้คนมองแล้วถอนหายใจเสียจริง
“องค์ชาย คิดว่านี่คงเป็นภาพวาดคู่นกยวนยางพ่ะย่ะค่ะ” คนสนิทกล่าว พลางชี้ให้ดูอักษรตัวเล็กงดงามอ่อนช้อยที่เขียนอยู่อีกด้าน
“กลอนคู่ยวนยางเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรี คุณหนูท่านนั้นก็คงชื่นชอบมิต่างกันพ่ะย่ะค่ะ”
โจวหย่งฟังแล้วคลี่รอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดกลุ่มคนที่ออกมาเล่นว่าวเหล่านั้นพากันจากไปทางจวนสกุลอี้ คาดว่าสองพี่น้องเมื่อครู่คงเป็นบุตรีของใต้เท้าอี้แห่งกรมอาลักษณ์กระมัง
ใต้เท้าอี้นับว่าเป็นขุนนางที่มีความสามารถโดดเด่นผู้หนึ่ง ยิ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างคุณหนูใหญ่อี้กับคุณชายสกุลฉิงให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ทำให้โจวหย่งพอจดจำอีกฝ่ายได้
ดวงตาสุกใสแฝงแววมุ่งมั่นของสาวน้อยแล่นผ่านในความคิด ส่งผลให้มุมปากที่เดิมยกสูงอยู่แล้วยิ่งโค้งมากกว่าเดิม
บุตรสาวสกุลอี้แต่ละคนช่างน่าสนใจ คนโตยินยอมแต่งให้แก่สกุลพ่อค้าธรรมดาผู้หนึ่ง ส่วนคนเล็กก็ดูจะไม่แยแสต่อลาภยศสรรเสริญ คิดว่านางคงวาดหวังต้องการแค่สามีที่รักเดียวใจเดียว เดินเคียงคู่กันตราบชั่วชีวิตหาไม่กระมัง
วอนขอรักแท้ที่มั่นคง เพียงหนึ่งยวนยางยืนยงจนแก่เฒ่า...เช่นนั้นหรือ
“อืม เป็นกลอนที่ดี”
เพียงแต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีสักกี่คนที่สามารถเป็นอย่างนั้นได้…