เข้าสู่ระบบยามเฉินผันผ่านสู่ยามสี่ (ประมาณ 09.30 น.) ณ หอบรรพชน วังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในหอบรรพชนอันเป็นที่ประดิษฐานป้ายชื่อบรรพบุรุษตระกูลเวิน เย็นชืดและอบอวลไปด้วยกลิ่นควันธูปสลัว...
‘เฉินเจียวเม่ย’ หรือ ‘อนุเฉิน’ นั่งชันเข่าอยู่บนพื้นหินขัดเงา ใบหน้าสวยงามผัดแป้งหนาเตอะเมื่อวันก่อน บัดนี้ซีดเผือดดุจคนตาย ขอบตาซูบดำคล้ำเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน มือขวาที่ถือพู่กันสั่นงันงกจนแทบจะจับพู่กันไม่อยู่!
แกร๊ก... แกร๊ก...
เสียงพู่กันลากบนกระดาษสาสั่นกระตุกอย่างน่าสงสาร... ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ นางเพิ่งคัด ‘กฎบรรพชนตระกูลเวิน’ ไปได้เพียงสิบสองจบ จากทั้งหมดหนึ่งร้อยจบ!
“ม... มือข้า... นิ้วข้าจะหักแล้ว...” อนุเฉินละล่ำละลักสะอื้นไห้ น้ำตาไหลนองหน้า “ท่านพ่อ... เสด็จพี่องค์ชายใหญ่... เหตุใดป่านนี้ยังไม่ส่งคนมาช่วยข้าอีก...”
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นดังขึ้นจากทางเดินหน้าหอบรรพชน!
‘ชางสิง’ องครักษ์คนสนิทของชินอ๋อง เดินถือม้วนคำสั่งทางการก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านาง สายตาคมกริบมองอนุเฉินด้วยความสมเพชและเย็นชา
“องครักษ์ชาง!” อนุเฉินตาลุกวาว พุ่งตัวเข้ามาเกือบจะจับชายเสื้อชางสิง “ท่านพ่อกับองค์ชายใหญ่ยื่นเรื่องต่อฝ่าบาทเพื่อพาข้าออกจากหอบรรพชนแล้วใช่หรือไม่! ท่านอ๋องปล่อยข้าแล้วใช่ไหม!”
ชางสิงแค่นหัวเราะในลำคอ คลี่ม้วนคำสั่งออกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“อนุเฉิน... สำนักประหารหลวงเพิ่งมีคำสั่งประหารชีวิตเสนาบดีเฉินและองค์ชายใหญ่ ฐานก่อกบฏต่อแผ่นดินและลอบวางยาพิษฮ่องเต้! ส่วนตระกูลเฉินและตระกูลฝงถูกถอดถอนยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดและเนรเทศยกตระกูลไปเป็นทาสชายแดนแล้วพะยะค่ะ!”
เพล้งงงงงง!
พู่กันในมือของอนุเฉินหลุดมือร่วงลงพื้นแตกกระจาย!
อนุเฉินตาถลนหลุดจากเบ้า ร่างกายเกร็งกระตุกสติแตกช็อกค้างไปทันที! “ท... ท่านพ่อโดนประหาร?! องค์ชายใหญ่โดนประหาร?! เป็นไปได้อย่างไร! กองกำลังองครักษ์เกราะดำนับร้อยชีวิตของพวกเขามีหรือจะพ่ายแพ้!!”
“พ่ายแพ้หรือ?” ชางสิงเหยียดยิ้ม “กองกำลังทหารกบฏนับร้อยชีวิต ถูก ‘อนุซูเหมย’ สยบด้วย ‘กระบวนท่าขาเป็ดปักกิ่งไร้เงา’ จนหัวหน้าแม่ทัพกบฏลื่นไถลหัวทิ่มเสาหินสลบเหมือด ยอมจำนนหมดสิ้นต่อหน้าพระพักตร์! ยามนี้นางได้รับพระราชทาน ‘ป้ายทองพฤกษาเสวยพระกระยาหารฟรีตลอดชีวิต’ จากฝ่าบาท กลายเป็นยอดขุนพลผู้กอบกู้ราชวงศ์เวินไปเรียบร้อยแล้ว!”
“สะ... สยบกองทัพด้วยขาเป็ดปักกิ่งชิ้นเดียว?!”
อนุเฉินทรุดวูบลงไปนอนกองกับพื้นดิน น้ำตาไหลทะลักด้วยความขวัญผวาจัดระดับสิบ! ร่างกายสั่นงันงกปานผีเข้า!
