แชร์

บทที่ 2

last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-22 23:35:34

งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกัน

ปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีก

เมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้ว

อี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไป

อี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่

สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว

“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้านนั้นสิเจ้าคะ งามเหลือเกิน” ปี้หยวนกล่าววาจาเจื้อยแจ้ว พลางชี้นำให้เจ้านายกับเพื่อนสาวใช้ดูอย่างตื่นเต้น

“อืม งามจริงด้วย”

โคมรูปกระต่ายหยกวาดได้งดงามราวมีชีวิต โดยเฉพาะกับสตรีส่วนใหญ่ที่มักชื่นชอบสัตว์เล็ก ย่อมมิมีผู้ใดไม่นึกชื่นชม

“คุณหนูท่านนี้ สนใจต่อบทกลอนรับโคมหรือไม่ขอรับ เพียงแค่วางเงินหนึ่งตำลึงเท่านั้น ถ้าท่านต่อได้ก็สามารถรับเอาไปได้เลย”

พ่อค้าร่างท้วมเห็นพวกนางแสดงความสนใจก็รีบปรี่เข้ามาชักชวนกลุ่มของอี้อินทันที เขากวาดสายตามองบรรดาคนติดตามของสตรีตรงหน้า แล้วยิ่งแสดงกิริยานอบน้อมไม่กล้าล่วงเกิน

ปี้หยวนดวงตาเป็นประกายวาววับ หนึ่งตำลึงไม่ถือว่าเป็นเงินมากมายจนเกินไป ที่สำคัญนางค่อนข้างมั่นใจว่าคุณหนูของตนเชี่ยวชาญด้านบทกลอนบทกวีไม่แพ้ผู้ใดแน่นอน

อี้อินก้าวตามแรงกระตุ้นของสาวใช้ ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มบางเบาระคนจนใจ เพราะเทศกาลที่นานทีปีหนจะมีนี่กระมัง ทำให้สาวใช้ของนางยิ่งคล้ายเด็กน้อยเข้าไปทุกที

คนติดตามที่เป็นบุรุษพากันรั้งรออยู่ด้านนอกแผง ขณะที่พวกปี้หยวนก้าวเดินตามอี้อินมาติดๆ นายบ่าวมาหยุดตรงหน้าโคมกระต่ายหยกอย่างมีเป้าหมาย

“คุณหนูสนใจโคมนี้ใช่หรือไม่ขอรับ” พ่อค้าที่ได้รับเงินแล้วรีบกุลีกุจอส่งแผ่นกลอนให้

“คุณหนูรีบลองสิเจ้าคะ”

ปี้หยวนรับแผ่นกลอนมาได้ก็ส่งมอบให้กับเจ้านายทันที ใบหน้าเล็กฉาบไปด้วยความคาดหวังล้นปรี่

ดวงตาหงส์ตวัดมองบทกลอนที่ยังไม่สมบูรณ์ในมือพร้อมคลี่รอยยิ้มบางเบา

“เหนือกำแพงมีกิ่งเหมยเบ่งบานสะพรั่ง...”

นางขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดอักษรต่อประโยคลงไป

“งดงามองอาจผงาดยิ่งยังผลิดอกแม้กลางลมหนาว ค่ำคืนเหมันต์พราวพร่างน้ำค้างขาว ท้าลมชนหนาวยลเหมยงามกลางหิมะ”

“กลอนดี ต่อได้ดี”

เสียงปรบมือพลันดังจากเหล่าคนมุง หกส่วนนั้นจากบทกลอน ส่วนอีกสี่มาจากตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อยที่เห็น

อี้อินเผยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม โคมไฟเหล่านี้ราคาอยู่ที่ไม่เกินกว่าหนึ่งตำลึงมากนัก เดิมการต่อกลอนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อส่งเสริมการค้าให้บรรดาคุณชายคุณหนูได้เล่นสนุกเท่านั้น พ่อค้าจึงมิได้ตั้งโจทย์บทกลอนให้ยากเย็นจนเกินไป

“คุณหนู นี่เป็นโคมของท่านขอรับ”

พ่อค้าปลดโคมลงมายื่นส่งให้อี้อิน หญิงสาวเหลือบมองกระต่ายหยกตาแป๋วพลางนึกชมชอบใจเป็นอย่างมาก ทว่าก่อนมือขาวเนียนจะคว้าถึง โคมก็ถูกกระชากไปจากมือพ่อค้าโดยบุคคลที่สามเสียก่อน

“โคมนี้สวยงามนัก ข้าต้องการซื้อ!”

