LOGINคิดว่าหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับหลี่โม่เทียนได้แล้วชีวิตจะสงบสุข และเขาก็จะพบกับโชคชะตาที่ย่ำอยู่กับที่ เป็นเพียงนายกองทหารที่ไม่ได้มีอำนาจอะไร
แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อพลาดจากการเป็นเขยสกุลฉู่ หลี่โม่เทียนก็ยังดิ้นรนหาวิธีแต่งงานกับบุตรีของเศรษฐีต่างเมือง ผ่านมาเกือบเดือนหลังจากที่เกิดเรื่องก็ได้ข่าวว่าเขาเข้าไปช่วยเหลือสกุลจางจากโจรป่า
จางเยี่ยนฟางและบิดามาติดต่อค้าขายที่เมืองหนานอัน ขณะที่จะกลับไปยังเสียนเป่ย ก็ถูกดักปล้นระหว่างทางที่ผ่านชายป่าระหว่างสองเมือง นางถูกฉุดคร่าจากโจรป่า หลี่โม่เทียนที่บังเอิญผ่านไปสามารถช่วยชีวิตคหบดีจางและช่วยเหลือจางเยี่ยนฟางได้ทันท่วงที แผนการเดียวกันกับที่ใช้กับนางไม่มีผิดเพี้ยน
หลังจากนี้คุณหนูจางผู้นั้นต้องรับชะตากรรมแทนตน หลี่โม่เทียนก็จะได้รับการสนับสนุนให้ก้าวสู่ตำแหน่งรองแม่ทัพ และสังหารแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามสร้างผลงานอีกครั้งและกลับมาพร้อมกับลูกสาวเจ้าเมืองแคว้นหาน ทุกอย่างจะวนเวียนกลับมาเช่นเดิม
แล้วยังข่าวร้ายเมื่อหลายวันก่อน เมื่ออาเหมาคนสนิทของบิดาเดินทางนำสินค้าไปส่งที่ต่างเมืองพร้อมกับบ่าวรับใช้อีกสอง คนทั้งสามถูกสังหารจากโจรป่าตอนที่เดินทางกลับ และทั้งหมดก็เป็นคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่หลี่โม่เทียนให้คนมาปลอมตัวเป็นโจรแล้วปล้นฆ่าในชาติที่แล้ว
“ข้าเปลี่ยนชะตาไม่ให้แต่งงานกับเขาได้แล้ว แต่การเปลี่ยนชะตาของข้า ก็ยังไม่สามารถทำให้ชะตา ของหลี่โม่เทียนเปลี่ยนตามไปด้วย หรือว่าข้าไม่สามารถฝึกลิขิตของสวรรค์ได้ สุดท้ายคนเลวก็จะได้ดีเช่นนั้นหรือ” ริมฝีปากสีลูกท้อพึมพำออกมาพร้อมกับมือที่กำแน่นจนปลายเล็บจิกกลางฝ่ามือ
อาเหมาและบ่าวสองคนถูกสังหาร หลี่โม่เทียนกำลังจะได้เป็นเขยของคหบดีที่ร่ำรวย นางไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาได้จริงหรือ แล้วเช่นนั้นสวรรค์ส่งนางกลับมาในร่างเดิมเมื่อสี่ปีที่แล้วด้วยเหตุใด หรือทุกอย่างเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น
“พี่ใหญ่” เสียงของฉู่ฉือหมิง น้องชายคนเล็กที่ห่างกันสิบปีวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับน้องชายคนรอง ใบหน้าที่เคร่งเครียดพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานแล้วอ้าแขนรับเจ้าตัวแสบเข้ามาสวมกอด
“เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวฉือเป็นอะไรไป” ผู้เป็นพี่สาวกล่าวถามน้องชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เดาไม่ผิดคงเกี่ยวกับชิงช้าในสวนที่บิดาสั่งทำให้
