Se connecterจดหมายสนเท่ห์ได้ถูกส่งมาที่สกุลฉู่ เป็นข้อความที่กล่าวถึงแผนการปล้นชิงทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ฉู่เหยาถึงกับกำหมัดแน่น เอามือทุบโต๊ะด้วยความเกรี้ยวกราด โจรชั่วจะปล้นเรือนสกุลฉู่ ท้าทายให้วางกำลังให้หนาแน่น ขู่เอาทรัพย์สิน และที่สำคัญยังบอกว่าจะฉุดคร่าคุณหนูฉู่และสังหารทุกคนที่ขัดขวาง
ตอนแรกมีความคิดที่จะแจ้งทางการให้มาดักจับ โจรร้ายพวกนี้ แต่เพราะคำพูดท้าทายในจดหมายนั้น ได้แตะเกล็ดย้อนของฉู่เหยาเข้า ทำให้เขาไม่ต้องการที่จะพึ่งพาทางการ เก็บทุกอย่างเป็นความลับแล้วให้บ่าวไพร่วางเวรยามอย่างแน่นหนา เตรียมตัวที่จะรับมือ ด้วยตนเอง
เรื่องนี้ทำให้เสี่ยวชิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าจดหมายสนเท่ห์นี้เป็นฝีมือคุณหนูใหญ่ฉู่ที่เขียนอย่างลับ ๆ เมื่อวานนี้
“ตอนนี้นายท่านกำลังโมโหมาก สั่งให้บ่าวในบ้านผลัดกันเฝ้าเวรยามและเตรียมอาวุธเอาไว้ กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว การล้อเล่นของท่านไม่ใช่เรื่องน่าขันแล้วนะเจ้าคะ” สาวใช้คนสนิทกล่าวด้วยความร้อนใจ เกรงว่าเมื่อสืบที่มาของจดหมายแล้วจะสาวมาถึงฉู่อวี่หนิง
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่ได้ล้อเล่น เสี่ยวชิ่งเจ้าเชื่อข้าเถอะ อยู่เฉย ๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป เอาไว้ข้าจะหาโอกาสอธิบายกับเจ้าในภายหลังเอง” เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรได้ จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความหนักอก ไม่รู้ว่าคุณหนูของตนคิดอะไรอยู่ถึงได้สร้างเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้
จะไปฟ้องนายหญิงตอนนี้ก็ไม่วายว่าคุณหนูจะถูกลงโทษอยู่ดี สิ่งใดจะเกิดก็ย่อมต้องเกิด ในเมื่อแก้ไขไม่ได้ก็คงต้องยอมรับชะตากรรม หากถึงตอนนั้นนางจะยอมรับผิดแทนฉู่อวี่หนิง แล้วบอกว่าเป็นความคิดของตนเพื่อรับโทษแทน
ฉู่อวี่หนิงไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือเรียวเล็กนั้นยกถ้วยชาขึ้นมาแตะริมฝีปาก มุมปากเผยรอยยิ้มขึ้นมาแล้วจิบชาเข้าไปคำหนึ่ง ก่อนจะวางลงแล้วหยิบขนมกินด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน
************************
ในยามดึกสงัดของคืนที่เกิดเรื่อง ฉู่เหยาให้เสี่ยวชิ่งเข้ามานอนเป็นเพื่อนบุตรีและจัดเวรยามเฝ้าที่หน้าหอนอน วันนี้ในชาติก่อนหนึ่งในโจรสองคนนั้นก็จะแสร้งทำทีเข้ามาฉุดคร่านาง แล้วหลี่โม่เทียนเข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ ก่อนที่เขาจะไล่ตามไปแล้วต่อสู้กับโจรอีกคน ทั้งสามประมือกันจนเขาได้รับบาดเจ็บแล้วปล่อยให้โจรทั้งสองนั้นหนีไป จินหงกับหลงเป่ามาถึงก็พบว่านายกองหลี่บาดเจ็บหนักแล้ว
แต่คราวนี้อยากรู้สิว่าพวกนั้นจะทำอย่างไร โจรสองคนจะเก่งกาจแค่ไหน แต่มีหรือว่าจะสู้บ่าวรับใช้ของสกุลฉู่ที่ขนกันมาซุ่มรอดักโจมตีอยู่นับสิบได้
เสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียง ต่อสู้กัน ฉู่อวี่หนิงอยากเดินออกไปดูสถานการณ์ด้วยตนเองแต่เสียวชิ่งกับหวาดกลัวและดึงนางเอาไว้ไม่ให้ออกไป
“คุณหนูอย่าออกไปเลยนะเจ้าคะ มันอันตราย”
“คราวนี้เจ้าเชื่อหรือยังว่าข้าหาได้ล้อเล่นไม่” ดรุณีที่เพิ่งผ่านการปักปิ่นได้สามวันกล่าวถาม
“ข้าเชื่อแล้ว แต่อย่าออกไปเลยนะเจ้าคะ”
“โจรแค่สอง แต่คนของเราเกือบยี่สิบ ข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าโจรพวกนั้นเป็นใคร กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรจึงกล้าบุกเข้าสกุลฉู่” พูดจบก็สวมเสื้อคลุมทับแล้วเดินออกไปตามต้นเสียงที่กำลัง พูดคุยกันหลังการต่อสู้สงบลง
เมื่อนางไปถึงก็พบว่านายกองหลี่กับผู้ติดตามทั้งสองของเขากำลังยืนหน้าเสียอยู่ตรงนั้น ในมือถือดาบ เหมือนจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ภาพที่เห็นก็คือโจรทั้งสองถูกจับกุมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อแผนไม่เป็น ตามที่หวังคงจะทำอะไรไม่ถูก
