LOGINยามอู่แก่ๆ (ประมาณ 11.30 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวง
สามวันผันผ่านอย่างรวดเร็วดุจโกหก...
บรรยากาศหน้าประตูทางเข้าพระราชวังหลวงอันยิ่งใหญ่โอ่อ่าเต็มไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราของเหล่าเชื้อพระวงศ์ เสนาบดี และคุณหนูตระกูลขุนนางชั้นสูงที่พากันแต่งตัวประดับเครื่องประดับทองคำและแพรพรรณสีสดใส เดินเชิดหน้าชูตาก้าวเข้าสู่งานเลี้ยงบุปผาต้อนรับฤดูใบไม้ร่วง
กึก...
รถม้าไม้ชิงชันประดับตราสัญลักษณ์วังชินอ๋องเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบ ณ ลานทางเข้าโถงจัดเลี้ยงใหญ่
ทหารองครักษ์รีบเข้ามาเทียบม้านั่ง... ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ก้าวลงจากรถม้าในชุดขุนนางเต็มยศสีดำขลิบทองดูทรงอำนาจดุจพญาอินทรี ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับหันไปจ้องมองประตูรถม้าด้านหลังด้วยความเครียดเกร็งระดับสูงสุด!
“เชิญ... อนุซู” ชินอ๋องเอ่ยเสียงต่ำเรียบ
พริบตาที่ผ้าม่านเกี้ยวถูกเปิดออก... ร่างของ ‘ซูเหมย’ หรือ ‘มะลิ’ ก็ค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถม้า!
ทว่า... ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของทุกคน ณ ลานวังหลวง ทำเอาบรรดาคุณหนูขุนนางและเชื้อพระวงศ์รอบข้างถึงกับชะงักกึก ปากอ้ากว้าง ตาค้างกันเป็นแถบ!
มะลิใส่ชุดฮั่นฝูสีฟ้าอมเขียวทรงกว้างพิเศษ... ทว่าชุดในวันนี้ไม่ได้ดูพริ้วไหวอ่อนหวานดุจกุลสตรีจีนโบราณเลยแม้แต่น้อย! เพราะ ‘กระเป๋าซ่อนใต้กระโปรงและชายเสื้อ’ ที่สั่งให้อาชูเย็บขยายเพิ่มอีกสามเท่าบวกกับถุงซับในยัดไส้ ส่งผลให้ชุดฮั่นฝูของนางพองหนาแน่นเอี๊ยดจนรูปร่างพองโตดุจหมอนข้างขนาดมหึมา!
ยามที่มะลิก้าวเดิน... นางจำต้องเดินอ้าขาเล็กน้อยและก้าวอุ้ยอ้ายไปข้างหน้าด้วยความหนักอึ้งดุจเพนกวินยักษ์เดินบนลานน้ำแข็ง!
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นผิดมนุษย์ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าวังหลวงแทบสะเทือน!
บรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางรอบข้างพากันยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก ซุบซิบและส่งสายตาดูถูกเย้ยหยันกันสนุกปาก
“สวรรค์... นั่นหรืออนุภรรยาใหม่ของชินอ๋อง? แต่งตัวประหลาดแท้!”
“พองหนาเหมือนหมอนข้างสอดไส้ผ้าห่ม! ไร้รสนิยมสมเป็นอนุภรรยาจากตระกูลขุนนางตกอับ!”
“กิริยาอาการเดินอ้าขาอุ้ยอ้ายเช่นนั้น... ช่างขายหน้าตระกูลเวินต่อหน้าพระพักตร์ยิ่งนัก!”
ทว่า... ฝั่งของ ‘เวินเชียนฟาน’ ชินอ๋องสายมโนระดับจักรวาล!
ชินอ๋องจ้องมองการก้าวเดินอันหนักแน่น พองหนา และไร้ทรวดทรงของมะลิด้วยดวงตาคมกริบที่สั่นระริก เหงื่อกาฬเริ่มซึมฝ่ามือด้วยความยำเกรงและทึ่งจัด!
‘สะ... เสื้อเกราะอ่อนสงครามพิเศษซ่อนคลังแสง!’ เวินเชียนฟานสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสะพรึงกลัว!
‘นางใส่ชุดพองหนาไร้รูปทรง เพื่อซ่อนทั้งเข็มพิษ ยันต์มหาอุตม์ ระเบิดควัน และศัสตราวุธยุทธศาสตร์ไว้ใต้ร่มผ้าแน่นเอี๊ยดจนหนักอึ้ง!’
