Masukร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจน
ชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคาดเดาไปเองว่า...ชายผู้นี้อาจเคยเป็นโจรป่ามาก่อน เมื่อร่างสูงมาถึงกระท่อมดินหลังเล็กมุงหญ้าแห้งเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนลง ชายหนุ่มทิ้งกวางตัวใหญ่ไว้ที่ลานบ้านอย่างไม่ไยดี เขาหยุดยืนหน้าประตูไม้ผุพัง ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว” ประตูไม่บานเก่าถูกเปิดช้าๆ ภายในห้องไร้ความเคลื่อนไหวอื่นใด ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ คล้ายกำลังผิดหวัง ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องเล็กแคบที่ค่อนข้างเหม็นอับจ้าวเค่อ อดีตซื่อจื่อตำหนักชินอ๋อง หลังบิดาของเขาก่อการกบฏ เพื่อช่วยเหลือเชื่อหรงเหยา...ชายหนุ่มเลือกที่จะจบความโกลาหลทั้งหลาย โดยการส่งตนเองและบิดาลงสู่หุบเหว ทว่า...เบื้องล่างคือสายน้ำใหญ่อันเชี่ยวกราก ทั้งตัวเขาและบิดาจึงรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ แม้ตนเองจะไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย มีเพียงใบหน้าที่ถูกหินโสโครกบาดจนเกิดรอยแผลยาว แต่บิดาอย่างชินอ๋องกลับหมดสติ กระทั่งเดี๋ยวนี้... หลายปีผ่านไป จ้าวเค่อได้พาบิดาร่อนเร่ไปเรื่อยๆ และได้มาลงหลักปักฐานที่อำเภอเล็กๆ ในเป่ยหมิง ปกปิดฐานะและชื่อแซ่ กลายเป็นเฟยหยางนายพรานหนุ่ม ทำอาชีพล่าสัตว์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย คอยดูแลบิดาที่นอนไม่ได้สติของตน แสงสลัวส่องเข้ามาจากช่องหน้าต่างไม้บานเล็ก ทำให้มองเห็นร่างผอมแห้งที่นอนอยู่บนเตียงไม้ หน้าอกยังคงขยับไหวขึ้นลง สม่ำเสมอ บนศีรษะมีผมหงอกขาวโพลน ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและอำนาจ บัดนี้กลับซูบผอมและไร้ชีวิตชีวา เฟยหยางหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดใบหน้าและลำตัวของบิดาอย่างอ่อนโยน เหมือนที่เขาเคยทำทุกวันมาตลอดหลายปี “วันนี้ข้าได้กวางหนุ่มมาตัวหนึ่ง ขายได้เมื่อใดจะหาหมอมารักษาท่าน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบา ทว่า...ไร้เสียงตอบกลับ เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า...มันไร้ประโยชน์ ชีวิตในทุกวันของชายหนุ่มผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ออกล่าสัตว์ ขายเนื้อและหนังสัตว์ในตลาด กลับมาดูแลบิดา แล้วก็เริ่มวนซ้ำในวันใหม่ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างหลีกเลี่ยงเขา ชอบนินทาเรื่องรอยแผลเป็นที่น่ากลัว บางคนเรียกเขาว่าโจรป่า บางคนใส่ร้ายว่าเขาเคยฆ่าคน แต่นั่นหาได้สำคัญไม่ เพราะชายหนุ่มไม่สนใจ ชีวิตนี้...เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากใครอีกแล้ว ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการความเคารพนับถือ มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาปรารถนา คือวันหนึ่งบิดาจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าความหวังนั้นเหลือน้อยเต็มที หลังทำความสะอาดพลิกกายของบิดาตามที่ท่านหมอแนะนำ เขาก็เดินเข้าครัว ทำโจ๊กใสๆ เพื่อป้อนบิดาที่ไม่ได้สติของตน ความยากลำบากที่สุดคือ ร่างที่นอนหมดสติมิอาจทำให้รับประอาหารได้อย่างเช่นคนปกติ แม้จะยากแต่เขาก็พยายามในทุกวัน เพียงไม่กี่ปี...คนที่เคยมีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ก็กลับกลายเป็นแห้งเหี่ยวดั่งไม้ฟืน...หลังทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้น ชายหนุ่มแบกกวางหนุ่มเดินลงเขา ไปยังเรือนหลังเล็กที่อยู่ใต้ต้นอู๋ถง “มีใครอยู่หรือไม่” ชายหนุ่มตะโกนออกไป ทันใดนั้นเสียงกุกกักจากด้านในพลันดังขึ้น ประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างแรง เด็กหนุ่มรูปร่างสันทัดรีบก้าวตรงมายังชายหนุ่ม “พี่เฟยหยาง ท่านจักเข้าเมืองอีกแล้วหรือ” ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนยื่นถุงเงินให้อีกฝ่าย “ฝากดูแลบิดาของข้าที วันนี้อาจกลับดึกหน่อย” เด็กหนุ่มผู้มีนามว่าเอ้อโก่วพยักหน้า ก่อนจะแหงนมองท้องฟ้า “นี่ก็ใกล้เย็นแล้ว ข้าว่าท่านเข้าเมืองพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าหรือ” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ยาสำหรับพรุ่งนี้ของบิดาข้าหมดแล้ว” เอ่ยจบก็หันเดินจากไป เอ้อโก่วมองตามแผ่นหลังตั้งตรงของชายหนุ่ม ก่อนรีบกลับเข้าเรือน เก็บของแล้วมุ่งหน้าขึ้นเนินเขา สถานที่กระท่อมของเฟยหยางตั้งอยู่ หนึ่งปีก่อน...หลังชายหนุ่มย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านหลีฮวา ทุกคนต่างไม่กล้าเข้าใกล้ รวมถึงเอ้อโกว่ เด็กหนุ่มวันสิบเจ็ดปี ทว่า...หลังจากช่วยชีวิตเอ้อโก่วจากฝูงหมาป่า เขาจึงเกิดความเลื่อมใสในตัวของเฟยหยาง และเริ่มติดตามชายหนุ่มนับแต่นั้น แม้จะถูกคนในบ้านดุด่า แต่เอ้อโก่วก็ดึงดันไม่ฟังคำเตือน ทำให้ในหมู่บ้านหลีฮวา มีเพียงเอ้อโก่วและหัวหน้าหมู่บ้านที่ได้รับผลประโยชน์จากเฟยหยางในบางครั้ง ที่ยังพอจะมีปฏิสัมพันธ์กับเข้าบ้าง เมื่อเฟยหยางเดินทางถึงอำเภอถงอัน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว แสงโคมไฟริมทางส่องสว่างระเรื่อ ตามท้องถนนผู้คนเริ่มเบาบาง ชายหนุ่มเดินตรงไปยังเหล่าสุรา กวางตัวใหญ่ยังคงแบกอยู่บนบ่าอย่างมั่นคง เขาเดินไปทางด้านหลังของเหล่าสุรา เคาะประตูเบาๆ สามครั้งเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากภายใน ก่อนประตูจะเปิดออก...เผยให้เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้าแดงก่ำ “อ้อ...เฟยหยางมาแล้วหรือ” เสี่ยวเอ้อยิ้มกว้าง สายตามองไปที่กวางหนุ่มบนบ่าของชายหนุ่มด้วยสีหน้าพอใจ “ตัวใหญ่ทีเดียว รอสักครู่เดี๋ยวข้าไปตามผู้ดูแล” ชายหนุ่มพยักหน้า หลังเสี่ยวเอ้อหายไปครู่หนึ่ง ก็กลับมาพร้อมชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เหตุใดวันนี้พี่เฟยถึงได้มาตอนเย็นเล่า” “ข้าพึ่งลงจากเขา กลัวว่าเนื้อกวางจะไม่สด เลยรีบมาที่นี่ก่อน” “เข้าใจแล้ว...