LOGINยามเว่ยปลายๆ (ประมาณ 14.30 น.) ณ โถงบุปผาตระการ พระราชวังหลวง
หลังพายุวิกฤตการณ์ศึกขาเป็ดปักกิ่งย่างหม่าล่าสงบลง... บรรยากาศภายในโถงจัดเลี้ยงใหญ่ที่เคยคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นควันพิษและคราบน้ำมันเป็ด กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยได้อย่างรวดเร็วด้วยกำลังทหารองครักษ์หลวงประจำพระองค์!
เสียงโลหะโซ่ตรวนกระทบกันดัง แกร๊ก! แกร๊ก!
กองกำลังทหารกบฏชุดดำนับร้อยชีวิตที่ยอมปลดอาวุธ ถูกองครักษ์หลวงพันธนาการไว้แน่นหนาและถูกลากตัวออกไปขังคุกใต้ดินทันที
“ปล่อยข้า! เสด็จพ่อ! ข้าทำเพื่อราชวงศ์เวินนะพะยะค่ะ!” องค์ชายใหญ่กรีดร้องโวยวายด้วยความสติแตก ใบหน้าที่เคยจองหองบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นหิน
เสนาบดีเฉินหน้าซีดเผือด เข่าอ่อนไร้เรื้อแรง ถูกทหารองครักษ์สองนายหิ้วปีกไถลไปตามพื้นหินขัดเงาดุจหมาหมดสภาพ
“องค์ชายใหญ่... เสนาบดีเฉิน...” ฮ่องเต้ผู้สวมชุดมังกรสีทองทรงประทับยืนบนพระตั่งด้วยสีหน้าดุดันเย็นชา ตรัสด้วยน้ำเสียงดังกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งโถง “พวกเจ้าก่อการกบฏ ลอบวางยาพิษ และหมายสังหารเราต่อหน้าธารกำนัล! มีความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดิน... สั่งถอดถอนยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหมด และส่งตัวไปขังคุกใต้ดินเพื่อรอการประหารยกตระกูลสามชั่วโคตร!!”
“ไม่นะ! เสด็จพ่ออออออ!” เสียงกรีดร้องโหยหวนขององค์ชายใหญ่ค่อยๆ หายลับไปตามทางเดินยาว
ส่วนฝงฮองเฮาที่เพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมาจากพระตั่ง กระเด้งตัวลุกขึ้นมาเห็นสภาพลูกชายและบิดาโดนลากตัวไปประหาร ก็กรีดร้องเสียงแหลมสูงจนแก้วหูคนทั้งงานแทบแตก!
“กรี๊ดดดดดดดดดด! ฝ่าบาท! ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าและตระกูลฝงไม่ได้นะ!”
“ปลดฝงฮองเฮาออกจากตำแหน่งฮองเฮาเดี๋ยวนี้!” ฮ่องเต้ตรัสสวนเสียงต่ำเย็นชา “ถอดถอนเป็นสามัญชน และส่งตัวไปกักขังในตำหนักเย็นตลอดชีวิต! ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมเยียนเป็นอันขาด!”
“ไม่จริงงงงงงงงงงง!” ฝงฮองเฮากรี้ดร้องสลบคาพระตั่งอีกรอบ ก่อนจะถูกทหารองครักษ์ลากตัวออกไปอย่างหมดสภาพ!
ตัดกลับมาที่... มุมของ ‘มะลิ’!
สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุค 2026 นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะเสวย ในมือถือชิ้นหนังเป็ดปักกิ่งย่างฉ่ำซอสชิ้นสุดท้าย ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยว กรวบ! กรวบ! พลางมองดูการลากตัวนักโทษทางการเมืองด้วยสายตาชิลๆ
‘เออ... สมน้ำหน้า!’ มะลิสบถในใจอย่างเบิกบานใจ (แกล้งทำเป็นปฏิวัติกู้ชาติกันดีนัก โดนลากไปขังคุกประหารหมดเลย! เสียเวลาเคี้ยวเป็ดกูหมด! ไอ้พวกบ้านี่เดินไม่มองทางเองแท้ๆ ดันมาขัดจังหวะบุฟเฟต์ VIP ของกู!)
เมื่อความวุ่นวายทางการเมืองถูกชำระบัญชีจนเบ็ดเสร็จ...
ฮ่องเต้ผู้มีพระพักตร์เปี่ยมบารมี พร้อมด้วยองค์รัชทายาท ก็เสด็จลงมาจากพระตั่งประธาน ทรงก้าวพระบาทตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าโต๊ะเสวยของมะลิและเวินเชียนฟาน!
ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ และกุลสตรีตระกูลสูงนับร้อยชีวิตต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น เงี่ยหูฟังด้วยความเคารพยำเกรงสูงสุด
“อนุซูเหมยแห่งตระกูลซู...” ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงตื้นตันปนศรัทธา แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “เจ้าใช้เพียง ‘ศัสตราวุธติดมัน’ สะบัดขู่สยบยอดแม่ทัพกบฏ ป้องภัยให้แก่เราและองค์รัชทายาทต่อหน้าธารกำนัล! ความดีความชอบในการกอบกู้ราชวงศ์เวินครานี้... มหาศาลยิ่งนัก!”
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์เห็นพ้องอย่างแรง “ถูกต้องพะยะค่ะเสด็จพ่อ! หากมิได้ ‘วิชาขาเป็ดไร้เงา’ ของอนุซูเหมย ป่านนี้พวกเราคงถูกทหารกบฏสับเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว!”
มะลิที่กำลังนั่งเช็ดคราบน้ำมันเป็ดที่ริมฝีปาก สะดุ้งเหวอเล็กน้อย หันซ้ายหันขวามองหน้าฮ่องเต้
‘เอ๊ะ... วิชาขาเป็ดไร้เงาอะไรของพวกมึงวะ?’ มะลิคิดในใจงงๆ (กูแค่สะบัดขาเป็ดกันคนมาแย่งกินเฉยๆ นะเว้ย! ไอ้หมูยักษ์นั่นมันลื่นคราบน้ำมันเป็ดล้มหัวทิ่มเสาเองต่างหาก! นี่พวกมึงมโนอวยกูเป็นแม่ทัพกู้ชาติกันจริงๆ เหรอเนี่ย? แต่เอาเหอะ... อวยกูแปลว่าจะแจกรางวัลสินะ! จัดมาเลยฝ่าบาท!)’
มะลิรีบยันกายลุกขึ้นยืน ย่อกายเคารพแบบเนียนๆ “ขอบพระคุณฝ่าบาทและองค์รัชทายาทที่ทรงชมค่ะ! หนูทำไปตามสัญชาตญาณความหิวล้วนๆ ค่ะ!”
ฮ่องเต้ทรงแย้มพระโอษฐ์ปรบพระหัตถ์ชอบพระทัย “ดี! สตรีผู้มีความกล้าหาญและถ่อมตนเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน! เพื่อตอบแทนความดีความชอบครานี้... เราขอพระราชทาน ‘ทองคำแท่งหนึ่งพันตำลึง’!”
ขันทีรีบยกถาดทองคำแท่งแวววาวพูนถาดเข้ามาถวาย!
ทว่า... สิ่งที่ฮ่องเต้ทรงชูขึ้นมาในพระหัตถ์ต่อมา นั้นกลับมิใช่ทองคำ! แต่มันคือ ‘ป้ายทองคำแท้แกะสลักรูปพฤกษาและสัญลักษณ์วังหลวง’ อันงดงามอลังการ!
“และสิ่งนี้...” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “‘ป้ายทองพฤกษาเสวยพระกระยาหารฟรีตลอดชีวิต’! ป้ายทองนี้มีตราประทับของจักรพรรดิ... ไม่ว่าเจ้าจะก้าวเท้าเข้าสู่ครัวหลวงในพระราชวังหลวง หรือห้องเครื่องวังอ๋องแห่งใดในแผ่นดิน เจ้าสามารถสั่งอาหารและเสวยพระกระยาหารเลิศรสทุกชนิดได้ฟรีโดยไม่มีข้อจำกัดตลอดชีวิตของเจ้า!!”
พริบตาที่คำว่า ‘กินฟรีตลอดชีวิต!’ หลุดออกมาจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้...
วูบ!
ดวงตาของมะลิขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! เปล่งประกายวาววับเป็นรูปสัญลักษณ์ดอลลาร์ $100$ และรูปเป็ดปักกิ่งทันที! หัวใจเต้นระทึกปานจะพุ่งทะลุออกมานอกอก!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจด้วยความฟินนรกแตก!
‘ป้ายทองกินฟรีตลอดชีวิตว้อยยยยยยยยย! กินฟรีในวังหลวงตลอดชาติ! มีเป็ดปักกิ่ง ซุปหูฉลาม กุ้งมังกร เสิร์ฟฟรีถึงปากยันแก่! นี่มันรางวัลในดวงใจของสายตะกลามชัดๆ! สวรรค์มีจริงว้อยยยย!’
มะลิไม่รอช้าแม้แต่มิลิเมตรเดียว! มือเรียวสวยพุ่งพรวดออกไปตบหน้าอกตัวเองดัง ปัง! ปัง! รับเอาป้ายทองคำแท้มาถือไว้แน่นกอดอก ยิ้มแป้นจนแก้มแทบแตก!
“ขอบพระคุณฝ่าบาทอย่างยิ่งค่ะ!” มะลิเอ่ยเสียงสดใสระดับร้อยเดซิเบล “สัญญาเลยค่ะว่าจะแวะมากินบ่อยๆ กินให้คุ้ม! ไม่ให้เสียชื่อป้ายทองคำแท้ของฝ่าบาทแน่นอนค่ะ!”
ขณะที่มะลิกำลังลูบป้ายทองคำด้วยความฟินระดับร้อยแปดสิบจังหวะ...
ทางฝั่งของ ‘เวินเชียนฟาน’!
ชินอ๋องยืนตัวเกร็งตึง จ้องมองแผ่นหลังพองหนาของมะลิที่กำลังกอดป้ายทองคำไว้แน่นด้วยดวงตาคมกริบที่สั่นระริก! เหงื่อกาฬไหลพรากเปียกชุ่มเสื้อคลุมขุนนาง! สมองระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสะพรึงกลัวปนเลื่อมใสสลับซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง หัวใจเต้นระทึกด้วยความตื้นตันปนยำเกรงสูงสุด!
‘นางไม่ขอตำแหน่งชายาเอก... ไม่ขอยศถาบรรดาศักดิ์ขุนนางหญิง... ไม่ขอที่ดินหรืออำนาจทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย!’ ชินอ๋องเหงื่อซึมฝ่ามือ ‘แต่นางรับเพียงป้ายทองเสวยพระกระยาหารฟรี! นี่คือการส่งสัญญาณยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้นยิ่งนัก!’
เวินเชียนฟานขบกรามแน่น ‘นางกำลังส่งสัญญาณบอกข้าและฝ่าบาทว่า... นางมิได้ยึดติดในยศถาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจลาภยศอันจีรังยั่งยืน! สิ่งที่นางต้องการมีเพียงความอุดมสมบูรณ์ สงบสุข และผาสุกของแผ่นดินเท่านั้น! จอมมารซูเหมย... เจ้าช่างเป็นยอดขุนพลผู้มีความถ่อมตนและเลิศล้ำเกินมนุษย์อย่างแท้จริง!’
ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทหันมาสบตากับชินอ๋อง พยักพระพักตร์ด้วยน้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ
“เชียนฟาน...” ฮ่องเต้ตรัสเสียงสั่น “เจ้าได้ยอดหญิงผู้มีความถ่อมตนและเลิศล้ำปัญญาเช่นนี้มาอยู่ข้างกาย... ช่างเป็นบุญญาธิการของวังอ๋องและแคว้นเราจริงๆ!”
