LOGINแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างบานยักษ์ของเพนต์เฮาส์ไม่ได้ทำให้ใจของนลินอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ร่างระหงขยับกายอย่างยากลำบากใต้ผ้าห่มผืนหนา ความปวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับจะตอกย้ำเหตุการณ์เมื่อคืนที่ยังคงตราตรึงอยู่ในทุกสัมผัส เธอลุกขึ้นนั่งช้าๆ เสื้อเชิ้ตสีดำตัวโคร่งของเตโชเลื่อนหลุดจากไหล่มน เผยให้เห็นรอยสีกุหลาบเข้มที่กระจายตัวอยู่ตามไหปลาร้าและลาดไหล่
รอยพวกนี้... คือตราประทับที่บอกว่าเธอไม่ใช่ ‘คุณหนูนลิน’ ผู้สูงส่งอีกต่อไป แต่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในมือวิศวะร้ายอย่างเตโช
แกรก...
ประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของเตโชที่ก้าวเข้ามา เขาอยู่ในชุดนักศึกษาครึ่งท่อนที่ดูเนี้ยบกริบ กางเกงยีนส์สีเข้มและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้นเผยให้เห็นลำแขนแกร่งที่มีเส้นเลือดปูดนูนดูอันตราย กลิ่นสบู่อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นเหล้ารัมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาลอยมาปะทะจมูก
"ตื่นแล้วก็รีบไปจัดการตัวเองซะ พี่ให้เวลา 15 นาที ถ้าช้าแม้แต่วินาทีเดียว พี่จะถือว่าเธออยาก ‘ต่อ’ บทเรียนจากเมื่อคืนที่นี่ แทนที่จะไปมหาวิทยาลัย" เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจสั่งการ
นลินไม่ได้โต้ตอบ เธอเพียงแต่ก้มหน้านิดๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย ท่าทางยอมจำนนนั้นทำให้เตโชขมวดคิ้ว เขาคาดหวังจะเห็นความพยศ หรือคำพูดเชือดเฉือนเหมือนอย่างเคย แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความเงียบสงบที่น่าใจหาย
[POV: เตโช – ความคลั่งรักใต้หน้ากากจอมบงการ]
เตโชจ้องมองแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปในห้องน้ำ หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกขัดแย้ง เขาชอบที่นลินยอมเชื่อฟัง แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังรังแกตุ๊กตาแก้วที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ความคิดที่ว่าเธอทำไปเพียงเพื่อ ‘ชดใช้หนี้ให้พ่อ’ มันทำให้เขารุ่มร้อนอย่างบอกไม่ถูกเขาอยากให้เธอมองเขาด้วยสายตาอื่นที่ไม่ใช่ความกตัญญูที่ปนไปด้วยความสมเพชตัวเอง เขาอยากจะกระชากเธอเข้ามาจูบให้หายบ้า แต่อีโก้ที่แบกไว้ทำให้เขาทำได้เพียงวางมาดขรึมและออกคำสั่งเถื่อนๆ เพื่อปกปิดความสั่นไหวในใจ
‘ต่อให้เธอจะมองว่าพี่ร้ายแค่ไหน พี่ก็จะไม่ปล่อยเธอไปให้ใครหน้าไหนทั้งนั้นนลิน... โดยเฉพาะในที่ที่มีคนจ้องจะขย้ำเธออย่างมหาวิทยาลัยนั่น’
รถซูเปอร์คาร์แล่นเข้าจอดที่หน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ในเวลาที่เหล่านักศึกษากำลังหนาตา นลินนั่งเกร็งอยู่บนเบาะข้างคนขับ เธอพยายามดึงปกเสื้อนักศึกษาขึ้นให้สูงที่สุด พลางจัดผมยาวสลวยให้ปิดบังรอยแดงที่คอไว้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ลงไปได้แล้ว และจำไว้..." เตโชเอื้อมมือมาบีบคางมนให้หันมาสบตา แววตาของเขาดุดันและเอาแต่ใจจนนลินลมหายใจสะดุด "ห้ามคุยกับผู้ชายหน้าไหนเกินสามคำ โดยเฉพาะไอ้รุ่นพี่ที่ชื่อภีม ถ้าพี่เห็นเธอรนหาที่... กลับมาที่ห้อง พี่จะลงโทษเธอให้เดินไม่ได้ไปทั้งอาทิตย์!"
