LOGINยามอู่ปลายๆ (ประมาณ 13.00 น.) ณ โถงบุปผาตระการ พระราชวังหลวง
บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงวังหลวงเงียบสงัดราวกับสุสาน...
ฝงฮองเฮาที่เพิ่งโดนยื่นก้ามกุ้งมังกรนึ่งเหล้าจีนตัดบทคำคมถากถาง นั่งจ้องมองมะลิด้วยสายตาเคียดแค้น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตึ๊บๆ พระหัตถ์สั่นระริกกำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนยับยู่ยี่
‘นังอนุชั้นต่ำ! กล้าเมินคำถากถางของข้า ซ้ำยังยื่นก้ามกุ้งมาลบเหลี่ยมข้าต่อหน้าธารกำนัล!’ ฝงฮองเฮากัดฟันกรอด สูบลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามตั้งสติเปลี่ยนสมรภูมิศึก!
องค์ชายใหญ่ที่นั่งข้างๆ เห็นผู้เป็นมารดาเสียหน้า จึงรีบยันกายลุกขึ้นประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ แล้วเอ่ยเสียงดังแหลมสูง
“เสด็จพ่อพะยะค่ะ! งานเลี้ยงบุปผาต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงครานี้ มีเพียงการเสวยอาหารและฟังดนตรีคงจะน่าเบื่อเกินไป... ตามธรรมเนียมราชสำนัก ยามฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาถึง เหล่ากุลสตรีตระกูลขุนนางสมควรร่ายบทกวีเฉลิมฉลอง เพื่อแสดงถึงการอบรมสั่งสอนอันสูงส่งของวงศ์ตระกูลพะยะค่ะ!”
ฮ่องเต้ผู้สวมชุดมังกรสีทองทรงแย้มพระโอษฐ์ พยักพระพักตร์เห็นพ้อง “อืม... ข้อเสนอของรัชทายาทใหญ่ไม่เลว แล้วเจ้าคิดว่าจะให้ใครเป็นผู้ร่ายบทกวีเปิดงานเล่า?”
องค์ชายใหญ่เหยียดยิ้มเหี้ยม หันขวับมามองทางมะลิที่กำลังใช้สองมือแทะหนังเป็ดปักกิ่งแก้มตุ่ย
“ข้าน้อยขอเสนอ... ‘อนุซูเหมย’ แห่งวังชินอ๋องพะยะค่ะ!” องค์ชายใหญ่เน้นเสียงหนัก “ได้ยินว่านางมาจากตระกูลซูขุนนางเก่า แม้ตระกูลจะตกอับไปแล้ว แต่นางย่อมได้รับการอบรมสั่งสอนบทกวีฤดูใบไม้ร่วงจากบิดามาบ้าง... เชิญอนุซูแสดงสติปัญญาให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตาเถิด!”
ขุนนางฝั่งฮองเฮาต่างพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ซุบซิบเย้ยหยันกันสนุกปาก
“เหอะ! อนุชั้นต่ำตระกูลตกอับเนี่ยนะจะร่ายบทกวีราชสำนัก?”
“แต่งกายพองหนาเหมือนหมอนข้างเดินได้ บทกวีที่ร่ายออกมาคงไร้รสนิยมไม่แพ้กัน!”
“คอยดูเถิด วันนี้วังชินอ๋องได้ขายหน้าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เป็นแน่!”
ทว่า... ทางฝั่งของมะลิ!
มะลิหยุดเคี้ยวหนังเป็ด เงยหน้าขึ้นมององค์ชายใหญ่และฝงฮองเฮาตาปริบๆ ในหัวของสาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุค 2026 เริ่มกรีดร้องและประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจ
‘บทกวีฤดูใบไม้ร่วงจีนโบราณ?! กวีนิพนธ์หลี่ไป๋ หรือตู้ฟู่ อะไรนั่นกูไม่รู้จักสักท่อนว้อย! ขนาดกวีไทยเรียนจบกูก็คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว! ในหัวกูตอนนี้มีแต่บทสวดมนต์งานศพ บทท่องจำกุสลา ธรรมา กับเพลงโฆษณายากษัยเส้น ที่เพิ่งหัดท่องตอนทำคอนเทนต์กวนประสาทก่อนจากมา เอาไงดีวะกู!’