‘นัง... นังซูเหมยมันไม่ใช่คน! มันคือนางมารร้ายจำแลงกายมา!’ อนุเฉินกรีดร้องในใจด้วยความสยองขวัญสุดขีด ‘มือสังหารอันดับหนึ่งก็โดนเปลือกส้มมันเล่นงาน... กองทัพกบฏนับร้อยก็โดนขาเป็ดมันถล่มพินาศ! ข้า... ข้ากล้าดีอย่างไรไปท้าทายจอมมารผู้นี้!’
ทันใดนั้นเอง...
แจ๊บ... แจ๊บ... จ๊วบ...
เสียงเคี้ยวอาหารดังอย่างมีความสุขดังขึ้นจากประตูหน้าหอบรรพชน!
มะลิในชุดฮั่นฝูสีฟ้าพาสเทลตัวหลวม เดินผิวปากก้าวระรื่นเข้ามา ในมือถือ ‘หมั่นโถวนึ่งร้อนๆ ลูกใหญ่เท่ากำปั้น’ ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยว แจ๊บๆ แก้มตุ่ย!
มะลิหยุดก้าวเดิน เลิกคิ้วมองอนุเฉินที่นอนกองน้ำตานองหน้าอยู่บนพื้น แล้วหันไปทักชางสิงชิลๆ
“อ้าว... พี่ชางสิง! มาทำอะไรแถวนี้คะ? อ๋องให้มาตรวจงานคัดลายมือเหรอคะ?” มะลิถามพลางกลืนหมั่นโถวลงคอดัง อ๊อก!
พริบตาที่อนุเฉินเงยหน้าขึ้นเห็นร่างของ ‘จอมมารซูเหมย’...
พรวดดดดด!
อนุเฉินละล่ำละลักคลานเข่าพรวดๆ เข้ามาคุกเข่าหมอบกราบแทบเท้าของมะลิอย่างไม่คิดชีวิต! โขกศีรษะลงกับพื้นหินดัง ปัง! ปัง! จนแป้งบนหน้าลอกกระจาย!
“ท่านแม่ทัพซูเหมย! ท่านจอมมารซูเหมย!” อนุเฉินร้องไห้โฮเสียงแหลมสูง “ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ข้ามันตามืดบอด ไร้สติปัญญา กล้าส่งยาพิษและจ้างนักฆ่าไปรบกวนท่าน! โปรดเมตตาประทานอภัยชีวิตข้าด้วยเจ้าค่ะ! ข้าสัญญาว่าจะคัดกฎบรรพชนร้อยจบ และยอมเป็นข้ารับใช้ซื่อสัตย์ใต้เบื้องพระบาทท่านตลอดชีวิตเจ้าค่ะ!”
มะลินิ่งค้างไปสามวิ ก้มมองอนุเฉินที่กำลังโขกศีรษะกราบเท้าเธออย่างงงงวยสุดขีด!
‘เชี่ยเอ๊ย... ยายป้าแป้งหนานี่เป็นอะไรของนางวะ?’ มะลิคิดในใจงวยงง (เมื่อวานยังเชิดหน้าส่งสายตาอาฆาตใส่กูอยู่เลย วันนี้ลงไปนอนกราบเท้ากูซะงั้น? อ๋องสั่งกักบริเวณจนสติแตกหรือหิวน้ำหิวข้าววะเนี่ย?)
มะลิมองหมั่นโถวร้อนๆ นุ่มๆ ในมือครึ่งลูกที่เหลืออยู่... แล้วถอนหายใจยาวด้วยความสงสารปนเอ็นดู
“เออๆ... อดอยากจนต้องลงมาหมอบกราบขอข้าวขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจ “เอ้า! ฉันแบ่งหมั่นโถวให้ครึ่งลูกละกัน กินซะจะได้มีแรงคัดหนังสือต่อ!”
มะลิยื่นหมั่นโถวครึ่งลูกส่งให้อนุเฉินอย่างชิลๆ แล้วหมุนตัวเดินฮัมเพลงเคี้ยวหมั่นโถวอีกครึ่งลูกออกไปทางสวนดอกไม้หน้าตาเฉย!
ทว่า... ฝั่งของอนุเฉิน!
นางสองมือประคองรับ ‘หมั่นโถวครึ่งลูก’ มาถือไว้แน่นกอดอก น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความซาบซึ้งใจและศรัทธาสุดขีด!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ อนุเฉินปาดน้ำตาร้องไห้โฮ ‘นาง... นางไม่เพียงไม่สังหารข้า แต่นางยังประทานอาหารและประทานอภัยชีวิตให้ข้า! มอบหมั่นโถวเพื่อบอกข้าว่า... ‘หากเจ้ายอมสยบ ข้าก็จะเลี้ยงดูเจ้า’! จอมมารซูเหมย... ท่านช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและทรงบารมีลึกล้ำยิ่งนัก!’
