LOGINยามอู่ผันผ่านเข้าสู่ยามเว่ย (ประมาณ 12.30 น.) – นายบ่าวขึ้นรถม้าสู่สมรภูมิตลาด
บรรยากาศภายในรถม้าไม้ชิงชันหรูหรา... เงียบสงัดและเย็นยะเยือกราวกับอยู่ในห้องดับจิต!
‘อาชู’ สาวใช้คนสนิทนั่งขดตัวลีบเล็กชิดติดมุมเบาะหลัง ร่างกายสั่นงันงกพั่บๆ สองมือประสานกันแน่นแทบจะสวดมนต์แผ่เมตตาทุกบทที่จำได้ สายตาหวาดระแวงจ้องมองพื้นรถม้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับ ‘พญามัจจุราช’ ในชุดคุณชายสีน้ำเงินเข้มที่นั่งกอดอกสงบนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ผิดกับ ‘มะลิ’ ที่นั่งเอกเขนกไขว่ห้างอยู่ข้างหน้าต่าง สายตาสอดส่องชะเง้อคอมองทิวทัศน์เบื้องนอกอย่างเพลิดเพลิน มุมปากยกยิ้มร่าเริงดั่งเด็กน้อยได้ไปเที่ยวสวนสนุก
“นี่อาชู... แกจะนั่งเกร็งจนตัวแข็งเป็นหินทำไมเนี่ย?” มะลิหันไปกระซิบ สะกิดแขนสาวใช้เบาๆ “ทำตัวตามสบายหน่อยสิยะ นี่เรากำลังไปทัวร์กินฟรีนะ ไม่ได้กำลังจะไปขึ้นศาลอาญา!”
“ฮือออ... คุณหนูสามเจ้าคะ...” อาชูกระซิบตอบเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า “บ่าว... บ่าวกลัวเจ้าค่ะ รังสีอำมหิตของท่านอ๋องแผ่ออกมาจนบ่าวหายใจไม่ออกแล้วเจ้าค่ะ!”
“โอ๊ย คิดมากน่า ท่านอ๋องเขาใจดีจะตาย ดูสิ วันนี้แต่งตัวหล่อระเบิดระเบ้อขนาดนี้ หน้าตาก็บ่งบอกว่าเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ชัดๆ!” มะลิเอ่ยชมอย่างหน้าตาเฉย
เวินเชียนฟานที่นั่งกอดอกหลับตาอยู่ฝั่งตรงข้าม หูผึ่งขึ้นมาทันที!
‘สปอนเซอร์รายใหญ่? ทัวร์กินฟรี? ระเบิดระเบ้อ?’
คิ้วเข้มของชินอ๋องขมวดแน่นเข้าหากันจนแทบผูกเป็นเงื่อนตาย สมองระดับอัจฉริยะเริ่มหมุนวนประมวลผลคำศัพท์ประหลาดเหล่านั้นทันที!
‘นางกำลังใช้รหัสลับสื่อสารกับบ่าวคนสนิท!’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความตึงเครียด ‘คำว่า สปอนเซอร์รายใหญ่... ย่อมหมายถึงการหลอกใช้เงินคลังของวังอ๋องมาเป็นทุนในการก่อกบฏ! และการดึงบ่าวผู้นี้ร่วมขบวนมาด้วย ย่อมแปลว่านางคือ ผู้ช่วยลำเลียงสารและอาวุธลับตัวจริง!’
ชินอ๋องเหลือบตามองอาชูที่กำลังตัวสั่นงันงก ‘แกล้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่นเพื่อตบตาข้า... ช่างเป็นบ่าวรับใช้ที่มีการแสดงแนบเนียนยิ่งนัก!’
กึก...
เสียงล้อรถม้าหยุดลง พร้อมกับเสียงคนขับรถม้ารายงานอย่างนอบน้อม
“เรียนคุณชาย... ถึงปากทางเข้าตลาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงแล้วขอรับ!”