ท่ามกลางสายตาผู้คน ดรุณีอาภรณ์แดงนางหนึ่งก็ก้าวมาแย่งโคมจากมือพ่อค้าไปครอง พร้อมเอ่ยความประสงค์ด้วยน้ำเสียงแหลมใส การกระทำอุกอาจอันไร้ซึ่งมารยาทนี้ อย่าว่าแต่อี้อินจะขมวดคิ้วไม่ชอบใจเลย ขนาดพ่อค้าที่มีใบหน้ายิ้มแย้มก็ยังอดไม่พอใจมิได้

“คุณหนูท่านนี้โปรดอภัย โคมกระต่ายหยกเป็นคุณหนูท่านนั้นต่อกลอนได้ไป ข้าจึงมิอาจขายให้ท่านได้ขอรับ”

ต่อให้ไม่ชื่นชอบการกระทำของหญิงสาวตรงหน้ามากเพียงใด พ่อค้าก็รู้ดีว่าที่นี่คือเมืองหลวงอันเป็นแหล่งที่อยู่ของผู้มีอำนาจ เจ้าตัวจึงได้แต่กล่าวคำปฏิเสธอย่างนอบน้อม

“สามหาว! ของที่ท่านหญิงต้องการ เจ้ากล้าบอกปฏิเสธไม่ให้หรือ!”

สาวใช้ด้านหลังสตรีชุดแดงตวาดแหว ถลึงตาใส่พ่อค้าด้วยท่าทางคุกคามเป็นอย่างยิ่ง

อี้อินมองความอันธพาลของนายบ่าวตรงหน้าแล้วให้นึกเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่าเกลียดสิ่งใดมักจะได้เจอสิ่งนั้นจริงๆ สินะ

สตรีชุดแดงตรงหน้านางคือท่านหญิงคังหนิง นามว่าหยางจื่อหรง นับได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับนางคนหนึ่ง และการเจอหน้ากันแต่ละครั้งก็คล้ายกับประโยคที่ว่า ‘พานพบศัตรูบนทางแคบ’ อย่างไรอย่างนั้น

อันที่จริงเรื่องนี้หากจะเอ่ยถึง คงต้องเท้าความไปถึงบิดาของนาง ในอดีตเพราะความยอมหักไม่ยอมงอของบิดา ทำให้เกิดปัญหาไม่ลงรอยกับผู้เป็นบิดาของอีกฝ่ายจนเกิดข้อพิพาทกัน

การกระทบกระทั่งกันของขุนนางนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญยิ่ง และคงไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร ถ้าหยางจี้ชวนผู้นั้นเป็นแค่ผู้นำตระกูลทั่วไปในเมืองหลวง มิใช่บิดาบังเกิดเกล้าของหยางฮองเฮา

แม้ว่าผลของการมีปัญหากันในคราวนั้น จะลงเอยโดยการที่หยางจี้ชวนถูกลงโทษลดขั้นจากฮ่องเต้ ทว่าคนสกุลหยางก็หาได้ยอมจบอย่างง่ายดายไม่ เพราะเมื่อใดที่พบเห็นคนสกุลอี้ พวกเขาจะสวมวิญญาณแม่ไก่ตีปีกวิ่งปรี่เข้ามาหาเรื่อง โดยไม่เลือกสถานที่และเวลาใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นการปรากฏกายของท่านหญิงคังหนิงในคราวนี้ บอกให้ตายว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ อี้อินก็ทำใจให้เชื่อไม่ลงเป็นแน่

“ช่างเถิด เพียงโคมราคาหนึ่งตำลึงเท่านั้น หากท่านหญิงต้องตาเช่นนั้นก็ถือว่าข้ามอบให้เป็นของขวัญแก่ท่านแล้วกัน” เสียงใสเสนาะกล่าว

ทว่าน่าเสียดายแม้อี้อินมีใจคิดอยากตัดบทเพื่อจบปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยินดียอมรับน้ำใจนี้

“ผู้ใดต้องการของขวัญจากเจ้ากัน นึกว่าตัวเองกำลังบริจาคทานอยู่หรือไร ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง เจ้าไปเอาความกล้าตีตนเสมอข้ามาจากที่ใด”

เปิดฉากมา หยางจื่อหรงก็ถากถางด้วยวาจาทันที

“แต่ว่านะคุณหนูอี้ ต่อให้เจ้ามีใจคิดอยากจะประจบสอพลอข้า ก็ต้องเบิ่งตาดูฐานะตนเองเสียก่อนว่าคู่ควรหรือไม่”