ชางสิงที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด ถึงกับคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความเลื่อมใส “อนุซู... สยบจิตใจศัตรูด้วยหมั่นโถวครึ่งลูก! ช่างเป็นยุทธศาสตร์การครองใจคนที่เหนือชั้นยิ่งนัก!”
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ศาลากลางน้ำ สวนหลังวังอ๋อง
บรรยากาศยามบ่ายร่มรื่น สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและผืนน้ำอบอวล...
มะลินั่งไขว่ห้างเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวายหนานุ่ม ในมือถือ ‘ป้ายทองพฤกษาเสวยฟรีตลอดชีวิต’ ขึ้นมาส่องกับแสงแดดวาววับ พลางใช้นิ้วมือแกะเกาลัดคั่วที่เหลือยัดเข้าปากอย่างมีความสุขไร้สิ่งใดเปรียบเทียบ!
“ฮู้ววว... ป้ายทองคำแท้หนักแน่นปั๋ง!” มะลิพึมพำยิ้มแป้น “กินฟรีตลอดชีวิตในวังหลวง... สวัสดิการระดับซูเปอร์ VIP ว้อย! คุ้มค่าที่ตรอมใจมาอยู่ยุคโบราณจริงๆ!”
ตึง... ตึง...
เสียงก้าวเท้าอันผ่อนคลายดังขึ้นจากสะพานไม้...
‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดขุนนางลำลองสีน้ำเงินเข้มขลิบเงิน เดินก้าวเข้ามาในศาลากลางน้ำอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงโปร่งสง่างามดูหล่อออร่าจับ ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับจ้องมองใบหน้าน่ารักยิ้มแป้นของมะลิด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!
ชินอ๋องผู้เติบโตมาท่ามกลางสนามการเมืองอันเหี้ยมโหด ไร้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ต้องคอยระแวงผู้คนและสวมหน้ากากเย็นชามาตลอดชีวิต...
ทว่า เมื่อเขาจ้องมองมะลิ หญิงสาวที่ปฏิเสธทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งชายาเอก หรือเงินทองมหาศาล... แต่นางกลับเลือกเพียง ‘ป้ายกินฟรี’ และนั่งยิ้มหัวเราะอย่างบริสุทธิ์ใจให้กับเกาลัดคั่วเม็ดเล็กๆ ตรงหน้า...
ตึก... ตึก...
หัวใจของชินอ๋องพลันกระตุกเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งเคาะอย่างห้ามไม่ได้!
‘นาง... มิได้เหมือนสตรีใดในแผ่นดินนี้เลยแม้แต่น้อย’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ‘นางไร้ซึ่งความทะเยอทะยานทางการเมือง ไร้ซึ่งความเสแสร้ง... สิ่งที่นางต้องการ มีเพียงความผาสุกและความสมบูรณ์ในชีวิตเท่านั้น’
ชินอ๋องเดินเข้าไปหยุดยืนข้างเก้าอี้ของมะลิ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่นุ่มนวลลงกว่าปกติถึงสามส่วน
“ซูเหมย...”
มะลิชะงักมือที่กำลังแกะเกาลัด เงยหน้าขึ้นมองท่านอ๋องสุดหล่อที่ยืนจ้องเธออยู่ มะลิยักคิ้วให้ส่งยิ้มกวนประสาท
“สวัสดีค่ะท่านอ๋อง! ลมอะไรพัดมาถึงศาลากลางน้ำเนี่ยคะ? หรือว่าจะมาขอดู ‘ป้ายกินฟรีตลอดชีวิต’ ของฉันคะ? ไม่ให้จับนะคะ บอกไว้ก่อน!”
เวินเชียนฟานยกยิ้มมุมปากเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวลงไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมะลิ
“ข้ามิได้จะมาแย่งป้ายทองของเจ้า...” ชินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบฉายแววอ่อนโยน “ข้าเพียงอยากมา... ขอบใจเจ้าอย่างจริงจัง”
มะลิเลิกคิ้วงงงวย “ขอบใจฉันเรื่องอะไรคะ?”