“ถึงแล้วว้อยยยย!”
มะลิไม่รอช้า พุ่งพรวดลุกขึ้นยืน คว้าข้อมืออาชูแล้วดึงตัวปลิวลงจากรถม้าทันทีโดยไม่รอให้ใครมาประคอง!
ยามเว่ย (ประมาณ 13.00 น.)
กลิ่นหอมของแป้งทอด ควันไฟจากเตาย่างเนื้อ และเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าดังเซ็งแซ่ไปทั่วถนนสายหลัก มะลิสูดกลิ่นอายสตรีทฟู้ดเข้าปอดลึกๆ จนตาโตเป็นประกายเงิน!
“อื้อหือออ! กลิ่นเนื้อย่าง กลิ่นซาลาเปา กลิ่นน้ำตาลเคี่ยว... นี่มันสวรรค์บนดินชัดๆ!” มะลิชี้นิ้วสั่งการทันที “อาชู! ถือถุงผ้าใบใหญ่ที่เตรียมมาให้ดีๆ นะ วันนี้เราจะกวาดให้เรียบทุกร้าน!”
“จ... เจ้าค่ะคุณหนูสาม!” อาชูกอดถุงผ้าแน่น กวาดตามองซ้ายขวาด้วยความหวาดผวา
มะลิเดินสับขาตรงดิ่งไปยังแผงขายถังหูลู่ร้านแรก พ่อค้าวัยกลางคนยิ้มแย้มต้อนรับ “แม่นางน้อย สนใจถังหูลู่หวานๆ กรอบๆ ไหมขอรับ!”
“จัดมาเลยเถ้าแก่! เอาผลซานจาเคลือบน้ำตาลสีแดงสดห้าไม้! ลูกพุทราเชื่อมอีกห้าไม้!” มะลิสั่งรัวๆ อย่างคล่องแคล่ว
“ได้เลยขอรับ ทั้งหมดสิบไม้!” พ่อค้ารีบดึงไม้ถังหูลู่ออกมาส่งให้
มะลิรับมาสองไม้ ยัดที่เหลือแปดไม้ใส่มืออาชูจนเต็มกำมือ จากนั้นนางก็หันขวับไปหาเวินเชียนฟานที่เดินตามหลังมาติดๆ ส่งยิ้มหวานหยดย้อยประจบประแจง
“คุณชายเจ้าขา~ ค่าขนมสิบอีแปะเจ้าค่ะ!”
เวินเชียนฟานยืนนิ่ง มองถังหูลู่สีแดงสดในมือของมะลิด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ชางสิงที่ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ข้างกายควักเงินจ่ายไปอย่างไม่เสียดาย
ทว่า... ในสมองของชินอ๋องนั้นไซร้!
‘ถังหูลู่สีแดงสดสิบไม้... นางถือสองไม้ บ่าวถือแปดไม้!’
เวินเชียนฟานเหงื่อซึมฝ่ามือ ลอบสบตากับโม่เฟิงที่ซุ่มอยู่บนหลังคาโรงเตี๊ยม ‘ผลไม้สีแดงดุจโลหิต... สองต่อแปด! นี่คือรหัสลับบอกพิกัดกำลังพลสองร้อยนายต่อแปดสิบนายของหน่วยลอบสังหารใช่หรือไม่! แถมพ่อค้าคนนี้ยังรับเงินไปอย่างไม่สะทกสะท้าน... มันต้องเป็นสายลับเครือข่ายใต้ดินแน่นอน!’
ชินอ๋องแอบสะบัดนิ้วมือ ส่งสัญญาณลับให้หน่วยองครักษ์เงาด้านบน: ‘จับตาดูพ่อค้าถังหูลู่ไว้ หากพบพิรุธ ให้ลากตัวไปเค้นสอบในห้องใต้ดินทันที!’
