Partager

บทที่ 2

งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกัน

ปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีก

เมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้ว

อี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไป

อี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่

สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว

“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้านนั้นสิเจ้าคะ งามเหลือเกิน” ปี้หยวนกล่าววาจาเจื้อยแจ้ว พลางชี้นำให้เจ้านายกับเพื่อนสาวใช้ดูอย่างตื่นเต้น

“อืม งามจริงด้วย”

โคมรูปกระต่ายหยกวาดได้งดงามราวมีชีวิต โดยเฉพาะกับสตรีส่วนใหญ่ที่มักชื่นชอบสัตว์เล็ก ย่อมมิมีผู้ใดไม่นึกชื่นชม

“คุณหนูท่านนี้ สนใจต่อบทกลอนรับโคมหรือไม่ขอรับ เพียงแค่วางเงินหนึ่งตำลึงเท่านั้น ถ้าท่านต่อได้ก็สามารถรับเอาไปได้เลย”

พ่อค้าร่างท้วมเห็นพวกนางแสดงความสนใจก็รีบปรี่เข้ามาชักชวนกลุ่มของอี้อินทันที เขากวาดสายตามองบรรดาคนติดตามของสตรีตรงหน้า แล้วยิ่งแสดงกิริยานอบน้อมไม่กล้าล่วงเกิน

ปี้หยวนดวงตาเป็นประกายวาววับ หนึ่งตำลึงไม่ถือว่าเป็นเงินมากมายจนเกินไป ที่สำคัญนางค่อนข้างมั่นใจว่าคุณหนูของตนเชี่ยวชาญด้านบทกลอนบทกวีไม่แพ้ผู้ใดแน่นอน

อี้อินก้าวตามแรงกระตุ้นของสาวใช้ ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มบางเบาระคนจนใจ เพราะเทศกาลที่นานทีปีหนจะมีนี่กระมัง ทำให้สาวใช้ของนางยิ่งคล้ายเด็กน้อยเข้าไปทุกที

คนติดตามที่เป็นบุรุษพากันรั้งรออยู่ด้านนอกแผง ขณะที่พวกปี้หยวนก้าวเดินตามอี้อินมาติดๆ นายบ่าวมาหยุดตรงหน้าโคมกระต่ายหยกอย่างมีเป้าหมาย

“คุณหนูสนใจโคมนี้ใช่หรือไม่ขอรับ” พ่อค้าที่ได้รับเงินแล้วรีบกุลีกุจอส่งแผ่นกลอนให้

“คุณหนูรีบลองสิเจ้าคะ”

ปี้หยวนรับแผ่นกลอนมาได้ก็ส่งมอบให้กับเจ้านายทันที ใบหน้าเล็กฉาบไปด้วยความคาดหวังล้นปรี่

ดวงตาหงส์ตวัดมองบทกลอนที่ยังไม่สมบูรณ์ในมือพร้อมคลี่รอยยิ้มบางเบา

“เหนือกำแพงมีกิ่งเหมยเบ่งบานสะพรั่ง...”

นางขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดอักษรต่อประโยคลงไป

“งดงามองอาจผงาดยิ่งยังผลิดอกแม้กลางลมหนาว ค่ำคืนเหมันต์พราวพร่างน้ำค้างขาว ท้าลมชนหนาวยลเหมยงามกลางหิมะ”

“กลอนดี ต่อได้ดี”

เสียงปรบมือพลันดังจากเหล่าคนมุง หกส่วนนั้นจากบทกลอน ส่วนอีกสี่มาจากตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อยที่เห็น

อี้อินเผยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม โคมไฟเหล่านี้ราคาอยู่ที่ไม่เกินกว่าหนึ่งตำลึงมากนัก เดิมการต่อกลอนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อส่งเสริมการค้าให้บรรดาคุณชายคุณหนูได้เล่นสนุกเท่านั้น พ่อค้าจึงมิได้ตั้งโจทย์บทกลอนให้ยากเย็นจนเกินไป

“คุณหนู นี่เป็นโคมของท่านขอรับ”

พ่อค้าปลดโคมลงมายื่นส่งให้อี้อิน หญิงสาวเหลือบมองกระต่ายหยกตาแป๋วพลางนึกชมชอบใจเป็นอย่างมาก ทว่าก่อนมือขาวเนียนจะคว้าถึง โคมก็ถูกกระชากไปจากมือพ่อค้าโดยบุคคลที่สามเสียก่อน

“โคมนี้สวยงามนัก ข้าต้องการซื้อ!”