ถูกดูแคลนด้วยคำพูดและท่าทางถึงเพียงนี้ ต่อให้อี้อินเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเดิมนิสัยของนางเองก็หาใช่คนที่นิยมเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่นอยู่แล้วด้วย

อี้อินมองตาปากคอคิ้วคางที่แสนหยิ่งผยองของคนตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอื้อมไปคว้าโคมจากมืออีกฝ่าย พลางกล่าวเสียงเรียบ

“ในเมื่อท่านหญิงไม่ต้องการของขวัญจากบุตรสาวสกุลต่ำต้อยเช่นข้า ถ้าอย่างนั้นโคมนี้ข้าขอคืนก็แล้วกัน” พูดจบก็หันไปคลี่ยิ้มให้พ่อค้า ก่อนจะหมุนกายเตรียมเดินจากไปทันที

“หยุดนะ! เจ้ากล้าแย่งของของข้างั้นหรือ!”

ตั้งแต่เกิดมาหยางจื่อหรงก็ใช้ชีวิตราวกับเรียกลมเรียกฝนได้มาโดยตลอด นางเป็นบุตรสาวคนเดียวในหมู่พี่น้องชายสกุลหยาง ทั้งบิดามารดาตลอดจนผู้อาวุโสแทบจะช่วยกันปั้นดินคว้าดาวเอามาไว้แทบเท้า มีหรือจะยอมรับการกระทำข้ามศีรษะของอี้อินได้โดยง่าย

“ของเจ้า?”

อี้อินหยุดฝีเท้าไว้ชั่วขณะ คิ้วเรียวสวยเลิกสูงแสดงความสงสัย พลางหัวเราะเสียงแผ่ว

“ไม่ใช่ละมั้ง โคมนี้ใครๆ ก็เห็นว่าข้าเป็นผู้ต่อบทกลอนจนได้มา แม้แต่เงินมัดจำก็จ่ายเรียบร้อยแล้ว อาศัยอะไรมาบอกว่ามันเป็นของเจ้ากัน”

“จะ…เจ้า!” หยางจื่อหรงเถียงไม่ออก ได้แต่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน

“เงินเพียงหนึ่งตำลึงนับเป็นอะไรได้ ในเมื่อข้าบอกว่าจะซื้อ ย่อมต้องจ่ายให้อยู่แล้ว” กล่าวจบก็เชิดใบหน้าขึ้นสูง ก่อนสั่งสาวใช้ด้านหลังตนเอง “ชุ่ยเถา เอาเงินให้นางไป!”

สาวใช้นามชุ่ยเถารีบก้าวขึ้นหน้ามายื่นเงินส่งให้ หยางจื่อหรงจึงทำท่าจะคว้าโคมไปอีกครั้ง ทว่าอี้อินมีหรือจะยอมให้นางสมใจได้ง่ายๆ

“อี้อิน! เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”

เสียงตวาดแหวของท่านหญิงตรงหน้าไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากไม่เพราะก่อนหน้านี้หยางจื่อหรงเอ่ยปากดูถูกถึงครอบครัวนาง เพียงโคมอันเดียวอี้อินอาจยอมตัดปัญหายกให้ก็เป็นได้

“มากเกินไปตรงไหน ก็นี่มันโคมของข้า”

“ก็ข้าบอกแล้วว่าจะจ่ายเงินให้ยังไงล่ะ!”

อี้อินเผยอรอยยิ้มเสียดสีมุมปาก ในต้าโจวมีใครบ้างไม่รู้ สกุลหยางบ่มเพาะบุตรสาวเพียงคนเดียวเพื่อให้ขึ้นเป็นฮองเฮาคนต่อไป แต่จวนเจิ้งกั๋วกงที่มีแต่ผู้ไร้ความสามารถจะอบรมใครให้ดีได้ ดูจากอุปนิสัยไร้เหตุผลของคนตรงหน้าแล้ว เกรงว่าที่พวกเขาเพียรสร้างมาจะมีแค่ผู้หญิงเอาแต่ใจที่ถูกตามใจจนเสียคนก็เท่านั้น

“ท่านหญิงคังหนิงไม่รู้งั้นหรือ ว่าโคมเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความสามารถในการได้มา หากใช้เพียงเงินตำลึงเดียว ไม่ว่าผู้ใดก็ควักออกมาจ่ายได้ทั้งนั้น แต่ความสามารถที่จะแย่งชิงมาครองนั้นใช่ว่าทุกคนจะมี”