ชินอ๋องมองการก้าวเดินอุ้ยอ้ายของมะลิแล้วขบกรามแน่น ‘การเดินก้าวอ้าขาหนักแน่นเช่นนั้น... แท้จริงแล้วคือการถ่วงดุลน้ำหนักอาวุธใต้กระโปรง! ช่างเป็นยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมรบที่ไร้ช่องโหว่ยามต้องบุกเข้าถิ่นศัตรู! จอมมารซูเหมย... เจ้าช่างรอบคอบยิ่งนัก!’
มะลิที่กำลังเดินอุ้ยอ้าย (เพราะกระเป๋าเสื้อและกระโปรงหนักมาก) หันไปเห็นชินอ๋องยืนจ้องด้วยสายตาจริงจัง นางก็ยักคิ้วให้พระเอกหนึ่งที พลางกระซิบเสียงเบา
“สวัสดีค่ะท่านอ๋อง... วันนี้ชุดหนูกระชับดีไหมคะ? พร้อมลงสนามสุดๆ!”
เวินเชียนฟานพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าเครียดจัด “ดีมาก... รักษาระดับคลังแสงของเจ้าไว้ให้ดี อย่าให้ศัตรูจับพิรุธได้!”
มะลิ: ‘เอ๊ะ... คลังแสง? อ๋องหมายถึงถุงซ่อนของกินใต้กระโปรงใช่ปะ? เออ รู้กันๆ!’ มะลิส่งยิ้มหวานยักคิ้วรับรู้!
ตึงงงงงงงงง!
เสียงฆ้องโบราณดังสะท้อนไปทั่ว ‘โถงบุปผาตระการ’ ณ พระราชวังหลวง...
บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงใหญ่ตระการตาโอ่อ่า โอ่โถงประดับประดาด้วยเสาหินปิดทองคำแท้และผ้าม่านแพรพริ้วไหว เสียงดนตรีมโหรีราชสำนักบรรเลงไพเราะ เสนาบดี ขุนนางชั้นสูง และเชื้อพระวงศ์นับร้อยชีวิตนั่งประจำตำแหน่งสองฝั่งโต๊ะเสวยยาว
ณ พระตำหนักหัวโถง... ‘ฮ่องเต้’ ผู้มีพระพักตร์เปี่ยมบารมี นั่งที่ประธานคู่กับ ‘ฝงฮองเฮา’ สตรีผู้มีสายตาเย็นชาและรังสีอำมหิตปิดไม่มิด ถัดมาคือ ‘องค์ชายใหญ่’ และ ‘องค์รัชทายาท’
ทว่า สิ่งที่ตรึงสายตาของมะลิไว้แน่นยิ่งกว่าพระพักตร์ของฮ่องเต้...
คือ ‘โต๊ะจีนจักรพรรดิไฮเอนด์’ ที่จัดวางอยู่เบื้องหน้า!
บนโต๊ะเสวยประดับด้วยจานกระเบื้องเคลือบปิดทองคำแท้ อัดแน่นไปด้วยมหาเสบียงระดับเจ็ดดาวที่หาทานไม่ได้บนโลกมนุษย์:
เป็ดปักกิ่งวังหลวงย่างสีทองฉ่ำน้ำซอส หนังกรอบวาววับส่งกลิ่นหอมเตะจมูก
ซุปหูฉลามจักรพรรดิ น้ำซุปทองคำเคี่ยวเข้มข้นมีเนื้อหูฉลามแผ่นโตลอยฟ่อง
กุ้งมังกรวังหลวงนึ่งเหล้าจีน ตัวยักษ์เท่าแขนเด็ก ราดด้วยซอสกระเทียมฉ่ำๆ
ขนมเปี๊ยะเสวยประดับทองคำแท้ ขนมกุ้ยฮวา และผลไม้แช่เย็นสดฉ่ำ!
พริบตาที่สายตาของมะลิปะทะเข้ากับกองทัพอาหารบนโต๊ะ...
วูบ!
ดวงตาของมะลิเปลี่ยนเป็นประกายเงินดอลลาร์ $100$ และรูปของกินทันที! หัวใจเต้นระทึกด้วยความฟินระดับร้อยแปดสิบจังหวะต่อนาที! น้ำลายสอในคอจนต้องแอบกลืนลงคอดัง เอื้อก!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจอย่างเบิกบานสุดขีด!