มะลิเหงื่อซึมหลังคอ แต่ด้วยสัญชาตญาณความมั่นหน้าขั้นสุด มะลิกลืนเนื้อเป็ดลงคอดัง อื๊อก! แล้วใช้นิ้วมือเช็ดคราบมันที่ริมฝีปากอย่างชิลๆ
‘เอาวะ! ในเมื่อท่องกวีจีนไม่ได้... กูเอา ‘บทสวดมนต์งานศพ’ เนี่ยแหละ! ร่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดุดัน ทรงพลัง ดุจแม่ทัพออกศึกไปเลย! สวดแช่งส่งวิญญาณให้อีป้าแป้งหนากับลูกชายบนตั่งสลบคาที่ไปเลย!’
ตึง... ตึง... ตึง...
มะลิยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ... ร่างในชุดฮั่นฝูพองหนา 3 เท่า ยัดถุงซ่อนของกินไว้แน่นเอี๊ยด ส่งผลให้นางต้องก้าวเดินอุ้ยอ้ายเบาๆ ออกมาหยุดยืนกลางโถงจัดเลี้ยงใหญ่ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้!
มะลิเชิดหน้าขึ้น ยักคิ้วให้ฝงฮองเฮาหนึ่งที แล้วส่งยิ้มมั่นหน้าเกินร้อยกลบเกลื่อนความลนลานในใจ!
เวินเชียนฟานที่นั่งอยู่บนโต๊ะเสวยกอดอกแน่น สายตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังพองหนาของมะลิด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุด!
‘นางลุกขึ้นยืนแล้ว...!’ ชินอ๋องเหงื่อซึมฝ่ามือ สมองประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสะพรึงกลัว ‘การก้าวเดินที่หนักแน่นและพองหนานั้น... นางกำลังจะปลดปล่อยบทกวีรหัสลับค่ายกลสงครามเพื่อเปิดโปงขั้วอำนาจฝั่งฮองเฮาแล้วสินะ!’
มะลิสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กางแขนเสื้อพองหนาสองข้างออกดุจพญาอินทรีสยายปีก!
จากนั้น... นางก็ใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน ดุดัน ทรงพลัง ดุจแม่ทัพใหญ่กำลังบัญชาการกองทัพร้อยแสนทหารกลางสมรภูมิรบ!
“กุสลา ธรรมา... อกุสลา ธรรมา!”
เคร้ง!
ขุนนางฝั่งขวาทำถ้วยชาหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย!
มะลิไม่สนใจ เสียงของนางยิ่งทวีความดุดัน กังวานก้องไปทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยงใหญ่ พร้อมทำท่าทางประกอบดราม่าระดับรางวัลออสการ์!
“อนิจจา วาตสังขารา! สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่าน... เถ้าถ่านดับดิ้น!” มะลิชี้มือขึ้นฟ้า แล้วสะบัดแขนเสื้อชี้ตรงไปที่พระตั่งของฝงฮองเฮาอย่างแร็ปเปอร์!
“ผู้ใดคิดร้าย! ผู้ใดจิตใจสกปรก! ย่อมลอยล่อง... ไปตกในกระทะทองแดงชั้นสิบแปด! สาธุ!”
เมื่อบทกวีร่ายจบลง... มะลิก็สะบัดชายเสื้อฮั่นฝูพองหนาลงอย่างสง่างาม พร้อมส่งยิ้มหวานกวนประสาท ย่อกายเคารพฮ่องเต้แบบเนียนๆ หนึ่งที
“บทกวีซักฟอกต้อนรับฤดูใบไม้ร่วง... จบแล้วค่ะฝ่าบาท!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงชิลๆ
บรรยากาศทั่วทั้งโถงบุปผาตระการเงียบกริบยิ่งกว่าสุสานโบราณ... เงียบชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงใบไม้ร่วงนอกวังยังดังสะท้อน!
ขุนนางนับร้อยชีวิตนั่งตาค้าง ปากอ้าพะงาบๆ จ้องมองมะลิด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
ฝงฮองเฮาบนพระตั่งหน้าเขียวสลับแดง ร่างกายสั่นสะท้าน รู้สึกเหมือนถูกร่ายมนตร์ดำแช่งให้ตกกระทะทองแดงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้!
“จ... เจ้า! นังซูเหมย!” ฝงฮองเฮาเค้นเสียงสั่นด้วยความโมโหจนเลือดขึ้นหน้า “เจ้าท่องบทมนตร์ดำผีบ้าอะไรของเจ้าต่อหน้าพระพักตร์!”
ทว่า... ในขณะที่ฮองเฮากำลังจะกรีดร้องสั่งประหาร!
ฮ่องเต้กลับนั่งตาค้าง พระพักตร์เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและทึ่งจัด! ถัดมาคือ ‘องค์รัชทายาท’ ที่นั่งสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความสยองขวัญปนศรัทธา!
และคนที่สติแตกหนักที่สุด... คือ ‘เวินเชียนฟาน’!