“เจ้าออกมาข้างนอกทำไม กลับเข้าห้องไปเดี๋ยวนี้ เสี่ยวชิ่ง พาคุณหนูใหญ่กลับห้อง” ฉู่เหยาหันมาดุบุตรีด้วยความเป็นห่วงและสั่งสาวใช้ของนางเสียงเข้ม หากแต่ก็ไม่มีเวลาที่จะมาพูดเซ้าซี้กับนางให้มากความไปกว่านี้
“ท่านเจ้าบ้านฉู่ ให้ข้านำตัวไปสอบสวนให้หรือไม่” นายกองหลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“ขอบคุณนายกองหลี่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้เราจับโจรทั้งสองเอาไว้ได้แล้ว และจะนำตัวส่งทางการเอง ไม่ได้รบกวนท่าน” พ่อบ้านสกุลฉู่ตอบกลับด้วยความสุภาพ
“ข้าบังเอิญผ่านมาทางนี้แล้วได้ยินเสียงคนต่อสู้กันจึงเข้ามาเพื่อที่จะช่วยเหลือ ไม่คิดว่าสกุลฉู่จะป้องกันแน่นหนา และสามารถจัดการคนร้ายได้ด้วยตัวเอง น่านับถือยิ่งนัก” น้ำเสียงของนายกองวัยยี่สิบสองกล่าวอย่างสุภาพและชื่นชม หากแต่แววตาเต็มไปด้วยกังวลว่าจะถูกเปิดเผย
“ดูสิว่าพวกมันเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าเข้ามาที่เรือนของข้า” ฉู่เหยาพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทไปเปิดเผยใบหน้าของทั้งสอง เมื่อผ้าที่ปิดบังใบหน้านั้นถูกเปิดออก ฉู่อวี่หนิงก็พบว่าเป็นจริงคนของหลี่โม่เทียนอย่างที่คิดเอาไว้ มิน่าเล่าเขาถึงได้ทำสีหน้ากังวล เพราะหากเรื่องนี้ถึงมือทางการก็คงจะสืบมาจนถึงเขาได้ไม่ยาก
เมื่อจวนตัว หลี่โม่เทียนก็ส่งสัญญาณให้แก่โจรทั้งสองให้ทำตามแผนการสำรองที่วางเอาไว้ ทั้งสองลุกขึ้นทำทีเป็นว่าจะขัดขืนและหลบหนีไป แย่งอาวุธจากบ่าวรับใช้ในเรือนมาแล้วจะทำการต่อสู้ จินหงและหลงเป่า แสร้งทำเป็นจะช่วยจับกุม เกิดการต่อสู้กันแล้วทั้งคู่ก็สังหารผู้ร้ายลงในตอนนั้นเพื่อปิดปากไม่ให้สืบมาถึง นายของพวกตน
“คนร้ายก็ตายไปแล้วคงจะสืบหาเอาความผิดกับใครไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะนำศพของพวกมันไปจัดการให้ ท่านเจ้าบ้านฉู่ได้โปรดวางใจ” หลี่โม่เทียนรับอาสาที่จะจัดการกับร่างไร้วิญญาณของโจรทั้งสอง
ฉู่เหยาจึงต้องรับความช่วยเหลือนั้นอย่างเลือกไม่ได้ หลี่โม่เทียนจึงกล่าวลาออกไปด้วยความผิดหวัง เพราะครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นบุญคุณอะไรทั้งนั้น มิหนำซ้ำยังเป็นการยื่นมือเข้ามาสอดจนทำให้เสียการ สร้างความไม่พอใจแก่ฉู่เหยาที่อยากจับเป็นเพื่อนำส่งทางการ
เหตุการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เห็นใบหน้าที่ถอดสีของเขาก่อนจากไปแล้วนางก็ยิ้มออกมาด้วยความสาแก่ใจ ก่อนจะถูกเสี่ยวชิ่งพาตัวกลับเข้าห้อง เพราะหวาดกลัวกับภาพที่คนร้ายทั้งสอง ถูกสังหารจนเลือดนองไปทั่วบริเวณ
“น่ากลัวจริง ๆ เลย คุณหนูรู้ได้อย่างไรว่าจะมีโจรมาบุกปล้นในคืนนี้ แล้วยังรู้ว่ามีสองคน” พอกลับไปถึงห้อง สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็กล่าวถามด้วยความสงสัย เท้าเล็ก ๆ นั้นเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวาย รู้สึกใจคอไม่สู้ดีนัก
เรื่องแล้วตายแล้วเกิดใหม่พูดไปใครจะเชื่อ ไม่วายจะหาว่านางวิปลาส ฉู่อวี่หนิงจึงเลี่ยงตอบเป็นอย่างอื่นแทน “ข้าฝันน่ะ ฝันเป็นลางบอกเหตุ มันเหมือนจริงมาก”
“ความฝันหรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้วเสี่ยวชิ่ง ความฝัน ข้าก็แค่ฝันไป”
แม้จะไม่เชื่อนัก แต่ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เสี่ยวชิ่งจึงต้องพยักหน้าเชื่อในสิ่งที่ คุณหนูของตนอธิบายเหตุผล
ฉู่อวี่หนิงมองสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก เสี่ยวชิ่งอยู่กับนางในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ชาติก่อนนางก็สิ้นใจตายไปต่อหน้า ชาตินี้ขอให้นางอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ส่วนหลี่โม่เทียนวันนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
หลังจากนี้ไปไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมีชีวิตตกต่ำเพียงใด หรือจะเป็นนายกองที่ย่ำอยู่กับที่เช่นนี้ เพราะคงไม่มีวันที่เขาจะได้เฉียดใกล้นางหรือสกุลฉู่อีกต่อไปแล้ว
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