ท่ามกลางสายตาผู้คน ดรุณีอาภรณ์แดงนางหนึ่งก็ก้าวมาแย่งโคมจากมือพ่อค้าไปครอง พร้อมเอ่ยความประสงค์ด้วยน้ำเสียงแหลมใส การกระทำอุกอาจอันไร้ซึ่งมารยาทนี้ อย่าว่าแต่อี้อินจะขมวดคิ้วไม่ชอบใจเลย ขนาดพ่อค้าที่มีใบหน้ายิ้มแย้มก็ยังอดไม่พอใจมิได้

“คุณหนูท่านนี้โปรดอภัย โคมกระต่ายหยกเป็นคุณหนูท่านนั้นต่อกลอนได้ไป ข้าจึงมิอาจขายให้ท่านได้ขอรับ”

ต่อให้ไม่ชื่นชอบการกระทำของหญิงสาวตรงหน้ามากเพียงใด พ่อค้าก็รู้ดีว่าที่นี่คือเมืองหลวงอันเป็นแหล่งที่อยู่ของผู้มีอำนาจ เจ้าตัวจึงได้แต่กล่าวคำปฏิเสธอย่างนอบน้อม

“สามหาว! ของที่ท่านหญิงต้องการ เจ้ากล้าบอกปฏิเสธไม่ให้หรือ!”

สาวใช้ด้านหลังสตรีชุดแดงตวาดแหว ถลึงตาใส่พ่อค้าด้วยท่าทางคุกคามเป็นอย่างยิ่ง

อี้อินมองความอันธพาลของนายบ่าวตรงหน้าแล้วให้นึกเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่าเกลียดสิ่งใดมักจะได้เจอสิ่งนั้นจริงๆ สินะ

สตรีชุดแดงตรงหน้านางคือท่านหญิงคังหนิง นามว่าหยางจื่อหรง นับได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับนางคนหนึ่ง และการเจอหน้ากันแต่ละครั้งก็คล้ายกับประโยคที่ว่า ‘พานพบศัตรูบนทางแคบ’ อย่างไรอย่างนั้น

อันที่จริงเรื่องนี้หากจะเอ่ยถึง คงต้องเท้าความไปถึงบิดาของนาง ในอดีตเพราะความยอมหักไม่ยอมงอของบิดา ทำให้เกิดปัญหาไม่ลงรอยกับผู้เป็นบิดาของอีกฝ่ายจนเกิดข้อพิพาทกัน

การกระทบกระทั่งกันของขุนนางนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญยิ่ง และคงไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร ถ้าหยางจี้ชวนผู้นั้นเป็นแค่ผู้นำตระกูลทั่วไปในเมืองหลวง มิใช่บิดาบังเกิดเกล้าของหยางฮองเฮา

แม้ว่าผลของการมีปัญหากันในคราวนั้น จะลงเอยโดยการที่หยางจี้ชวนถูกลงโทษลดขั้นจากฮ่องเต้ ทว่าคนสกุลหยางก็หาได้ยอมจบอย่างง่ายดายไม่ เพราะเมื่อใดที่พบเห็นคนสกุลอี้ พวกเขาจะสวมวิญญาณแม่ไก่ตีปีกวิ่งปรี่เข้ามาหาเรื่อง โดยไม่เลือกสถานที่และเวลาใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นการปรากฏกายของท่านหญิงคังหนิงในคราวนี้ บอกให้ตายว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ อี้อินก็ทำใจให้เชื่อไม่ลงเป็นแน่

“ช่างเถิด เพียงโคมราคาหนึ่งตำลึงเท่านั้น หากท่านหญิงต้องตาเช่นนั้นก็ถือว่าข้ามอบให้เป็นของขวัญแก่ท่านแล้วกัน” เสียงใสเสนาะกล่าว

ทว่าน่าเสียดายแม้อี้อินมีใจคิดอยากตัดบทเพื่อจบปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยินดียอมรับน้ำใจนี้

“ผู้ใดต้องการของขวัญจากเจ้ากัน นึกว่าตัวเองกำลังบริจาคทานอยู่หรือไร ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง เจ้าไปเอาความกล้าตีตนเสมอข้ามาจากที่ใด”

เปิดฉากมา หยางจื่อหรงก็ถากถางด้วยวาจาทันที

“แต่ว่านะคุณหนูอี้ ต่อให้เจ้ามีใจคิดอยากจะประจบสอพลอข้า ก็ต้องเบิ่งตาดูฐานะตนเองเสียก่อนว่าคู่ควรหรือไม่”