ในขณะที่ชินอ๋องกำลังวางยุทธศาสตร์ระดับชาติ มะลิก็กัดถังหูลู่ดัง กร๊อบ! เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย แล้วยกไม้ถังหูลู่ที่เหลือชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางทิศตะวันออก
“ร้านซาลาเปาตรงนั้นควันฉุยเลย! ไปต่อร้านนั้นกันเถอะอาชู!”
มะลิเดินปรี่เข้าไปหน้าร้านซาลาเปานึ่งลูกโต “เถ้าแก่! ซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็มสิบลูก! ไส้ถั่วแดงหวานอีกสิบลูก! ห่อใส่ใบบัวแยกเป็นสองชุดด่วนๆ เลยจ้า!”
“คุณหนูสามเจ้าคะ...” อาชูเอ่ยทักท้วงเสียงสั่น สองมือเริ่มหอบของพะรุงพะรัง “ท่านสั่งเยอะขนาดนี้ พวกเราจะกินหมดหรือเจ้าคะ?”
“กินไม่หมดก็ยัดใส่ช่องซ่อนใต้กระโปรงกับแขนเสื้อไงยะ!” มะลิกระซิบพลางแอบยัดห่อซาลาเปาบางส่วนเข้าไปในกระเป๋าซ่อนที่ให้อาชูเย็บเมื่อเช้า “ของฟรีระดับพรีเมียมแบบนี้ ไม่ตุนไว้กินมื้อดึกก็โง่เต็มทนแล้ว!”
อาชูมองการกระทำนั้นด้วยความตื้นตันปนสยองขวัญ ‘คุณหนูสาม... ท่านช่างวางแผนลึกล้ำยิ่งนัก แกล้งทำเป็นซื้ออาหาร แต่แท้จริงแล้วกำลังใช้ซาลาเปาเป็นเกราะอ่อนซับแรงกระแทกและซ่อนเอกสารลับใต้กระโปรง!’
ฝั่งชินอ๋องที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ตาเป็นประกายเย็นเยียบ ‘ยัดห่อของลับเข้าไปใต้แขนเสื้อและกระโปรง... นางกำลังรับมอบแผนที่ผังเมืองหลวงจากพ่อค้าซาลาเปาต่อหน้าต่อตาข้า!’
ยามเว่ยแก่ๆ (ประมาณ 14.00 น.)
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ขบวนของมะลิก็กวาดล้างสตรีทฟู้ดไปเกือบครึ่งตลาด! อาชูหอบห่อขนมเปี๊ยะ เกาลัดคั่ว ขนมกุ้ยฮวา และถุงน้ำชาพะรุงพะรังจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน
มะลิเดินมาหยุดอยู่หน้าร้านเนื้อแพะย่างหม่าล่า กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกเตะจมูกอย่างจัง
“อื้อหือออ! กลิ่นหม่าล่าโบราณแท้ๆ!” มะลิสั่งทันที “เนื้อแพะย่างพริกเยอะๆ สิบไม้ค่ะเถ้าแก่!”
เมื่อได้เนื้อย่างร้อนๆ มะลิก็แจกให้อาชูสองไม้ ส่วนตัวเองถือเคี้ยวอย่างเมามัน รสชาติเผ็ดร้อนชาลิ้นทำให้ร่างบางถึงกับซี้ดซ้าดอย่างสะใจ
ในขณะนั้นเอง... ณ ซอกตรอกมืดข้างแผงขายหม้อดินเผา!
ชายฉกรรจ์ในชุดชาวบ้านธรรมดา แต่แววตาดุดันอำมหิต—มือสังหารรับจ้างที่ได้รับคำสั่งจากจดหมายลับของอนุเฉินและขั้วอำนาจเบื้องบน กำลังแฝงตัวอยู่ในเงามืด มือขวาของมันล้วงเข้าไปจับด้าม ‘มีดสั้นอาบยาพิษ’ ใต้แขนเสื้อแน่น!