“พี่สามไม่ยอมให้ข้าเล่นชิงช้าด้วย พี่รองก็ยังช่วยพูดไม่ได้ พี่ใหญ่ช่วยอบรมน้องสามของท่านให้ข้าที” เสียงเล็ก ๆ นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” คาดเดาเอาไว้ไม่ผิด ชาติที่แล้วก็เรื่องนี้ แต่จำได้ว่าเพราะฉู่ฉือหมิงเล่นไม่ยอมให้ฉู่จื่อซานได้ผลัดเล่นก่อน เขาจึงเอาคืนก็เท่านั้น
“พี่ใหญ่ จริง ๆ แล้ว...” ฉู่ลิ่วเสียนในวัยสิบสองกำลังจะบอกถึงความจริงที่เกิดขึ้น แต่นางส่ายหน้าส่งสัญญาณเอาไว้ก่อน
“ข้าจะลงโทษให้เสี่ยวซานคัดลายมือสักสิบม้วนตำรา และโบยอีกสิบที ลงโทษแบบนี้เจ้าว่าดีหรือไม่” ประโยคนั้นทำให้คุณชายสี่ตัวน้อยทำหน้าสลดลงไปแล้วส่ายศีรษะ
“แบบนั้นใจร้ายเกินไป ท่านแค่ดุเขาก็พอ”
“แต่เสี่ยวซานทำกับเจ้าเช่นนี้ก็ใจร้าย เจ้าไม่ต้องการเอาคืนจริง ๆ หรือ” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นถามพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นให้อีกฝ่ายได้คิดด้วยตนเอง
“พี่สามไม่ผิด จริง ๆ เป็นข้าที่แกล้งเขาก่อน” น้ำเสียงนั้นอ่อนลง ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด ไม่อยากให้พี่ชายโดนลงโทษรุนแรงขนาดนั้น
“รู้ตัวว่าผิดก็กลับไปขอโทษพี่สามของเจ้าเสีย แล้วต่อไปก็จงปรองดองรักใคร่กัน พวกเราเป็นพี่น้องกันต้องรักใคร่และช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ทำร้ายกันเอง” ประโยคนั้นฉู่จื่อซานเดินเข้ามาได้ยินพอดี
เขาเดินเข้ามาเพื่อที่จะตามมาแก้ตัว แต่เมื่อได้ยินพี่สาวกล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เมื่อเสี่ยวฉือเห็นเสี่ยวซานพลันก็รู้สึกผิดรีบขอโทษทันทีด้วยความจริงใจ ก่อนจะชักชวนกันออกไปเล่นต่อ
“พี่ใหญ่ ท่านดูต่างออกไป พอปักปิ่นเสร็จก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก อบรมจนเสี่ยวฉือสำนึกความผิดเองได้ พิธีนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์นัก”
“เจ้ารองพูดเกินไปแล้ว วันนี้ว่างหรือถึงได้ไปเล่นกับสองคนนั้น ด้วยวัยของเจ้าเวลานี้ควรศึกษาเล่าเรียนตำราอยู่ในห้อง”
“คนเราย่อมต้องผ่อนคลายกันบ้าง ท่านอย่าได้จับผิดข้าเลย ข้า.. ข้าเดินเล่นผ่อนคลายเสร็จแล้วจะไปอ่านตำราเดี๋ยวนี้” พูดจบก็รีบเดินกลับออกไป รู้สึกถึงความเอาจริงเอาจังของพี่สาวจนเกรงจะถูกลงโทษ
เรือนนี้เป็นอะไรไป ให้ความสำคัญกับบุตรีมากกว่าบุตรชายอย่างพวกตนต่างจากบ้านอื่น มารดาแม้ให้เกียรติบิดาต่อหน้าผู้อื่น ลับหลังบิดากลับเชื่อฟังนาง เรียกได้ว่าเพศหญิงเป็นใหญ่ในเรือนไปแล้ว
เมื่อเหล่าคุณชายฉู่น้อยออกไปจากห้องแล้ว ใบหน้าของพี่สาวผู้อ่อนโยนก็พลันเปลี่ยนเป็นกลัดกลุ้ม หากอาเหมาและบ่าวอีกสองชะตาถึงฆาตอย่างชาติที่แล้ว และหลี่โม่เทียนได้แต่งงานกับคุณหนูที่ร่ำรวย ชะตาของนางในอีกสี่ปีข้างหน้าก็ย่อมต้องเป็นไปตามลิขิต