ถูกดูแคลนด้วยคำพูดและท่าทางถึงเพียงนี้ ต่อให้อี้อินเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเดิมนิสัยของนางเองก็หาใช่คนที่นิยมเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่นอยู่แล้วด้วย

อี้อินมองตาปากคอคิ้วคางที่แสนหยิ่งผยองของคนตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอื้อมไปคว้าโคมจากมืออีกฝ่าย พลางกล่าวเสียงเรียบ

“ในเมื่อท่านหญิงไม่ต้องการของขวัญจากบุตรสาวสกุลต่ำต้อยเช่นข้า ถ้าอย่างนั้นโคมนี้ข้าขอคืนก็แล้วกัน” พูดจบก็หันไปคลี่ยิ้มให้พ่อค้า ก่อนจะหมุนกายเตรียมเดินจากไปทันที

“หยุดนะ! เจ้ากล้าแย่งของของข้างั้นหรือ!”

ตั้งแต่เกิดมาหยางจื่อหรงก็ใช้ชีวิตราวกับเรียกลมเรียกฝนได้มาโดยตลอด นางเป็นบุตรสาวคนเดียวในหมู่พี่น้องชายสกุลหยาง ทั้งบิดามารดาตลอดจนผู้อาวุโสแทบจะช่วยกันปั้นดินคว้าดาวเอามาไว้แทบเท้า มีหรือจะยอมรับการกระทำข้ามศีรษะของอี้อินได้โดยง่าย

“ของเจ้า?”

อี้อินหยุดฝีเท้าไว้ชั่วขณะ คิ้วเรียวสวยเลิกสูงแสดงความสงสัย พลางหัวเราะเสียงแผ่ว

“ไม่ใช่ละมั้ง โคมนี้ใครๆ ก็เห็นว่าข้าเป็นผู้ต่อบทกลอนจนได้มา แม้แต่เงินมัดจำก็จ่ายเรียบร้อยแล้ว อาศัยอะไรมาบอกว่ามันเป็นของเจ้ากัน”

“จะ…เจ้า!” หยางจื่อหรงเถียงไม่ออก ได้แต่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน

“เงินเพียงหนึ่งตำลึงนับเป็นอะไรได้ ในเมื่อข้าบอกว่าจะซื้อ ย่อมต้องจ่ายให้อยู่แล้ว” กล่าวจบก็เชิดใบหน้าขึ้นสูง ก่อนสั่งสาวใช้ด้านหลังตนเอง “ชุ่ยเถา เอาเงินให้นางไป!”

สาวใช้นามชุ่ยเถารีบก้าวขึ้นหน้ามายื่นเงินส่งให้ หยางจื่อหรงจึงทำท่าจะคว้าโคมไปอีกครั้ง ทว่าอี้อินมีหรือจะยอมให้นางสมใจได้ง่ายๆ

“อี้อิน! เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”

เสียงตวาดแหวของท่านหญิงตรงหน้าไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากไม่เพราะก่อนหน้านี้หยางจื่อหรงเอ่ยปากดูถูกถึงครอบครัวนาง เพียงโคมอันเดียวอี้อินอาจยอมตัดปัญหายกให้ก็เป็นได้

“มากเกินไปตรงไหน ก็นี่มันโคมของข้า”

“ก็ข้าบอกแล้วว่าจะจ่ายเงินให้ยังไงล่ะ!”

อี้อินเผยอรอยยิ้มเสียดสีมุมปาก ในต้าโจวมีใครบ้างไม่รู้ สกุลหยางบ่มเพาะบุตรสาวเพียงคนเดียวเพื่อให้ขึ้นเป็นฮองเฮาคนต่อไป แต่จวนเจิ้งกั๋วกงที่มีแต่ผู้ไร้ความสามารถจะอบรมใครให้ดีได้ ดูจากอุปนิสัยไร้เหตุผลของคนตรงหน้าแล้ว เกรงว่าที่พวกเขาเพียรสร้างมาจะมีแค่ผู้หญิงเอาแต่ใจที่ถูกตามใจจนเสียคนก็เท่านั้น

“ท่านหญิงคังหนิงไม่รู้งั้นหรือ ว่าโคมเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความสามารถในการได้มา หากใช้เพียงเงินตำลึงเดียว ไม่ว่าผู้ใดก็ควักออกมาจ่ายได้ทั้งนั้น แต่ความสามารถที่จะแย่งชิงมาครองนั้นใช่ว่าทุกคนจะมี”

คำพูดไม่ดังไม่เบา แต่เพียงพอที่จะให้ทุกคนได้ยิน ฝูงชนที่มุงดูต่างพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ในหมู่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ใครบ้างไม่มีเงินหนึ่งตำลึง แต่ที่พวกเขาขาดคือความสามารถที่จะนำโคมมาเป็นของตนเองต่างหาก