‘ผู้หญิงคนนี้... มัวแต่เพลิดเพลินกับการกินจนไม่ระวังตัว!’ มือสังหารแสยะยิ้มเหี้ยม ‘ตายเสียเถอะนังตัวดี!’
ฟึ่บ!
มือสังหารพุ่งตัวออกจากเงามืดอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว อาศัยจังหวะที่ผู้คนเดินเบียดเสียด เงื้อมีดสั้นเล็งตรงไปยังแผ่นหลังของมะลิในระยะไม่ถึงสามก้าว!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง!
“อืมมม! เนื้อแพะไม้นี้มันช่างติดมันสะใจจริงๆ!”
มะลิเคี้ยวเนื้อชิ้นสุดท้ายหมดพอดี นางรู้สึกแสบลิ้นจากพริกหม่าล่าจนอยากจะรีบทิ้งไม้ไผ่ มะลิจึงสะบัดข้อมืออย่างแรง เหวี่ยงไม้เสียบเนื้อย่างปลายแหลมเปี๊ยวไปทางด้านหลังเพื่อเล็งลงถังขยะเทศบาล (ซึ่งในยุคโบราณไม่มี มีเพียงกองเศษผัก)!
ฟิ้ววววววว—!
ไม้ไผ่แหลมคมพุ่งแหวกอากาศด้วยแรงเหวี่ยงอันทรงพลัง...
ฉึกกกกกก!!
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นจนตลาดแทบแตก! ปลายไม้ไผ่ที่เคลือบด้วยน้ำมันพริกหม่าล่าเผ็ดร้อน เสียบทะลุผ่านรูกางเกง ปักเข้าตรง ‘ง่ามนิ้วโป้งเท้า’ ของมือสังหารอย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร! แถมน้ำมันพริกหม่าล่ายังซึมเข้าแผลสดๆ ทันที!
“โอ๊ยยยยยยย! แสบ! ร้อนนนน! เท้าข้าาาา!”
มือสังหารหน้าเขียวคล้ำ สะดุ้งโหยงสุดตัวจนมีดสั้นอาบยาพิษหลุดมือกระเด็นตกลงพื้น! ร่างของมันเสียหลักสะดุดชายกางเกงตัวเอง ลื่นไถลหัวทิ่มพุ่งเข้าชน ‘แผงหม้อดินเผา’ ข้างทางอย่างจัง!
โครมมมมมมม! เพล้งงงงงงงง!
หม้อดินนับสิบใบหล่นลงมาทับหัวมือสังหารจนแตกกระจาย ร่างของมันนอนชักกระตุก ตาเหลือก สลบเหมือดคาซากเศษกระเบื้องเคลือบในพริบตา!
“กรี๊ดดดดดดดด!” อาชูตกใจแทบสิ้นสติ รีบยกถุงซาลาเปาและห่อเกาลัดคั่วขึ้นมาบังหน้าคุณหนูสามไว้แน่น “คุณหนูระวังเจ้าค่ะ! มีคนบ้าพุ่งชนหม้อแตกเจ้าค่ะ!”
มะลิที่เพิ่งหันกลับมามอง ขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญใจ
“เฮ้อ... คนเมืองหลวงนี่ซุ่มซ่ามกันจังวะ เดินอีท่าไหนให้หัวทิ่มใส่แผงหม้อชาวบ้านเนี่ย? เสียของหมด!” มะลิบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันไปคว้าแก้วน้ำชาจากมืออาชูขึ้นมาดูดแก้เผ็ด “ไปเถอะอาชู แถวนี้ฝุ่นหม้อดินฟุ้งหมดแล้ว!”
ทว่า... ฝั่งของเวินเชียนฟานและองครักษ์เงา!
ชินอ๋องยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาคมกริบเบิ่งกว้าง! ชางสิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปทำรัง!
‘สะ... ซัดอาวุธลับไม้ไผ่ไร้เงาข้ามไหล่... โดยไม่ต้องหันกลับไปมอง!’
เวินเชียนฟานขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง ลมหายใจสะดุดกึก ‘มีดสั้นอาบยาพิษของมือสังหารยังไม่ทันได้เฉียดกายนาง แต่นางกลับใช้เพียง ไม้เสียบเนื้อย่างอาบพิษหม่าล่า สยบศัตรูในกระบวนท่าเดียว! ซ้ำยังควบคุมทิศทางให้ศัตรูล้มไปกระแทกหม้อดินเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการสังหารได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ!’
ชินอ๋องเหงื่อกาฬไหลพรากเต็มแผ่นหลัง จ้องมองแผ่นหลังของมะลิที่กำลังเดินดูดน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ด้วยความหวาดผวาปนเลื่อมใสถึงขีดสุด
‘ซูเหมย... วรยุทธ์และจิตสังหารของเจ้านั้น ช่างลึกล้ำและเหี้ยมโหดเกินกว่าที่ข้าประเมินไว้มากนัก!’
ยามเชิน (ประมาณ 15.30 น.)
บนรถม้าขากลับสู่วังชินอ๋อง...
บรรยากาศภายในรถม้าครานี้ยิ่งทวีความตึงเครียดหนักกว่าขามาเป็นร้อยเท่า!
อาชูนั่งกอดกองห่ออาหารและขนมนับสิบห่อไว้เต็มตัก ข้าวของพะรุงพะรังจนโผล่พ้นมาถึงคาง สาวใช้ตัวน้อยนั่งกะพริบตาปริบๆ ยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์คนหัวทิ่มใส่หม้อดินเมื่อครู่
ส่วนมะลินั้น นั่งเอนหลังพิงเบาะอย่างสบายอุรา มือเรียวลูบท้องที่อิ่มตึง พลางใช้มือตบๆ ไปที่ ‘กระเป๋าซ่อนใต้แขนเสื้อและกระโปรง’ ที่บัดนี้พองโตแน่นเอี๊ยดไปด้วยห่อเกาลัดคั่ว ขนมเปี๊ยะ และเนื้อย่างหมักซอสที่แอบห่อกลับมา
“อ่า... อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ!” มะลิพึมพำยิ้มแป้นอย่างมีความสุข “ขอบคุณท่านอ๋องมากนะคะสำหรับทริปนี้ สตรีทฟู้ดเมืองหลวงนี่เด็ดดวงสมคำร่ำลือจริงๆ วันหลังพามาอีกนะคะ!”
เวินเชียนฟานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ฟังคำขอบคุณของนางแม้แต่น้อย!
สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีของชินอ๋อง จับจ้องไปที่ ‘ความพองโตผิดปกติ’ ใต้แขนเสื้อและกระโปรงของมะลิ รวมทั้งกองห่อกระดาษปริศนาบนตักของอาชูด้วยความเครียดเกร็งระดับสูงสุด!
‘แขนเสื้อพองโต... ชายกระโปรงซ่อนรูป... และห่อสัมภาระนับสิบห่อ!’
เวินเชียนฟานกำหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วดัง ก๊อก! สมองประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างบ้าคลั่ง
‘นางใช้เวลาเพียงสองชั่วยามกลางตลาด... รวบรวมทั้ง แผนที่ยุทธศาสตร์ ผังพระราชวัง เข็มพิษ และดินระเบิดลับ ซ่อนไว้ใต้ร่มผ้าจนพองโตขนาดนั้น!’
ชินอ๋องสูดลมหายใจเข้าลึก หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวงขั้นสุดยอด
‘จอมมารซูเหมย... นางสะสมอาวุธและยุทธภัณฑ์ไว้เต็มตัวขนาดนี้ เป้าหมายต่อไปของนางย่อมไม่ใช่แค่การก่อกวนในวังอ๋องแน่... แต่นางกำลังเตรียมนำคลังแสงเคลื่อนที่นี้ บุกเข้าไปถล่ม วังหลวงอย่างแน่นอน!’
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ







