Masuk“ที่พี่สะใภ้มาหาเจ้าก็เพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วก็ตอนนี้...พี่สามของเจ้ายังคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนอยู่เลย”
“อะไรนะ!” หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวางชามน้ำแกงลงแล้วลุกขึ้นทันที ความตกใจทำให้ความมึนเมาหายเป็นปลิดทิ้ง หญิงสาวรีบชำระกาย แต่งตัวอย่างลวกๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังเรือนของท่านปู่และท่านย่า เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังไปตามทางเดินในสวนยามเช้า สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวไปตามทางเดิน แต่ในใจของเซี่ยหรงเหยากลับร้อนรนยิ่งกว่าเปลวไฟ นางไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในจวนสกุลเซี่ยไปแล้ว และยังทำให้พี่สามของนางต้องถูกลงโทษ “มาแล้วหรือ” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยดังขึ้นอย่างอ่อนโยน มือเหี่ยวย่นกวักเรียกหลานสาวคนเล็กให้เข้ามาใกล้ เซี่ยหรงเหยารีบยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม “เป่าหนิงคารวะท่านปู่ ท่านย่าเจ้าค่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานสาวด้วยสายตาเอ็นดู ร่างบางเดินเข้าไปยกน้ำชาให้สองผู้เฒ่าด้วยความเคารพ ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าตั่งตัวยาว แล้วถูไถใบหน้าเล็กเข้ากับตักของหญิงชราอย่างออดอ้อน “ท่านปู่ ท่านย่า เมื่อวานเป็นความผิดของเป่าหนิงเอง อย่าลงโทษพี่สามเลยนะเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยอ้อนวอนเสียงหวาน “หึ! ยังกล้ามาขอร้องให้เจ้าเด็กนั่นอีกหรือ...เจ้าอายุน้อยไม่รู้ความ ทำตัวเหลวไหลได้ แต่เขาก็ไม่รู้ความเหมือนกันหรือ อย่างนี้ที่ร่ำเรียนมาคงเข้าท้องสุนัขไปหมดแล้วกระมัง!” น้ำเสียงดุดันของชายชราทำหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ความกลัวแล่นปราดขึ้นในอก แต่เพราะรู้ดีว่าตนเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด นางจึงมิอาจปล่อยให้พี่ชายต้องรับโทษแทน “ท่านปู่เจ้าขา เป็นความผิดของเป่าหนิงเอง ท่านปู่อย่าลงโทษพี่ชายเลยนะเจ้าคะ” น้ำตาเม็ดโตไหลพรั่งพรูราวกับสร้อยไข่มุกสายขาด ดวงตากลมโตแดงก่ำราวกระต่ายน้อยในฤดูหนาว โสวฝู่ผู้เฒ่าที่ตั้งใจจะทำใจแข็งลงโทษสองพี่น้องให้หลาบจำ ทว่า...เมื่อเห็นน้ำตาของหลานสาวคนเล็ก หัวใจที่แข็งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงทันที ใครจะรู้ว่าขุนนางเฒ่าผู้ซื่อตรง ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่ฮ่องเต้ กลับกลายเป็นคนที่แพ้ทางหลานสาวเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ฮ่องเต้ผู้เป็นศิษย์เมื่อรู้เรื่องนี้ครั้งแรก ยังถึงกับหัวเราะไม่ออก แต่ต่อมาก็มักจะหยอกล้อชายชราเรื่อง “ความลำเอียง” อยู่บ่อยครั้ง “เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องร้องแล้ว ใครก็ได้...ไปปล่อยคุณชายสามออกจากศาลบรรพชนที” เมื่อได้ยินคำสั่งนั้น เซี่ยหรงเหยาก็ยกมือปาดน้ำตา ใบหน้าเล็กเผยรอยยิ้มสดใสขึ้นมาทันที ความดีใจแสดงออกชัดเจน สิบหกปีที่ผ่านมานี้ นางก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ถึงภายนอกจะดูซุกซนเกเร แต่กับคนในครอบครัว...นางกลับอ่อนโยนและน่ารักเสมอ ไม่เคยข่มเหงบ่าวไพร่ในเรือนเลยสักครั้ง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าข้างนอกจะมีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับนางเช่นไร แต่คนในจวนสกุลเซี่ยก็ไม่มีวันเชื่อเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในตระกูลเซี่ย ถูกส่งรายงานถึงตำหนักรัชทายาทอย่างละเอียด องครักษ์เงาสามคนถูกวางตัวไว้รอบกายหญิงสาว เพื่อคอยรายงานความเคลื่อนไหวและป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น ยามนี้...เหล่าผู้ติดตามคนสนิทของรัชทายาทหนุ่ม ต่างมองเซี่ยหรงเหยาเป็นนายหญิงอีกคนของพวกตนโดยปริยาย “เจ้าจิ้งจอกน้อย...มีความสามารถทำให้จิ้งจอกเฒ่าอย่างเซี่ยโสวฝู่ยอมลงให้ได้ นางช่างไม่ธรรมดาจริงๆ” ชายหนุ่มเอ่ยชื่นชมจากใจจริง หลังได้รับฟังรายงาน “อีกไม่นานจะมีงานประมูลที่หอเมฆา ส่งเทียบเชิญให้ตระกูลเซี่ยและว่าน...” ร่างสูงเอ่ยเบาๆ “พ่ะย่ะค่ะ” สืออีคุกเข่ารับคำสั่ง ก่อนถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้ห้องโถงใหญ่เหลือเพียงแสงตะเกียงสลัว และเงาร่างสูงของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของตำหนัก มู่หรงฉางชิงยามนี้อยู่ในชุดคลุมสีดำ หลุดลุ่ย เผยให้เห็นมัดกล้ามเรียงตัวสวยที่ผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่า...บนผิวกายกลับมีร่องรอยแผลเป็นมากมาย สิ่งนี้ยิ่งขับเน้นให้บุรุษผู้นี้ดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ดวงตมคมลึกลับจ้องมองนิ้วมือเรียวยาวที่กำลังควงจอกเหล้าไปมา ก่อนจะยกขึ้นกระดกลงคอ รสขมฝาดแผ่ซ่านในลำคอ แต่กลับทิ้งรสหวานละมุนไว้ในภายหลัง แววตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับเห็นภาพหญิงสาวผู้หนึ่งในความทรงจำ “เป่าหนิงเอ๋ย...เป่าหนิง เจ้าจิ้งจอกน้อย” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นแผ่วเบา “อีกไม่นาน เปิ่นไท่จื่อจะทำให้เจ้าเป็นของเราในไม่ช้า” นิ้วมือเรียวยาวแตะที่ริมฝีปากหยักเบาๆ ราวกับกำลังรำลึกสัมผัสอ่อนนุ่มของหญิงสาวในค่ำคืนนั้นได้อย่างชัดเจน แววตาเยือกเย็นของแม่ทัพผู้เคยผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน พลันแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นและอ่อนโยน อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ภายในห้องอันเงียบงัน เหล้าในจอกหมดลงอีกครั้ง แต่รอยยิ้มบางบนริมฝีปากบางของรัชทายาทหนุ่ม กลับยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย ยามเมื่อนึกถึงใบหน้างามที่มักจะสดใสอยู่เสมอ ราวกับดวงตะวันบนท้องฟ้า ทางด้านสองพี่น้องเซี่ย หลังได้รับอภัยโทษจากผู้เป็นปู่ พวกเขาก็ถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในจวนติดต่อกันสิบวันเต็ม เซี่ยหรงเหยาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายจนแทบจะปีนกำแพงหนีออกไปเอง ขณะกำลังนั่งเหม่อมองสวนดอกเหมยอยู่นั้น เสียงสาวใช้รายงานว่า มีแขกจากตำหนักรัชทายาทมาเยือน ทำให้หญิงสาวรีบลุกขึ้นแทบจะทันที สืออี องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาท เดินทางมาพร้อมเทียบเชิญงานประมูลจากหอเมฆา เมื่อได้ยินเช่นนั้น...ร่างบางพลันตรงดิ่งไปยังห้องตำราของโสวฝู่ผู้เฒ่าโดยไม่รอช้า เพราะนางจดจำได้ดี...งานประมูลครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต และมีบางสิ่งที่อีกสองปีต่อจากนี้ จะทำให้มู่หรงจ้านนั่งในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคง “ท่านปู่ ข้าอยากเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้เจ้าค่ะ” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับมือเล็กที่บีบนวดหัวไหล่ของชายชราอย่างเอาใจ โสวฝู่ผู้เฒ่าชะงักเล็กน้อย ดวงตาลุ่มลึกแฝงรอยยิ้มบาง ทั้งที่ในใจรู้อยู่แล้ว ว่าหลานสาวคนเล็กมาออดอ้อนเช่นนี้ ย่อมมีจุดประสงค์เป็นแน่ แต่ก็มิได้เอ่ยออกมา “เป่าเอ๋อมีอะไรที่อยากได้หรือ” “ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ หลานเพียงอยากไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้น” คำพูดซื่อๆ ของนางทำให้ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ก็ยังไม่วางใจนัก หลายปีที่เลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มา เขารู้ดีว่านางไม่เคยทำสิ่งใดโดยไร้เหตุผล ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ “ได้ๆ เช่นนั้นเจ้าก็ไปกับเจ้าสามก็แล้วกัน”“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
สายลมพัดผ่าน นำพาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน แต่ลึกซึ้งในใจของทุกคนที่ได้เห็นหลังก่อเรื่องในเมือง มู่หรงจื่ออิงได้พาเด็กขอทานน้อยที่ร่างกายสกปรกมอมแมมเดินเข้าไปภายในจวนรับรอง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง ให้ความรู้สึกสงบยิ่งนักยามน
หลังคิดพาขอทานน้อยกลับไปที่จวนรับรองของตน เด็กทั้งสองก็เตรียมออกจากวัดร้าง ทว่าในตอนนั้น ทั้งสองกลับถูกขอทานกลุ่มเดิมที่เคยรังแกมู่หรงจ้านขวางทางเอาไว้ สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น“ส่งของมีค่ามาซะ! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะได้รู้รสของความเจ็บปวด!” ชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มตะโกนเสียงกร้าว มู่ห
ณ ประตูเมืองหลวงของแคว้นจ้าว ขบวนรถม้าจากแคว้นเจาแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ ภายในรถม้าคือ เซี่ยหรงเหยาและมู่หรงฉางชิง พร้อมด้วยบุตรสาววัยห้าขวบของนาง องค์หญิงใหญ่ มู่หรงจื่ออิง เด็กหญิงตัวน้อยผู้มีดวงตากลมโตและรอยยิ้มสดใส“ท่านแม่! ท่านพ่อ! ข้าจะได้เจอฮ่องเต้หญิงแล้วใช่หรือไม่!”จื่ออิงน้อยส่งเสียงเจื้อยแ
“มิจำเป็นต้องต่อปากกับนาง สตรีอย่างไรก็คือสตรี มองการสั้นมิสามารถทำการใหญ่ได้เยี่ยงบุรุษ เฉกเช่นสหายรักของเจ้า...อีกไม่นาน นางก็จะถูกเหล่าขุนนางชักจูง และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น”“มั่นใจเสียเหลือเกินนะ...ตนเองไร้สามารถ มิได้หมายความว่า หนิงอวิ๋นจะเป็นเช่นเจ้า” เซี่ยหรงเหยามิได้มีสีหน้าหวั่นเก
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