พอคิดตามแล้วหลายคนก็รู้สึกว่าวีรกรรมคำพูดของท่านหญิงคังหนิงเมื่อครู่ ช่างชวนให้คนเห็นแล้วนึกรังเกียจเสียจริง

“ฟังจากคำพูดคุณหนูอี้แล้ว ไม่ใช่หมายความว่าท่านหญิงคังหนิงไม่มีความสามารถพอที่จะต่อบทกลอนชิงโคมด้วยตนเองหรอกหรือ มิน่าเล่านางถึงต้องลำบากมาแย่งชิงของผู้อื่น!” จู่ๆ หนึ่งในกลุ่มคนที่มุงดูก็พูดขึ้นมา

หยางจื่อหรงฟังแล้วใบหน้าเห่อร้อน นางพยายามกวาดสายตามองหาตัวผู้กล่าววาจาเมื่อครู่ แต่ไฉนเลยจะเห็นได้ เพราะพอเห็นดวงตาดุดันที่จ้องถลึงมา หลายคนก็รีบหุบปากทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ทันที

“ถือว่าวันนี้เจ้าโชคดี” หากไม่เพราะอี้อินผู้นี้จงใจเอ่ยวาจาชี้นำ มีหรือนางจะถูกผู้คนตราหน้าให้ได้อายเช่นนี้ “เจ้าอย่าได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ นะ”

นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าด้วยอำนาจบารมีของจวนเจิ้นกั๋วกงของตน จะไม่สามารถจัดการบุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งลงได้

นางจะรอวันที่อีกฝ่ายพลาดพลั้งตกอยู่ในกำมือตน!

อี้อินอมยิ้มไม่คิดตอบโต้ ไยจะไม่รู้ถึงความเกลียดชังที่คนตรงหน้ามีให้แก่ตนเล่า เพียงแต่นิสัยของหยางจื่อหรงก็เปรียบได้กับหมาป่าตาขาว คอยแต่จะหาเรื่องข่มเหงผู้ที่ต่ำกว่าตัวเองไปวันๆ นางจึงไม่คิดให้ความสนใจอีกฝ่ายมากนัก

ดวงตาหยางจื่อหรงกับสาวใช้ที่มองตามหลังนายบ่าวสกุลอี้ ต่างทอประกายโกรธขึ้งไม่ต่างกัน

“ท่านหญิงจะปล่อยนางไปง่ายๆ อย่างนี้หรือเจ้าคะ”

“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งจนคนเอื้อมไม่ถึงกระมัง ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ คอยดูสิว่าข้าจะจัดการกับคนยโสอย่างนางยังไง”

มีบางคนมักไม่มองการกระทำของตนว่าถูกหรือผิด หากชอบโยนความไม่พอใจใส่ศีรษะผู้อื่น แล้วคิดเอาเองว่าเป็นความผิดอีกฝ่าย ซึ่งหยางจื่อหรงเองก็เป็นคนจำพวกนั้น

นางหันไปกระซิบสั่งสาวใช้เสียงแผ่ว อีกฝ่ายเบิกตากว้างพลางผงกศีรษะรับคำ หยางจื่อหรงมองตามหลังสาวใช้ที่จากไปตามคำสั่ง รอยยิ้มมาดร้ายพลันปรากฏอย่างไม่อาจปกปิด

อี้อิน...เดิมทีเจ้าก็ไม่คู่ควรปรากฏตัวต่อหน้าข้าอยู่แล้ว หากจะทำให้เจ้าหายไปไวขึ้นสักหน่อยก็คงมิใช่เรื่องผิดอันใด!

คิดถึงบุรุษเจ้าของดวงตาคู่คมที่มักฉายแววพึงพอใจทุกครั้งยามจ้องมองสตรีนางนั้น ในใจหยางจื่อหรงก็คล้ายมีเปลวไฟกองหนึ่งแผดเผาลุกโชน

แต่ไหนแต่ไรข้างกายญาติผู้พี่ก็เป็นพื้นที่ของนางมาโดยตลอด เมื่อก่อนใช่ ปัจจุบันก็ใช่ อนาคตยิ่งต้องเป็นอย่างนั้น และแน่นอนว่านางไม่มีวันยอมยกสิทธิ์นี้ให้กับผู้ใดทั้งสิ้น!