องค์รัชทายาทปรบพระหัตถ์ดัง แปะ! แปะ! “อนุซูเหมย... นางคือยอดขุนพลผู้ไม่ยึดติดลาภยศที่เกรียงไกรที่สุดในยุคนี้!”
มะลิที่กำลังใช้มุมเสื้อเช็ดป้ายทองคำวาววับ เลิกคิ้วงงงวย มองผู้คนที่กำลังอวยนางด้วยสายตาสับสน
‘เอ๊ะ... อวยกูอีกละ? กูแค่รับป้ายกินฟรีเพราะกูงกของกินนะเว้ย! คนยุคโบราณนี่ชอบคิดลึกกันจังวะ!’
ยามเว่ยแก่ๆ (ประมาณ 16.00 น.)
งานเลี้ยงบุปผาวังหลวงเลิกลาลง... ผู้คนเริ่มทยอยเดินทางกลับ
ทว่า... มะลิไม่รอช้า! อาศัยจังหวะชุลมุนยามคนเดินออกจากโถงจัดเลี้ยง!
มะลิรีบใช้นิ้วมือส่งสัญญาณกวักเรียกขันทีประจำโต๊ะเสวยทันที “พี่ชายคะ! จานนี้ เป็ดปักกิ่งหนังกรอบชิ้นที่เหลือ... ขนมเปี๊ยะเสวยประดับทองคำ... และขนมกุ้ยฮวาจานนี้... มีถุงใบบัวไหมคะ? ห่อให้หนูด่วนเลยค่ะ!”
ขันทีตาค้าง แต่ด้วยความเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ "ยอดขุนพลกู้ชาติ" จึงรีบนำใบบัวและห่อกระดาษไขมาจัดห่อให้อย่างรวดเร็ว!
มะลิไม่รอช้า! คว้าเอาห่อเป็ดปักกิ่งหนังกรอบ ห่อขนมเปี๊ยะประดับทอง และซาลาเปาวังหลวง ยัดพรวดๆ ใส่เข้าไปใน ‘กระเป๋าซ่อนใต้กระโปรงและชายเสื้อขยาย 3 เท่า’ ที่ให้อาชูเย็บไว้เมื่อเช้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
พรึ่บ! พรึ่บ!
ห่อเสบียงนับสิบห่อถูกยัดอัดแน่นลงไปในซับในกระโปรงและแขนเสื้อ จนร่างของมะลิพองโตขึ้นอีกสามเท่า! ตัวพองแน่นเอี๊ยดดุจกระสอบข้าวสารเคลื่อนที่!
ยามที่มะลิเดินก้าวออกจากโถงวังหลวง... นางจำต้องเดินอ้าขาเล็กน้อยและก้าวอุ้ยอ้ายพองโตไปขึ้นรถม้าดุจเพนกวินยักษ์!
ตึง... ตึง... ตึง...
เวินเชียนฟานที่เดินตามหลังมา จ้องมองร่างพองโตแน่นเอี๊ยดของมะลิด้วยสายตาเลื่อมใสและยำเกรงสูงสุด!
‘กวาดสะสมคลังแสงยุทธภัณฑ์และเสบียงลับจากวังหลวงกลับบ้านอีกแล้ว!’ ชินอ๋องเหงื่อซึมฝ่ามือ ‘นางรอบคอบยิ่งนัก! แม้ศึกกบฏจะจบลง แต่นางยังคงตุนยุทธภัณฑ์ไว้ใต้กระโปรงเพื่อเตรียมรับมือศึกครั้งต่อไป! จอมมารซูเหมย... เจ้าไม่เคยประมาทเลยจริงๆ!’
.
ยามโหย่ว (ประมาณ 18.00 น.) ณ เรือนท้ายสวน วังชินอ๋อง
รถม้าเคลื่อนตัวกลับมาถึงวังอ๋องอย่างปลอดภัย...
มะลิเดินอุ้ยอ้ายพองโตกลับมาถึงเรือนพักท้ายสวน พอเปิดประตูห้องพักเข้าไปปุ๊บ!