ชินอ๋องนั่งนิ่งค้าง ดวงตาคมกริบสั่นระริก เหงื่อกาฬไหลทะลักเปียกชุ่มแผ่นหลังเสื้อคลุมขุนนาง! สมองระดับอัจฉริยะของเขากำลังถอดรหัสบทกวี ‘กุสลา ธรรมา’ อย่างบ้าคลั่งสลับซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขมับเต้นตึ๊บๆ
‘กุสลา ธรรมา... อกุสลา ธรรมา! ...นี่คือกฎแห่งกรรมและยุทธศาสตร์การเอาธรรมะสยบอธรรม! นางกำลังบอกข้าและฝ่าบาทว่า ขั้วอำนาจฝ่ายชั่วร้ายกำลังถูกสวรรค์พิพากษา!’
‘สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่าน เถ้าถ่านดับดิ้น...’ ชินอ๋องเหงื่อไหลพราก ‘สายลม หมายถึง กองกำลังลอบสังหารขององค์ชายใหญ่! เถ้าถ่านดับดิ้น หมายถึง ค่ายกลพิษลับที่ฝงฮองเฮาซ่อนไว้ในงานเลี้ยงนี้ ถูกนางระบุพิกัดและทำลายจนกลายเป็นเถ้าถ่านหมดสิ้นแล้ว!’
‘และ... ผู้ใดคิดร้าย ย่อมลอยไปในกระทะทองแดง! ...นี่คือการคำรามเตือนขั้วอำนาจฝั่งกบฏว่า หากใครกล้าขยับตัวในงานนี้ จุดจบย่อมเป็นการถูกประหารตกนรกหมกไหม้!’
ฮ่องเต้ทรงหันไปสบตากับองค์รัชทายาท แล้วตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงตื้นตันปนเลื่อมใส
“ลึกล้ำ... ลึกล้ำยิ่งนัก!” ฮ่องเต้ปรบพระหัตถ์ดัง แปะ! แปะ! “บทกวีของอนุซูเหมย ช่างแฝงไปด้วยหลักธรรมะและเตือนสติผู้คนได้ดุดันยิ่งนัก! ตระกูลซูอบรมบุตรสาวมาได้เปี่ยมสติปัญญาจริงๆ!”
ฝงฮองเฮาและองค์ชายใหญ่: “...!!” (หน้าช็อกค้าง พูดอะไรไม่ออก!)
มะลิที่กำลังยืนอยู่กลางโถง เลิกคิ้วงงงวย ‘เอ๊ะ... ฝ่าบาทปรบมืออวยบทสวดมนต์กุสลา ธรรมา เนี่ยนะ? คนยุคโบราณนี่ชอบฟังบทสวดมนต์กันจังวะ!’
มะลิจึงส่งยิ้มหวาน ย่อตัวเคารพ “ขอบพระคุณฝ่าบาทที่ทรงชมค่ะ! ถือว่าสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ทุกคนในงานมีความสุขละกันนะคะ!”
หลังร่ายบทสวดมนต์จบลง มะลิที่หิ้วท้องหิวก็เดินอุ้ยอ้ายกลับมาที่โต๊ะเสวย...
ทว่า สายตาของนางกลับไม่ได้มองเก้าอี้ของตัวเอง! แต่นางดันเหลือบไปเห็น ‘กุ้งมังกรวังหลวงนึ่งเหล้าจีนตัวยักษ์อีกจาน’ ที่วางประดับอยู่บนโต๊ะเล็กข้างพระตั่งของฝงฮองเฮา!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยย! กุ้งมังกรตัวนั้นยักษ์กว่าจานกูอีก!’ มะลิตาลุกวาวเป็นประกายเงินดอลลาร์ทันที!
ด้วยความหิวและความมักง่าย มะลิเดินเอี้ยวตัว เอื้อมมือเรียวสวยข้ามโต๊ะไปหมายจะคีบเอาก้ามกุ้งมังกรจานนั้นมาใส่จานตัวเอง!
ทว่า... นางลืมไปว่า!
‘ชายเสื้อฮั่นฝูพองหนา 3 เท่า’ ของนาง บัดนี้แน่นเอี๊ยดไปด้วยห่อซาลาเปา เกาลัดคั่ว และเนื้อย่างที่ยัดซ่อนไว้จนพองโตดุจถุงกระสอบ!
ยามที่มะลิเอี้ยวตัวยื่นมือออกไป...
พรึ่บ!
ชายเสื้อฮั่นฝูหนาแน่นยัดไส้ ได้ไปสะกิดเข้ากับ ‘แจกันดอกไม้แกะสลักหินอ่อน’ ที่วางตั้งอยู่หน้าพระตั่งฮองเฮาอย่างจัง!