คำพูดไม่ดังไม่เบา แต่เพียงพอที่จะให้ทุกคนได้ยิน ฝูงชนที่มุงดูต่างพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ในหมู่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ใครบ้างไม่มีเงินหนึ่งตำลึง แต่ที่พวกเขาขาดคือความสามารถที่จะนำโคมมาเป็นของตนเองต่างหาก

พอคิดตามแล้วหลายคนก็รู้สึกว่าวีรกรรมคำพูดของท่านหญิงคังหนิงเมื่อครู่ ช่างชวนให้คนเห็นแล้วนึกรังเกียจเสียจริง

“ฟังจากคำพูดคุณหนูอี้แล้ว ไม่ใช่หมายความว่าท่านหญิงคังหนิงไม่มีความสามารถพอที่จะต่อบทกลอนชิงโคมด้วยตนเองหรอกหรือ มิน่าเล่านางถึงต้องลำบากมาแย่งชิงของผู้อื่น!” จู่ๆ หนึ่งในกลุ่มคนที่มุงดูก็พูดขึ้นมา

หยางจื่อหรงฟังแล้วใบหน้าเห่อร้อน นางพยายามกวาดสายตามองหาตัวผู้กล่าววาจาเมื่อครู่ แต่ไฉนเลยจะเห็นได้ เพราะพอเห็นดวงตาดุดันที่จ้องถลึงมา หลายคนก็รีบหุบปากทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ทันที

“ถือว่าวันนี้เจ้าโชคดี” หากไม่เพราะอี้อินผู้นี้จงใจเอ่ยวาจาชี้นำ มีหรือนางจะถูกผู้คนตราหน้าให้ได้อายเช่นนี้ “เจ้าอย่าได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ นะ”

นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าด้วยอำนาจบารมีของจวนเจิ้นกั๋วกงของตน จะไม่สามารถจัดการบุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งลงได้

นางจะรอวันที่อีกฝ่ายพลาดพลั้งตกอยู่ในกำมือตน!

อี้อินอมยิ้มไม่คิดตอบโต้ ไยจะไม่รู้ถึงความเกลียดชังที่คนตรงหน้ามีให้แก่ตนเล่า เพียงแต่นิสัยของหยางจื่อหรงก็เปรียบได้กับหมาป่าตาขาว คอยแต่จะหาเรื่องข่มเหงผู้ที่ต่ำกว่าตัวเองไปวันๆ นางจึงไม่คิดให้ความสนใจอีกฝ่ายมากนัก

ดวงตาหยางจื่อหรงกับสาวใช้ที่มองตามหลังนายบ่าวสกุลอี้ ต่างทอประกายโกรธขึ้งไม่ต่างกัน

“ท่านหญิงจะปล่อยนางไปง่ายๆ อย่างนี้หรือเจ้าคะ”

“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งจนคนเอื้อมไม่ถึงกระมัง ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ คอยดูสิว่าข้าจะจัดการกับคนยโสอย่างนางยังไง”

มีบางคนมักไม่มองการกระทำของตนว่าถูกหรือผิด หากชอบโยนความไม่พอใจใส่ศีรษะผู้อื่น แล้วคิดเอาเองว่าเป็นความผิดอีกฝ่าย ซึ่งหยางจื่อหรงเองก็เป็นคนจำพวกนั้น

นางหันไปกระซิบสั่งสาวใช้เสียงแผ่ว อีกฝ่ายเบิกตากว้างพลางผงกศีรษะรับคำ หยางจื่อหรงมองตามหลังสาวใช้ที่จากไปตามคำสั่ง รอยยิ้มมาดร้ายพลันปรากฏอย่างไม่อาจปกปิด

อี้อิน...เดิมทีเจ้าก็ไม่คู่ควรปรากฏตัวต่อหน้าข้าอยู่แล้ว หากจะทำให้เจ้าหายไปไวขึ้นสักหน่อยก็คงมิใช่เรื่องผิดอันใด!

คิดถึงบุรุษเจ้าของดวงตาคู่คมที่มักฉายแววพึงพอใจทุกครั้งยามจ้องมองสตรีนางนั้น ในใจหยางจื่อหรงก็คล้ายมีเปลวไฟกองหนึ่งแผดเผาลุกโชน

แต่ไหนแต่ไรข้างกายญาติผู้พี่ก็เป็นพื้นที่ของนางมาโดยตลอด เมื่อก่อนใช่ ปัจจุบันก็ใช่ อนาคตยิ่งต้องเป็นอย่างนั้น และแน่นอนว่านางไม่มีวันยอมยกสิทธิ์นี้ให้กับผู้ใดทั้งสิ้น!