มะลิก็คว้าเอาห่อกระดาษไขและห่อใบบัวนับสิบห่อ ออกมาจากกระเป๋าซ่อนใต้กระโปรงและแขนเสื้อ... วางพูนโต๊ะไม้ต่อหน้า ‘อาชู’ สาวใช้คนสนิทดุจภูเขาเสบียง!
ตึง! ตึง! พรวด!
เป็ดปักกิ่งหนังกรอบฉ่ำซอส... ขนมเปี๊ยะเสวยประดับทองคำแท้... ซาลาเปาวังหลวง... และขนมกุ้ยฮวาร้อนๆ ลอยฟ่องเต็มโต๊ะส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งเรือนพัก!
อาชูที่กำลังนั่งรอด้วยความตื่นตระนก จ้องมองกองมหาเสบียงวังหลวงตรงหน้า...
พรวดดดดด!
อาชูตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ ทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความซาบซึ้งใจและศรัทธาสุดขีด! กราบไหว้มะลิสุดชีวิต!
“คุณหนูสาม... ฮืออออออออ!” อาชูปาดน้ำตาร้องไห้โฮ “ท่าน... ท่านขนคลังเสบียงมหาอำนาจจากวังหลวงกลับมาฝากข้าจริงๆ ด้วย! ขนมเปี๊ยะประดับทองคำแท้! เป็ดปักกิ่งวังหลวง! คุณหนูคือเทพธิดามาโปรดข้าโดยแท้จริงเจ้าค่ะ!”
มะลิหัวเราะร่า ตบไหล่สาวใช้เบาๆ “บอกแล้วไงอาชู! อยู่กับหัวหน้าไม่มีวันอดตาย! กินให้เต็มที่เลยว้อย!”
พูดจบ มะลิก็เดินไปนอนเอนกายบิดตัวบนเตียงนุ่มๆ ชูป้ายทองคำเสวยฟรีตลอดชีวิตขึ้นมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างด้วยรอยยิ้มแป้นมั่นหน้าเกินร้อย!
“หึๆๆๆ... มหากาพย์บุฟเฟต์กินฟรีตลอดชีวิตของกู... เริ่มต้นขึ้นแล้วว้อยยยย!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ พลางยกเป็ดปักกิ่งเข้าปากเคี้ยว กรวบ! อย่างมีความสุขไร้สิ่งใดเปรียบเทียบในมหาจักรวาล!
ยามอู่ (ประมาณ 12.00 น.) ณ ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้น ตำหนักเก้าชั้นฟ้าตึงงงงงงงงงงงงง!เสียงกลองศึกทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามเที่ยงตรง!ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวขนาดยักษ์ กว้างขวางนับพันจั้ง ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์หินอ่อนที่คลาคล่ำไปด้วยเชื้อพระวงศ์ แม่ทัพ และยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน! เหนือลานประลอง มี ‘ม่านค่ายกลกระจกสะท้อนภาพเวทมนตร์’ ขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่กลางเวหา ฉายภาพบรรยากาศจำลองสู่สายตาคนทั้งมหาทวีปณ ซุ้มเสวย VIP สูงสุด... มหาจักรพรรดิบูรพาทรงประทับเคียงข้างมะลิ โดยมีกองทัพทหารเกราะทองคำสิบล้านนายยืนอารักขาแน่นหนาชนิดที่แม้แต่มดยังแทรกผ่านไม่ได้!เวินเชียนฟานในชุดเกราะศึกสีดำทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่ข้างเก้าอี้ของมะลิ มือหนากุมด้ามกระบี่ประจำกาย แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองนางด้วยความทะนุถนอม“ยอดดวงใจของข้า...” ชินอ๋องโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนางอย่างอ่อนโยน “การประลองด่านแรกกำลังจะเริ่มขึ้น... ข้ากับเสด็จพ่อตาตกลงกันแล้ว เจ้าแค่นั่
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?