แจกันใบนั้น... มิใช่แจกันธรรมดา! แต่เป็น ‘กลไกซ่อนเข็มพิษลับ’ ที่ฝงฮองเฮาและเสนาบดีเฉินสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ซ่อนกลไกสปริงเข็มพิษสลายปราณไว้ข้างใน เพื่อเตรียมใช้ลอบสังหารชินอ๋องยามเผลอ!
เพล้งงงงงงงงงงงงงง!!
แจกันหินอ่อนล้มตึงร่วงลงพื้นแตกกระจาย!
และด้วยแรงกระแทกอันมหาศาลจากชายเสื้อพองหนา... กลไกสปริงลับภายในแจกันก็ลั่นทำงานทันที!
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เข็มเงินอาบยาพิษสีดำสนิทนับสิบเล่ม พุ่งทะยานออกจากซากแจกันอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! พุ่งเข้าเจาะปักลงบน ‘เสาหินปิดทอง’ ข้างพระตั่งฮองเฮา และ ‘หม้อซุปเสวย’ ของฝงฮองเฮาต่อหน้าธารกำนัลทั้งโถงจัดเลี้ยง!
ซู่...!
เข็มพิษปักลงหม้อซุป พริบตานั้น น้ำซุปเสวยสีทองก็กัดกร่อนกลายเป็นสีดำเข้มและส่งควันพิษเหม็นไหม้ฟุ้งกระจายขึ้นฟ้าทันที!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!”
ฝงฮองเฮาผวากระโดดถอยหลังตกพระตั่ง กรีดร้องเสียงแหลมสูงด้วยความขวัญผวา! บรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์กรีดร้องลุกขึ้นหนีตายกันปั่นป่วน!
“ยาพิษ! มีคนวางยาพิษในหม้อซุปเสวยของฮองเฮา!!” ทหารองครักษ์ชักกระบี่ออกจากฝักเสียงดังลั่น แกร๊ก!
ท่ามกลางความวุ่นวายปั่นป่วนหนีตายของคนทั้งวังหลวง...
มะลิที่ยืนอยู่ตรงนั้น สะดุ้งเหวอเบาๆ ก้มมองซากแจกันแตกแล้วมองหน้าฝงฮองเฮาที่นอนกองอยู่บนพื้น
“อุ๊ยตาย! ขอโทษค่ะฮองเฮา!” มะลิส่งยิ้มหวาน ทำสีหน้าเนียนๆ ปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ “พอดีแขนเสื้อหนาไปหน่อย เดินสะกิดโดนแจกันแตกเลย! แต่ดีนะคะเนี่ยที่แจกันล้ม ไม่งั้นฮองเฮาคงเผลอกินซุปพิษถ้วยนั้นไปแล้ว!”
พูดจบ มะลิก็ใช้ตะเกียบคีบเอาก้ามกุ้งมังกรยักษ์จากจานนั้น ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยว จ๊วบ! จ๊วบ! หน้าตาเฉยอย่างไม่แยแสสิ่งใดในโลก!
ทว่า... ฝั่งของเวินเชียนฟาน องค์รัชทายาท และฮ่องเต้!
ชินอ๋องยืนตัวเกร็งตึง ดวงตาคมกริบเบิ่งกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! เหงื่อกาฬ ไหลทะลักเปียกชุ่มเสื้อคลุม!
‘ทำลายกลไกพิษลับของฮองเฮา... ด้วยการสะบัดชายเสื้อเพียงครั้งเดียว!’
เวินเชียนฟานขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง สมองประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสะพรึงกลัวปนเลื่อมใสถึงขีดสุด!
‘นางคำนวณตำแหน่งแจกันกลไกไว้ตั้งแต่แรก! นางใช้ชายเสื้อพองหนาที่ซ่อนยุทธภัณฑ์ ทำลายกลไกเข็มพิษให้ลั่นทำงานต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายของฝงฮองเฮาอย่างเลือดเย็นและเหนือชั้น!’
ชางสิงและโม่เฟิงที่ซุ่มอยู่บนเพดาน ถึงกับคุกเข่าลงด้วยความเลื่อมใสปนผวา ‘จอมมารซูเหมย... นางคุมเกมสงครามวังหลวงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!’
ชินอ๋องมองมะลิที่กำลังเคี้ยวก้ามกุ้งมังกรแก้มตุ่ยด้วยสายตาเลื่อมใสสูงสุด...
‘ซูเหมย... เจ้าช่างเป็นยอดแม่ทัพผู้กอบกู้แคว้นที่ไร้เทียมทานจริงๆ!’
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