หรือสวรรค์ไม่ได้ส่งให้นางมาใช้ชีวิตใหม่ แต่ให้โอกาสนางแค่กลับมายังจุดเริ่มต้นเพื่อแก้ไขอะไรบางอย่าง แต่จะแก้ไขสิ่งใดเหล่าในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนชะตาได้ทั้งหมด
“หากต้องเหลือเวลาอีกเพียงสี่ปีจริง ๆ เช่นนั้นข้าจะไม่ยอมตายคนเดียว ในเมื่อชะตาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องตายไปตามกัน” เสียงพึมพำลอดไรฟันนั้นเต็มไปด้วยแรงแค้น แม้ในใจจะหวาดหวั่นว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับตนในอีกสี่ปีข้างหน้า แต่ก็ยังภาวนาให้ตนสามารถเปลี่ยนแปลงชะตา รักษาชีวิตของตนและเสี่ยวชิ่งเอาไว้ได้
เสี่ยวชิ่งกับสาวใช้อีกคนเดินเข้ามาพร้อมขนมและป้านน้ำชา ใบหน้านั้นก็สงบลงอีกครั้ง มองหน้าเสี่ยวชิ่งแล้วก็นึกเห็นภาพตอนที่นางถูกเขาสังหาร ยิ่งรู้สึกคับแค้นอยู่ในอก หรือว่านางจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ทั้งหมด
“วันนี้ใช้ปิ่นไม้หรือเจ้าคะ เหตุใดคุณหนูไม่ปักปิ่นทองของตน”
“อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน ไม่รู้จะใส่ไปอวดใคร อีกอย่างข้าก็กลัวว่าจะหล่นหาย ใช้ปิ่นไม้ก็พอแล้ว” พูดจบพลันก็นึกอะไรบางอย่างออก
‘จริงสิ ตอนนั้นเพราะแผนการของนายกองหลี่ ข้าจึงต้องถอนหมั้นเพื่อแต่งงานกับเขา มารู้ภายหลังว่าเป็นปิ่นของบัณฑิตหยวน ภายหลังบัณฑิตหยวนผู้นี้สอบได้จอหงวนในปีที่ข้าแต่งงานกับหลี่โม่เทียน และ สองปีให้หลังก็ได้รับความไว้วางพระทัยจนก้าวขึ้นมาเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ หากตอนนั้นไม่ใช่เพราะหลี่โม่เทียน ข้าก็คงกลายเป็น ฮูหยินแห่งจวนเสนาบดีหยวนไปแล้ว’ นางทบทวนความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของปิ่นปักผมชิ้นนี้
ได้ยินข่าวว่าครองตัวเป็นโสด มีข่าวลือเกี่ยวกับความเย็นชาที่มีต่อสตรี เป็นเสนาบดีที่ไร้หัวใจ มุ่งมั่นสร้างแต่ผลงานไม่สนใจความรัก
“คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งถามเมื่อเห็นว่ามือเรียวเล็กนั้นเอื้อมไปจับที่ปิ่นปักผมไม้ แล้วแววตาก็เหม่อลอยอย่างคนที่กำลังครุ่นคิด
“ข้าแค่คิดว่าอยากปักปิ่นทองดูบ้าง” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแผนการก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ชาติก่อนพลาดการแต่งงานกับบุคคลคนนี้ไป ชาตินี้จะขอชดเชยและใช้ประโยชน์จากการเป็นภรรยาของว่าที่เสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ พึ่งพาอำนาจของเขาเพื่อใช้ในการเอาคืนหลี่โม่เทียนอย่างสาสม
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