"ลินทราบค่ะพี่เต ลินจะทำหน้าที่ของลินให้ดีที่สุด" นลินตอบเสียงแผ่ว พลางค่อยๆ แกะมือเขาออก
เธอก้าวลงจากรถท่ามกลางสายตาซุบซิบของคนทั้งคณะ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วเข้าหูไม่ขาดสายเกี่ยวกับเรื่องที่เธอหายไปกับเตโชเมื่อวาน นลินเดินก้มหน้ามุ่งตรงไปยังกลุ่มเพื่อน แต่ทันทีที่ถึงม้านั่งหินอ่อน เพื่อนสนิทอย่างมีนาก็คว้าแขนเธอไว้ทันที
"ลิน! แกหายไปไหนมาทั้งคืน? แล้วนี่ทำไมต้องใส่เสื้อคลุมหนาขนาดนี้ แดดเมืองไทยร้อนจะตาย" มีนาถามด้วยความเป็นห่วง พลางเอื้อมมือจะมาดึงปกเสื้อของนลินออก
"อย่า!" นลินเผลออุทานเสียงดังจนเพื่อนชะงัก
"มีอะไรเหรอลิน? หรือว่า..." สายตาของมีนาหรี่ลงด้วยความสงสัย ก่อนจะเหลือบไปเห็นเงาร่างสูงของเตโชที่ยืนกอดอกจ้องมองมาจากไกลๆ รังสีความหวงของเขารุนแรงเสียจนคนแถวนั้นไม่กล้าเข้าใกล้นลินเกินรัศมีสามเมตร
[POV: นลิน – การชดใช้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด]
นลินรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปตามผิวหนัง ทุกก้าวที่เดินในมหาวิทยาลัยคือการแบกรับความอัปยศที่เธอไม่ได้ก่อ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกขอบคุณเตโชก็ยังคงทำงานอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นสายตาคุกคามของพวกรุ่นพี่ผู้ชายบางคนที่มองมาที่เธออย่างจาบจ้วง แต่กลับต้องหลบวูบทันทีเมื่อปะทะกับสายตาอำมหิตของเตโชเขาร้าย... เขารังแกเธอ... แต่เขาก็เป็นเกราะกำบังเดียวที่เธอมีในตอนนี้
นลินกำหมัดแน่นใต้โต๊ะเรียน เธอจะอดทน จะยอมเป็น ‘ของ’ ของเขาตามที่เขาต้องการ เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะรักษาเศษเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่ไว้ได้ แม้ว่าสัมผัสจากเขามันจะทำให้หัวใจของเธอเริ่มถลำลึกจนกู่ไม่กลับแล้วก็ตาม
บ่ายในวันเดียวกัน
บรรยากาศในห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงบ่ายช่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง นลินเลือกมุมที่อับสายตาที่สุดใกล้ชั้นหนังสือด้านในสุดเพื่อหลบเลี่ยงสายตาซุบซิบ เธอพยายามจดจ่ออยู่กับตำราตรงหน้า แต่ในหัวกลับมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนและความรู้สึกอุ่นวาบที่เตโชทิ้งไว้ก่อนจากกันเมื่อเช้า
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาหยุดลงตรงหน้าทำให้นลินสะดุ้งสุดตัว เธอกระชับเสื้อคลุมไหมพรมสีเข้มที่สวมทับชุดนักศึกษาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ
“พี่ภีม...”