‘นี่มันบุฟเฟต์ฮ่องกงระดับเจ็ดดาวของจริงว้อยยยย! เป็ดปักกิ่งย่างหนังกรอบ! ซุปหูฉลาม! กุ้งมังกรยักษ์! สวรรค์ชัดๆ! งานนี้กูจะโซ้ยให้ราบคาบ แล้วใชักระเป๋าซ่อนใต้กระโปรงขยายสามเท่า ห่อกลับบ้านไปฝากอาชูให้พูนเรือนเลยคอยดู!’
มะลิเดินดุ่มๆ เข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างชินอ๋องปุ๊บ! ตาจ้องมองเป็ดปักกิ่งหนังกรอบตรงหน้าไม่กลอกไปไหนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!
บรรยากาศบนโต๊ะเสวยเริ่มอึมครึม เมื่อฝงฮองเฮาเหยียดยิ้มเย็น ชะโงกหน้าจากตั่งลงมามองมะลิด้วยสายตาถากถาง
“อะแฮ่ม...” ฝงฮองเฮากระแอมขึ้น เสียงแหลมสูงทรงอำนาจดังกลบเสียงดนตรี “ได้ยินว่า... ชินอ๋องให้ความโปรดปราน ‘อนุซูเหมย’ ผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นพาเข้าวังมาร่วมงานเลี้ยงบุปผาด้วยตนเอง...”
องค์ชายใหญ่ที่นั่งข้างๆ รีบประสานเสียงเหยียด “ถูกต้องพะยะค่ะเสด็จแม่... แต่วันนี้การแต่งตัวของคุณหนูสามตระกูลซูช่าง ‘แปลกประหลาด’ ยิ่งนัก ชุดพองหนาไร้รูปทรง ราวกับไม่รู้จักกาลเทศะและธรรมเนียมราชสำนัก สมเป็นสายเลือดจากตระกูลตกอับจริงๆ!”
ฝงฮองเฮายิ้มสะใจ เอ่ยคำคมข่มขู่ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ “นั่นสิ... สตรีที่ไร้การอบรม ย่อมไม่อาจเชิดชูบารมีของวังอ๋องได้ หากวันหน้ากระทำความผิดร้ายแรงขึ้นมา เกรงว่าชินอ๋องจะต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย...”
การถากถางด้วยคำศัพท์ราชสำนักสูงศักดิ์นี้ ทำเอาบรรดาขุนนางรอบข้างพากันเงียบกริบ เกรงกลัวรังสีฆ่าฟันของฝั่งฮองเฮา...
ทว่า... ฝั่งของมะลิ!
นางไม่ได้ฟัง! ไม่ได้สนใจ! และไม่ได้รับรู้ถึงรังสีฆ่าฟันใดๆ ทั้งสิ้น!
เคร้ง!
มะลิคว้า ‘ตะเกียบคู่ทองคำแท้’ บนโต๊ะขึ้นมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! ยื่นไปคีบเอาหนังเป็ดปักกิ่งชิ้นโตฉ่ำซอส ยัดเข้าปากดัง กรวบ! เคี้ยวกรวบๆ แก้มตุ่ยด้วยสีหน้าสุขสุดๆ!
ตามด้วยการใช้มือเรียวสวยคว้าก้ามกุ้งมังกรยักษ์ขึ้นมาแกะ แกะๆ! ยัดเนื้อกุ้งเด้งดึ๋งเข้าปากแล้วเคี้ยว จ๊วบ! จ๊วบ! อย่างเมามัน!
ฝงฮองเฮาที่กำลังร่ายคำคมถากถางถล่มตระกูลซูถึงประโยคสำคัญ... ถึงกับคำพูดค้างกลางอากาศ! ปากอ้าพะงาบๆ จ้องมองมะลิที่กำลังนั่งแทะกุ้งมังกรแก้มตุ่ยอย่างตกตะลึงสุดขีด!
“จ... เจ้า! นังซูเหมย!” ฝงฮองเฮาเค้นเสียงสั่นด้วยความโมโหที่โดนเมิน 100%!
มะลิกลืนเนื้อกุ้งมังกรลงคอดัง อื๊อก! หันไปมองฝงฮองเฮาแป้งหนาบนพระตั่งด้วยสายตางงงวย ก่อนจะส่งยิ้มหวาน จากนั้นใช้ตะเกียบคีบก้ามกุ้งมังกรยักษ์ยื่นข้ามโต๊ะไปจ่อตรงหน้าพระตั่งฮองเฮา
“แหม... ฮองเฮาคะ! พูดเยอะๆ คอแห้งนะคะ รับก้ามกุ้งมังกรนึ่งเหล้าจีนไปแทะสักก้ามไหมคะ? เนื้อหวานเด้งดึ๋ง ตัดเลี่ยนคำคมได้ดีมากเลยค่ะ!”