เนื่องจากอี้อินกับสาวใช้เดินจากไปไกลแล้ว พวกนางจึงไม่ทันได้เห็นสายตาวาววับที่เจือด้วยความกรุ่นโกรธระคนอาฆาตของคนเบื้องหลังว่าน่าหวาดหวั่นเพียงใด
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 46

    “หลี่อ๋องเป็นคนยึดติด ภายหน้าไม่แค่พระองค์ แม้แต่อินเอ๋อร์เองก็เกรงว่า...”นิสัยมีแค้นต้องชำระ ไม่ตายไม่เลิกรา ของหลี่อ๋องใครๆ ก็ต่างรู้ดี อี้อินหักหน้าไม่ยอมเป็นสตรีของเขา เขาไม่มีทางยอมปล่อยนางลอยนวลแน่สองบุรุษต่างวัยมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่โจวหย่งจะเป็นฝ่ายหลบสายตา“เรื่องนี้ข้าจะคิดหาหนทาง

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 45

    เหตุการณ์ที่ผู้ดูแลถูกปลด สุยเซียนโดนโบย แพร่ไปในหมู่ข้ารับใช้อย่างรวดเร็ว บรรดาคนที่เคยดูแคลนพระชายาคนใหม่ต่างนึกเสียใจจนลำไส้เขียว นึกกลัวว่าในอนาคตจะถูกเจ้านายผู้นี้ผูกใจเจ็บเรื่องที่ตนถือหางสุยเซียน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เฝ้ารอดูท่าทีของท่านอ๋องเก้าสุยเซียนถูกโบยจนเนื้อตัวแตกยับ ยังดีที่ขันทีผู้ล

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 44

    ต่อให้อากาศเดือนสิบเอ็ดจะเย็นสบายแค่ไหน ถ้าต้องมาคุกเข่าเบียดเสียดกันนานขนาดนี้ก็กลายเป็นความร้อนได้เหมือนกัน เมื่อรวมกับอาการปวดเมื่อยของร่างกาย หลายคนก็เริ่มมีเหงื่อไหลออกมาให้เห็น“หือ ทำไมพวกเจ้าถึงหน้าแดงเหงื่อไหลกันเช่นนั้นเล่า!...ปี้หยวน พวกเจ้าไปนำน้ำลูกเหมยเย็นๆ มาให้พวกเขาดื่มคนละแก้วสิ”ป

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 43

    ทั้งสองกลับถึงวัง สิ่งของพระราชทานก็ตามมาติดๆ อี้อินนั่งมองของล้ำค่าตรงหน้าอย่างหม่อลอย ในวันแต่งงานของนางกับโจวหย่ง ฮ่องเต้พระราชทานของขวัญแค่ไม่กี่อย่าง แม้แต่ถ้อยคำอวยพรยังมีเพียงใจความสั้นๆ รวบรัดไม่กี่คำอี้อินหาใช่คนโง่เขลา มีหรือนางจะคิดไม่ได้ ฮ่องเต้มิได้ไม่ไยดีโอรสองค์นี้ แต่ยังคิดอ่านวางแผ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 42

    นางแต่งให้โจวเหยียนได้เพียงไม่นาน พระชายารองคนที่สอง สาม และสี่ห้าก็เริ่มทยอยเรียงกันเข้ามา ไหนจะบรรดาอนุและสาวใช้อุ่นเตียงที่มีมาอีกนับไม่ถ้วน เวลาแค่ช่วงสั้นๆ ทว่าบันไดหยกหน้าเรือนนางกลับพร่างพราวด้วยน้ำค้างขาว ค่ำคืนเหน็บหนาวมีเพียงนางที่เฝ้าห้องหออยู่เดียวดายเป็นเช่นนี้หยางฮองเฮายังกล้าเอ่ยปากต

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 41

    แม้ค่ำคืนที่ผ่านมาจะถูกเคี่ยวกรำหนักหน่วง แต่เพราะต้องเข้าวังหลวง อี้อินจึงฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากในยามเหม่าดวงตาหงส์ที่ยังไม่ค่อยมีสตินัก สบประสานกับดวงตาเรียวอยู่เป็นครู่ใหญ่ จนในที่สุดโจวหย่งก็เป็นฝ่ายหัวเราะออกมา สีหน้างุนงงของคนในอ้อมแขนน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง คิดแล้วท่านอ๋องเก้าจึงจดริมฝีปากลง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status