“ทุกเรื่อง...” เวินเชียนฟานจ้องลึกลงไปในดวงตาของมะลิ “ทั้งเรื่องสยบกบฏในวังหลวง... เรื่องปกป้องข้าและฝ่าบาท... รวมถึงเรื่องที่เจ้ายอมยืนเคียงข้างข้าในฐานะพันธมิตรลับ”
มะลิฟังแล้วเอามือทาบอก ยิ้มแป้นกลอกตารำคาญใจเบาๆ (เอาอีกละ... มะโนอวยกูกู้ชาติอีกละ! กูแค่สะบัดขาเป็ดกันคนแย่งกินนะเว้ย! แต่น่ารักดีว่ะ พูดจาดีแบบนี้มีแววเลี้ยงบุฟเฟต์เพิ่ม!)
“โอ้โห... ท่านอ๋องพูดจาน่ารักจังเลยนะคะวันนี้!” มะลิหัวเราะร่า ยื่นถุงเกาลัดไปตรงหน้า “เอ้า! ฉันแบ่งเกาลัดคั่วให้กินสองเม็ด ถือเป็นรางวัลที่พูดจาเข้าหูค่ะ!”
เวินเชียนฟานยื่นมือเรียวยาวออกไปรับเกาลัดคั่วจากมือของมะลิ... ทว่า ปลายนิ้วของชินอ๋องดันไปสัมผัสถูก ‘ผิวมือนุ่มๆ’ ของมะลิโดยไม่ได้ตั้งใจ!
วูบ!
กระแสไฟฟ้าประหลาดแล่นผ่านร่างของทั้งคู่!
มะลิตาโตเล็กน้อย รู้สึกหน้าผ่าวขึ้นมาเบาๆ (เชี่ยเอ๊ย... มือชินอ๋องนี่อบอุ่นจังวะ? แอบหวั่นไหวตามสไตล์สาวโสดปี 2026 นะเนี่ย!)
ส่วนเวินเชียนฟานนั้น... เหงื่อซึมฝ่ามือ หัวใจเต้นระทึกปานจะทะลุออกมานอกอก! ชินอ๋องรีบดึงมือกลับ แกะเปลือกเกาลัดยัดเข้าปากแก้เขินทันที!
“อืม... เกาลัดคั่วของเจ้า รสชาติดียิ่งนัก” ชินอ๋องเอ่ยเสียงขรึมกลบเกลื่อนความลนลาน
มะลิส่งยิ้มหวานกวนประสาท ยักคิ้วให้พระเอก “แน่นอนสิคะ! มือระดับฉันเลือกมากับมือ! ว่าแต่มื้อเย็นนี้... วังอ๋องจะเลี้ยงอะไรฉันคะ? ถ้าไม่มีเป็ดปักกิ่ง ฉันจะใช้ป้ายทองสั่งครัวหลวงส่งตรงมาจากวังหลวงนะคะ!”
เวินเชียนฟานหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
“ข้าสั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเป็ดปักกิ่งและหอยเชลล์นึ่งเหล้าจีนไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว...” ชินอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงสายเปย์ตัวพ่อ “กินให้เต็มที่... ไม่ต้องแอบห่อใส่กระโปรงกลับบ้านอีกแล้วเข้าใจหรือไม่”
“กรี๊ดดดดด! ท่านอ๋องสายเปย์ที่จริงใจ!” มะลิตบโต๊ะปัง ยิ้มแป้นจนแก้มแทบแตก!
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ห้องทำงานชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องทำงานกลับมาตึงเครียดและเคร่งขรึมอีกครั้ง... แสงเทียนบนเชิงหงส์ส่องสว่างสลัวๆ
เวินเชียนฟานยืนกอดอกอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบจ้องมอง ‘ม้วนสาส์นลับประทับตราครุฑดำ’ ที่วางอยู่บนโต๊ะ โดยมีชางสิงและโม่เฟิงคุกเข่ารอรับคำสั่ง
“เรียนท่านอ๋อง...” ชางสิงรายงานด้วยน้ำเสียงตึงเครียดระดับสูงสุด “สาส์นลับด่วนพิเศษส่งตรงมาจากชายแดนทางเหนือพะยะค่ะ! คณะทูตพิเศษแห่ง ‘แคว้นเป่ยเยี่ยน’ มหาอำนาจแคว้นข้างเคียง กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของพวกเราในอีกเจ็ดวันข้างหน้าพะยะค่ะ!”
เวินเชียนฟานขมวดคิ้วแน่น “แคว้นเป่ยเยี่ยน? พวกมันส่งคณะทูตมาครานี้ มีวัตถุประสงค์อันใด?”