พรวดดดดด!
ขุนนางขวัญอ่อนฝั่งซ้ายถึงกับสำลักน้ำชาพุ่งพรวด!
ฝงฮองเฮาหน้าเขียวสลับแดง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตึ๊บๆ ลมออกหูด้วยความอับอายและโมโหจนจุกอก พูดคำคมถากถางต่อไม่ได้อีกเลยแม้แต่คำเดียว!
งานเลี้ยงในวังหลวงขึ้นชื่อเรื่อง ‘สมรภูมิลอบวางยาพิษ’...
เวินเชียนฟานและชางสิงยืนเกร็งตัว สายตาคมกริบสอดส่องตรวจดูจานอาหารและขันทีรับใช้อย่างระมัดระวังสูงสุด ซ่อนเข็มเงินสกัดพิษไว้ในแขนเสื้อแน่นหนา
ทว่า... ในขณะที่ขันทีทดสอบพิษยังไม่ทันได้เดินนำเข็มเงินมาตรวจจานอาหารบนโต๊ะเสวย!
มะลิก็กวาดสายตามองอาหารทุกจานตรงหน้า แล้วลงมือจ้วงคีบเข้าปากอย่างรวดเร็ว!
กรวบ! (ซุปหูฉลาม)
จ๊วบ! (กุ้งมังกรนึ่ง)
งับ! (ขนมเปี๊ยะเสวยปิดทอง)
มะลิกินอาหารทุกจานตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ไร้ความลังเล ไร้ความเกรงกลัว ไม่รอให้ใครมาตรวจพิษทั้งสิ้น!
เวินเชียนฟานที่นั่งอยู่ข้างๆ เหงื่อกาฬไหลพรากเปียกชุ่มแผ่นหลัง จ้องมองการกลืนอาหารอย่างตะกลามรวดเร็วของมะลิด้วยความทึ่งปนหวาดผวาถึงขีดสุด!
‘กินอาหารทุกจานโดยไม่รอเข็มเงินทดสอบพิษเลยแม้แต่นิดเดียว!’ เวินเชียนฟานมือสั่นระริก สมองประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสยองขวัญ!
‘นางกำลังใช้วิชาปราณภายในสแกนละอองพิษและย่อยสลายพิษวังหลวงในกระเพาะอาหารทันทีที่กลืนลงไป!’
ชินอ๋องสูดหายใจลึก ‘พิษไร้รสของฝงฮองเฮาที่แอบแฝงมาในอาหาร... ถูกพลังปราณอสูรในกระเพาะของนางย่อยสลายกลายเป็นสารอาหารบริสุทธิ์ในเสี้ยววินาที! วิชาสยบพิษของจอมมารซูเหมย... ลึกล้ำเกินมนุษย์ไปแล้ว!’
ชางสิงและโม่เฟิงที่ซุ่มอยู่ด้านหลัง ถึงกับคุกเข่าลงด้วยความเลื่อมใสปนสยองขวัญ “ท่านอ๋องพะยะค่ะ... อนุซูสลายพิษวังหลวงทั้งโต๊ะด้วยกระเพาะอาหารพะยะค่ะ!”
มะลิที่กำลังเคี้ยวเป็ดปักกิ่งแก้มตุ่ย หันไปส่งยิ้มกวนประสาทให้ชินอ๋อง
“อื้มมม! ท่านอ๋องคะ เป็ดปักกิ่งวังหลวงนี่หนังกรอบฉ่ำซอสจริงเว้ย! รีบกินสิคะ เดี๋ยวคนอื่นแย่งหมดนะ!”
เวินเชียนฟานมองมะลิด้วยสายตาเลื่อมใสสูงสุด พยักหน้าตอบรับด้วยความยำเกรง
“ขอบใจเจ้ามาก ซูเหมย... ที่ช่วยสลายภัยพิบัติบนโต๊ะอาหารให้ข้า!”
มะลิ: ‘เอ๊ะ... สลายภัยพิบัติ? อ๋องหมายถึงช่วยกินไม่ให้ของเหลือทิ้งเสียดายของใช่ปะ? เออ น่ารักมาก!’
ต่างคนต่างยิ้ม... ต่างคนต่างเข้าใจกันไปคนละมิติมหาจักรวาลอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางสายตาช็อกค้างของคนทั้งวังหลวง!
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