“ลิน... พี่ตามหาเราตั้งนาน ไปหาที่คณะเพื่อนเขาก็บอกว่าลินออกมาแล้ว” ภีม รุ่นพี่สายอบอุ่นคนเดิมนั่งลงตรงข้ามเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด “เมื่อคืน... มันเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? ทำไมลินถึงไปกับผู้ชายคนนั้น แล้วทำไมวันนี้ลินดู... ดูไม่สดใสเลย”
นลินเม้มปากแน่น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก เธออยากจะบอกพี่ภีมให้หนีไปเสีย เพราะรู้ดีว่าเพลิงอาทิตย์ของเตโชนั้นพร้อมจะแผดเผาทุกคนที่เข้าใกล้เธอ “พี่ภีมคะ... ลินสบายดีค่ะ พี่อย่ามายุ่งกับลินเลยจะดีกว่า ลินไม่อยากให้พี่เดือดร้อน”
“เดือดร้อนอะไรลิน? พี่เห็นรอยที่คอเรา... พี่รู้ว่ามันไม่ใช่รอยแมลงกัด” ภีมเอื้อมมือมาหมายจะแตะที่ปกเสื้อของเธอด้วยความห่วงใย “บอกพี่มาเถอะลิน พี่ช่วยเราได้นะ เรื่องเงินหนี้สินของพ่อเรา พี่ก็พอจะ...”
“อย่าค่ะ!” นลินเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว หัวใจเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว “พี่ภีมฟังลินนะคะ ลินขอบคุณในความหวังดีของพี่มาก แต่ลินตัดสินใจแล้ว ลินจะชดใช้หนี้ก้อนนี้ด้วยตัวเอง และคนเดียวที่จะช่วยลินได้... คือเขาค่ะ”
[POV: นลิน – ความเจ็บปวดที่ต้องผลักไส]
นลินมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียใจของภีมด้วยหัวใจที่บีบคั้น เธอรู้ว่าภีมคือทางออกที่แสนอ่อนโยนและปลอดภัย แต่ศักดิ์ศรีและความกตัญญูที่ค้ำคอทำให้เธอเลือกที่จะไม่เห็นแก่ตัว เธอไม่อาจลากภีมลงมาเกลือกกลั้วกับกองเพลิงที่พ่อของเธอก่อไว้ และที่สำคัญ... เธอยอมรับกับตัวเองอย่างน่าอายว่าลึกๆ แล้ว เธอเต็มใจที่จะติดอยู่ในกรงขังของเตโชมากกว่าที่จะไปรับความช่วยเหลือจากใครอื่น‘ขอโทษนะคะพี่ภีม... ลินเป็นสินค้าที่มีเจ้าของแล้ว และเจ้าของของลิน... เขาไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องลินได้’
[POV: เตโช – พายุหึงที่กำลังก่อตัว]
เตโชยืนหลบมุมอยู่หลังชั้นหนังสือถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน แววตาคมปลาบวาวโรจน์ด้วยความคลั่งรักที่ผสมปนเปไปกับโทสะ เขาแอบตามเธอมาตั้งแต่พักเที่ยง เพราะสัญชาตญาณวิศวะร้ายมันบอกว่าไอ้หน้าจืดนั่นต้องหาโอกาสเข้าหา ‘ของรัก’ ของเขาแน่ๆและมันก็เป็นอย่างที่คิด! ภาพภีมที่พยายามจะแตะต้องตัวนลินทำให้เตโชแทบจะพุ่งออกไปกระชากคอมันมาซัดให้จมดิน แต่เสียงหวานของนลินที่ยืนยันว่า ‘คนเดียวที่จะช่วยลินได้คือเขา’ กลับทำให้หัวใจที่กระด้างของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง
เธอยอมรับเขา... เธอยอมเป็นของเขาแม้จะเพื่อหนี้สินก็ตาม
แต่นั่นยังไม่พอ! ความขี้หึงและเอาแต่ใจในกมลสันดานสั่งให้เขาต้อง ‘ประกาศศักดา’ ให้ไอ้รุ่นพี่นั่นรู้ซึ้งว่ามันกำลังเล่นอยู่กับไฟระดับไหน!
เตโชก้าวออกมาจากมุมมืด ย่างก้าวหนักแน่นและคุกคามจนบรรยากาศในห้องสมุดเย็นเยือกขึ้นทันที เขาเดินตรงเข้าไปโอบไหล่นลินไว้จากด้านหลังอย่างแรงจนเธอแทบจะจมหายไปในแผงอกเขา
“คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ? ดูท่าทางสนิทสนมกันเหลือเกินนะ” เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่แฝงด้วยความอำมหิตดังขึ้นชิดใบหูนลิน เขากดจูบลงบนขมับของเธออย่างจงใจต่อหน้าภีม “บอกพี่ภีมของเธอไปสิครับนลิน... ว่าเมื่อคืน ‘เจ้าชีวิต’ ของเธอปรนนิบัติเธอดีแค่ไหน จนเธอไม่มีแรงจะไปขอความช่วยเหลือจากใครคนอื่นแล้ว”
“พี่เต! หยุดนะคะ” นลินหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย เธอพยายามจะผละออกแต่กลับถูกวงแขนแกร่งรัดรึงไว้แน่นกว่าเดิม
ภีมลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ “เตโช! ลินไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมาพูดจาดูถูกแบบนี้ได้นะ!”
“สิ่งของหรือเปล่าไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ ผมซื้อมาแล้ว และผมก็ใช้ ‘คุ้ม’ ซะด้วย” เตโชแค่นยิ้มหยัน แววตาเย้ยหยันส่งไปให้ภีมอย่างผู้ชนะ “ถ้ายังอยากเรียนจบแบบสงบสุข... เลิกยุ่งกับเมียคนอื่นซะ เพราะผมเป็นคนขี้หวง และสิ่งที่ผมหวงที่สุด... ผมก็พร้อมจะทำลายทุกคนที่กล้ามาแตะ!”
เตโชกระชากแขนนลินให้ลุกขึ้นทันที “กลับ! พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าพี่เห็นเธอคุยกับมันเกินสามคำ... เธอจะต้องเจออะไร!”
นลินก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เธอหันไปสบตาภีมเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่บอกให้เขาถอยไปเสีย ก่อนจะถูกพายุร้อนอย่างเตโชลากออกไปจากห้องสมุด ทิ้งไว้เพียงรอยร้าวที่บาดลึกในใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตระกูลของเตโชราวกับพายุบ้า บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองกลับสั่นคลอนจนถึงรากฐานเมื่อถูกอำนาจของตระกูล วรโชติโภคิน สั่งระงับธุรกรรมทุกอย่าง ภายในห้องทำงานของพ่อเตโช บัดนี้เหลือเพียงควันบุหรี่จางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมไปทุกระเบียดนิ้วพิมมาดา หรือ พิม ทายาทเพียงคนเดียวของ เจ้าสัวชูชัย เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา เธอคือไพ่ใบสุดท้ายที่พ่อของเตโชดึงมาเพื่อกอบกู้สถานะที่กำลังจะล่มสลาย โดยมีข้อตกลงลับๆ คือ "การเกี่ยวดองของสองตระกูล"[POV: นลิน – ความนิ่งเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่ง]บ่ายวันนั้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องกระทบโถงทางเดินกว้าง นลินในชุดนักศึกษาที่เนี้ยบกริบเดินเคียงข้างมากับมีนา ทั้งคู่กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า แต่แล้วฝีเท้าของนลินก็ต้องชะงักลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เตโช กำลังยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นดู "แพง" ตั้งแต่หัวจดเท้า ชุดเดรสแบรนด
บรรยากาศภายในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงจอแจ แต่ทว่าโต๊ะหินอ่อนที่นลินและมีนานั่งอยู่กลับดูเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยระดับดาวคณะของทั้งคู่ แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของ "เอก" รุ่นพี่ปี 4 ภาคเครื่องกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และโปรไฟล์ที่เพอร์เฟกต์จนน่าสงสัยเอกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ในมือถือถุงขนมราคาแพงและเอกสารสรุปบทเรียนที่ดูเป็นระเบียบ เขาจงใจวางมันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคนด้วยท่าทางที่ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุด"พี่เห็นว่าช่วงนี้ทั้งนลินและมีนาเรียนหนัก เลยเอาของอร่อยมาบำรุงครับ" เอกเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาจดจ้องที่ใบหน้าสวยของนลินอย่างสื่อความหมาย "โดยเฉพาะนลิน... ถ้าติดขัดเรื่องโครงสร้างเครื่องกลส่วนไหน ปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เต็มใจช่วยเสมอ""ขอบคุณค่ะพี่เอก แต่ลินมีคนช่วยดูให้แล้วค่ะ" นลินตอบสั้นๆ ตัดบทอย่างเย็นชาตามสไตล์คุณหนูวรโชติโภคินที่เริ่มวางตัวสูงส่งเอกไม่ได้ดูสลด เขายังคงยิ้มรับก่อนจะหันไปทางมีนาที่นั่งอยู่ข้างๆ "ส่วนน้องมีนา... เรื่องโปรเจกต์โยธาที่ติดขัดอยู่ พี่มีตัวอย่างงานวิจัยที่หาอ่านยากมากอยู่ที่ห้อง... เอ้ย อยู่ที่โน
เย็นวันศุกร์ที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนพลุกพล่านตามประสาเลิกงาน แต่สำหรับ ภีม วันนี้คือวันที่สำคัญกว่าการปิดโปรเจกต์ใดๆ เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ กางเกงสแล็คสีดำเนี้ยบกริบ แววตาคมคายคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงทุกๆ สองนาทีภีมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนพรีเซนต์งานหน้าคณบดีเขายังนิ่งได้มากกว่านี้ มือหนาแอบลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ เพราะความรู้สึก "มวนท้อง" ที่แปลกประหลาด"แค่เดทกับมีนา... ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้วะภีม" เขาตำหนิตัวเองในใจ แต่ภาพใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่เริ่มวางตัวห่างเหินจากเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้เขาอยากจะทำทุกอย่างให้เธอกลับมาส่งยิ้มกว้างๆ ให้เขาเหมือนเดิม"พี่ภีมคะ... รอนานไหม?" เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังภีมหันกลับไปมองและแทบจะหยุดหายใจ มีนาในชุดมินิเดรสสีพาสเทลน่ารัก ผมม้าที่เคยปรกหน้าถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสะอาดตาและมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตาได้"ไม่
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆแต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไปภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกั
บรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆมีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่
แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นถนนยางมะตอยหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศที่เคยดูธรรมดาในทุกวันจันทร์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อขบวนรถยุโรปคันหรูสีดำขลับประทับตราโลโก้สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล วรโชติโภคิน เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารเรียน นิสิตหลายร้อยคนที่กำลังเดินเข้าตึกต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสี่คนที่ก้าวลงมาประจำตำแหน่งรอบตัวรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ร่างระหงของ นลิน ก้าวลงมาพร้อมกับ ภีม พี่ชายที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบทว่าแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความดุดันและปกป้อง นลินในวันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวบัดนี้ดูผุดผ่องไร้ที่ติภายใต้การดูแลอย่างดี เธอสวมชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กบนใบหูส่งประกายวับวาวล้อแสงแดด และที่สำคัญที่สุดคือ "แววตา" ของเธอที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยหลงเหลืออยู่เลย[POV: เตโช]ห่างออกไปหลังเสาต้นใหญ่หน้าคณะ เตโช ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สภาพของอดีตเฮดว้ากปี 4 ผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเ





![คุณพ่อเลี้ยง(เดี่ยว) [ เซ็ตพ่อลูกติด ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