เช่นนั้นกวางหนุ่มตัวนี้ข้าให้ท่านสิบตำลึง” เฟยหยางพยักหน้า ปล่อยกวางทั้งตัวให้เป็นหน้าที่ของเหล่าพนักงานของเหลาอาหาร แล้วรับเงินจากผู้ดูแลหนุ่มโดยไม่ต่อรอง ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรมากมาย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทำธุรกิจกัน อีกอย่างกลิ่นอายที่แผ่ออกจากชายหนุ่มที่ทุกคนต่างเรียกขานว่า นายพรานเฟยหยาง มันดูไม่เหมือนกลิ่นอายที่ชาวบ้านธรรมดาจะสามารถมีได้ ชายหนุ่มเป็นคนพูดน้อยและมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา ผู้ดูแลจึงไม่กล้าเล่นตุกติก กดราคาสัตว์ที่ป่าเขาล่ามาได้ หลังจากเสร็จธุระที่เหลาอาหาร ชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ป้ายสีดำตัวอักษรสีทองแวววาวภายใต้แสงโคมไฟ เขียนว่า” ต้งเหริน” เฟยหยางซื้อยาสำหรับบิดาจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงแวะซื้อข้าวสาร เกลือ และเครื่องปรุงต่างๆ ที่จำเป็น เมื่อเสร็จธุระ ชายหนุ่มก็เดินเท้าออกจากเมือง แบกของหนักๆ บนบ่า มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านหลีฮวาทันที ทว่า...เขาไม่รู้เลยว่า มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมายังตน นับตั้งแต่เขาออกจากเหล่าสุรา กระทั่งตอนนี้...ชายฉกรรจ์ห้าคนได้แอบตามเขาออกจากเมืองอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงเส้นทางเปลี่ยวที่ไร้แสงไฟและไม่มีผู้ใดสัญจร มีเพียงแสงจันทร์และดวงดาวทำให้มองเห็นเบื้องหน้าเป็นเพียงเงาตะคุ่ม เมื่อสบโอกาส คนกลุ่มนั้นรีบเปิดเผยตัวทันที เข้าล้อมเฟยหยางเอาไว้ “วางของลงซะ!! แล้วไสหัวไปถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ชายคนหนึ่งพูดเสียงหยาบ มีดสั้นในมือแวววาวกวัดแกว่งไปมา เฟยหยางหยุดเดินเล็กน้อย สายตาเย็นชาเหลือบมองพวกเขาทีละคน บนใบหน้าชายหนุ่มไม่มีความหวาดกลัวใดใด “ไม่ได้ยินหรือไร!” อีกคนตะโกนก้อง พร้อมก้าวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มวางของลงอย่างช้าๆ ก่อนจะทันรู้ตัว เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของชายคนแรก เขาล้มลงกับพื้น กอดขาที่บิดงอในทิศทางที่ผิดธรรมชาติ ก่อนที่คนอื่นจะทันตั้งตัว เฟยหยางก็เคลื่อนไหวจากจุดนั้นอย่างเงียบงัน ไม่ถึงสิบลมหายใจ...ชายทั้งห้าคนต่างนอนกองอยู่บนพื้น ขาของพวกเขาบิดงอไม่เป็นรูปร่าง พร้อมเสียงร้องครวญคราญด้วยความเจ็บปวด ในสายตาของกลุ่มโจรเหล่านั้น เฟยหยางยามนี้ราวกับพญามัจจุราชที่ปีขึ้นมาจากขุมนรก แม้มิได้เอ่ยสิ่งใด...แต่สายตาเย็นชาท่ามกลางรัติกาล กลับสามารทำให้หัวใจพวกเขาราวกับถูกบีบรัดด้วยความกลัว“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้
สายลมพัดผ่าน นำพาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน แต่ลึกซึ้งในใจของทุกคนที่ได้เห็นหลังก่อเรื่องในเมือง มู่หรงจื่ออิงได้พาเด็กขอทานน้อยที่ร่างกายสกปรกมอมแมมเดินเข้าไปภายในจวนรับรอง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง ให้ความรู้สึกสงบยิ่งนักยามน