โม่เฟิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ รายงานเสริม “สายลับรายงานว่า... คณะทูตครานี้ นำโดย ‘องค์ชายสามแห่งเป่ยเยี่ยน’ ทรงพา ‘ยอดฝีมือค่ายกลพรรคมาร’ และแม่ทัพไร้พ่ายมาด้วยพะยะค่ะ! พวกมันอ้างว่ามาเชื่อมสัมพันธ์... แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือการส่งยอดฝีมือมาท้าประลองค่ายกลและวรยุทธ์ เพื่อข่มขู่ยึดเมืองชายแดนของเราพะยะค่ะ!”
ชางสิงเอ่ยด้วยความกังวล “ท่านอ๋องพะยะค่ะ... ยอดฝีมือพรรคมารแคว้นเป่ยเยี่ยนขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและกลอุบายพิสดาร งานนี้เกรงว่าราชสำนักของเราจะรับมือได้ยากพะยะค่ะ!”
ทว่า... เวินเชียนฟานฟังแล้ว กลับมิได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย!
ชินอ๋องยันกายลุกขึ้นยืน สะบัดชายเสื้อสีดำขลิบทองอย่างสง่างาม สายตาคมกริบฉายแววมุ่งมั่นและความมั่นใจระดับจักรวาล!
“เป่ยเยี่ยนส่งยอดฝีมือและพรรคมารมาท้าทายรึ?” เวินเชียนฟานเหยียดยิ้มทรงอำนาจที่มุมปาก “พวกมันคงยังไม่รู้... ว่ายามนี้ แคว้นต้าซิงของเรามียอดขุนพลสติปัญญาเลิศล้ำ ผู้สยบได้ทั้งค่ายกล ยาพิษ และกองทัพกบฏ อยู่ข้างกายข้า!”
ชางสิงและโม่เฟิงฟังแล้วตาโต ตบหน้าอกตัวเองเข้าใจทันที “ท่านอ๋องหมายถึง... อนุซูเหมยพะยะค่ะ!!”
“ถูกต้อง!” เวินเชียนฟานพยักหน้าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ต่อให้พวกมันนำพรรคมารหรือค่ายกลไร้เทียมทานใดมา... ย่อมมิอาจรอดพ้นสติปัญญาของ ‘จอมมารซูเหมย’ ไปได้!”
.
ตัดกลับมาที่... เรือนท้ายสวน!
บรรยากาศภายในห้องพักเรือนท้ายสวน...
มะลินั่งไขว่ห้างอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง โดยมีอาชูกำลังช่วยกาง ‘ผังเมืองหลวงและตำแหน่งครัวเสวย’ ออกเต็มโต๊ะ!
มะลิใช้นิ้วมือชี้ผังเมืองหลวง วางแผนยุทธศาสตร์อย่างจริงจังระดับชาติ!
“อาชู... ดูนี่!” มะลิชี้นิ้วสั่งการยิ้มร่า “พรุ่งนี้เช้า... เราจะใช้ ‘ป้ายทองกินฟรีตลอดชีวิต’ ประเดิมร้านแรกที่ ‘เหลาอาหารหรูเหลียนฮวา’ กินซุปหูฉลามจักรพรรดิ! ตอนเที่ยงแวะเข้า ‘ครัวหลวงวังหลวง’ ฟาดเป็ดปักกิ่งหกตัว! ส่วนตอนเย็น... แวะไป ‘ห้องเครื่องวังอ๋อง’ กินกุ้งมังกรนึ่งเหล้าจีน!”
อาชูจ้องมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงและศรัทธาสุดขีด “คุณหนูสาม... ท่านกำลังวางแผนยุทธศาสตร์กวาดล้างเสบียงมหาอำนาจทั่วทั้งเมืองหลวงจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!”
มะลิหัวเราะร่า ชูป้ายทองคำขึ้นฟ้า ยักคิ้วมั่นหน้าเกินร้อย!
“แน่นอนสิอาชู! มีป้ายทองกินฟรีทั้งที... กูจะกินให้เกลี้ยงแผ่นดินเลยคอยดู!” มะลิเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ พลางยกขนมเปี๊ยะเข้าปากเคี้ยว กรวบ! อย่างมีความสุข ไร้ซึ่งความวิตกกังวลต่อศึกใหญ่แคว้นข้างเคียงที่กำลังจะมาถึงเลยแม้แต่นิดเดียว!!
กลับมาแล้วค่า นางเอกเรื่องนี้เห็นแก่กินอย่างมาก เหมือนนักเขียนเลย ใครเป็นเหมือนกันบ้างค่ะ ผู้ชายหล่อไม่สู้ของกินอร่อย ขอเสียงหน่อยนะคะ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