เนื่องจากอี้อินกับสาวใช้เดินจากไปไกลแล้ว พวกนางจึงไม่ทันได้เห็นสายตาวาววับที่เจือด้วยความกรุ่นโกรธระคนอาฆาตของคนเบื้องหลังว่าน่าหวาดหวั่นเพียงใด

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 58

    ทว่าเจ้าโจวเหยียนนั่น ยังไม่ทันขึ้นนั่งบัลลังก์ก็ทำร้ายผู้คนไปนับไม่ถ้วน โจวหย่งขบคิดอยู่เป็นนาน ก่อนจะบอกตัวเองว่าจะปล่อยให้พี่ชายต่างมารดาผู้นั้นขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!ร่างของอี้หานชิงถูกนำลงมาเป็นคนสุดท้าย ดวงตาเรียวมองสำรวจผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตาเผยแววหนักใจออกมาวูบหนึ่ง อินเอ๋อร์ต

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 57

    “ลูกยังไม่โง่งมถึงขั้นนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ทำแบบนั้นก็สมพระทัยเสด็จพ่อน่ะสิ ที่จะให้เจ้าเก้ารับบทวีรบุรษของแคว้น” ดวงตาเรียวหยีแย้มยิ้มให้บิดาด้วยท่าทางอารมณ์ดียิ่ง“นำตัวคนเข้ามา!” สิ้นเสียงตวาด กลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็ถูกฉุดลากเข้ามา โจวฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้าง ภายในพระทัยเกิดความหวั่นไหวจนแสดงออกทางพระพัก

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 56

    อากาศในเดือนสิบสองหนาวเย็นสมกับเป็นฤดูเหมันต์ การฟาดฟันกันระหว่างหลี่อ๋องกับอ๋องเก้าในวันที่สิบหกของเดือนสิบสอง กองทัพอ๋องเก้าก็สามารถตีฝ่าประตูเมืองหลวงได้ภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่จาง กองกำลังทหารในเมืองหลวงล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ จวนสกุลหยางกับสกุลหลี่ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อกบฏถูกทหารบุกเข้า

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 55

    “ท่านอ๋องโปรดถนอมตัวด้วย อย่าให้โทสะมาบดบังความคิดจนเสียการใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะ” หยางเหลียงก้าวออกมาเตือนสติ“ท่านตาไม่ต้องเป็นห่วง เปิ่นหวานยังมีสติดี” หลี่อ๋องหันมาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดาบในมือถูกโยนทิ้งก่อนจะรับผ้าจากนางกำนัลมาเช็ดทำความสะอาดหากยังมีสติอยู่ก็ไม่ควรสังหารคนจนหมดเช่นนี้ ยังค้นหาตัวอ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 54

    คล้ายว่าคำก่นด่าของพระบิดาจะทำให้โจวเหยียนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเปล่งเสียงหัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา“เดรัจฉานอย่างนั้นหรือ! เสด็จพ่อคงไม่ทรงรู้ เดรัจฉานที่แท้จริงต้องแบบนี้ต่างหาก!”พูดจบก็กระชากเอาแม่ลูกคู่หนึ่งจากในกลุ่มนั้นลากมาหยุดยังเบื้องหน้าฮ่องเต้ เสียงกรีดร้องร่ำไห้ระงมจนฟังไม่ได้ศัพท์ดังไป

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 53

    แน่นอนคำถามนี้ไม่มีสิ่งใดไม่ถูก เสด็จพ่อไม่เคยไม่ไว้หน้าเขาในฐานะโอรสองค์โต มีเพียงเรื่องเดียวที่พระองค์ไม่ทรงตามใจเขา นั่นก็คือเรื่องของอี้อิน และนี่ก็เป็นปมในใจโจวหย่งมาตลอด“เสด็จพ่อทรงไม่ไปเป็นนักแสดงละคร เรื่องนี้นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งจริงๆ ที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดล้วนรู้ดีแก่พระทัยว่าทรงทำไปเ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 46

    “หลี่อ๋องเป็นคนยึดติด ภายหน้าไม่แค่พระองค์ แม้แต่อินเอ๋อร์เองก็เกรงว่า...”นิสัยมีแค้นต้องชำระ ไม่ตายไม่เลิกรา ของหลี่อ๋องใครๆ ก็ต่างรู้ดี อี้อินหักหน้าไม่ยอมเป็นสตรีของเขา เขาไม่มีทางยอมปล่อยนางลอยนวลแน่สองบุรุษต่างวัยมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่โจวหย่งจะเป็นฝ่ายหลบสายตา“เรื่องนี้ข้าจะคิดหาหนทาง

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 4

    สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 3

    ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับอี้อินเดินตามโดยไม่ค

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 1

    เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status