LOGINบุตรสาวของข้าแท้จริงคือนางร้าย... [2/2]
“โอ้…ไป๋เสวี่ยหรงเจ้าดูแข็งแรงดีนี่นา...ฮ่าฮ่า”
“นี่เจ้ากล้าดียังไงถึงผิดสัญญากับข้า! ไหนว่าร่างที่ข้าจะได้ครอบครองเป็นตัวประกอบที่ร่ำรวยมีชีวิตสุขสบายไง? เหตุใดถึงกลายเป็นหญิงที่ใกล้จะล้มละลายมีสามีไร้ความรับผิดชอบแบบนี้!” จ้าวหว่านชิงกัดฟันกรอดดวงตาคมกริบจ้องอีกฝ่ายพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมีโทสะและความไม่พอใจ
หญิงชุดขาวทำหน้าแสร้งตกใจเกินจริงพลางยกมือขึ้นป้องปากราวกับกำลังหัวเราะคิกคัก
“อ้าว? เจ้าไม่คิดว่าชีวิตที่เจ้าต้องการมันน่าเบื่อเกินไปหรือ? เฮ้อ...ข้าอุตส่าห์หวังดีส่งเจ้าเข้ามาในร่างนี้เพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตที่สนุกกว่าชาติก่อน ฮ่าฮ่า!”
“สนุกบ้าอะไรกัน!” จ้าวหว่านชิงแทบจะพุ่งไปบีบคออีกฝ่ายถ้าทำได้
หญิงชุดขาวที่เห็นจ้าวหว่านชิงเป็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือกอดอก
“เอาน่า ๆ ข้าก็ไม่ได้ผิดคำพูดเสียหน่อย ตอนนี้เจ้าก็อยู่ในร่างตัวประกอบพร้อมกับได้รับระบบหมอเทวดาที่สามารถหาเลี้ยงชีพได้จริงไหม? ส่วนเรื่องฐานะร่ำรวยเจ้าก็ไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนนี่นาว่าก่อนหรือหลังที่เจ้าจะมาสวมร่าง...อย่างที่เจ้ารู้เดิมทีจ้าวหว่านชิงเป็นคนฐานะร่ำรวยแต่หลังจากบิดานางเสียชีวิตชีวิตของนางก็เริ่มตกต่ำอย่างทุกวันนี้”
ถ้อยคำล้อเลียนแฝงการกวนประสาทบีบรัดอกจ้าวหว่านชิงกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงดังกรอด ๆ ในใจเดือดปุด ๆ แต่กลับไม่อาจเถียงออกมาได้ อีกฝ่ายไม่ได้ผิดคำพูดที่เคยให้ไว้กับนางเพียงแต่ใช้ช่องโหว่ของคำพูดมากลั่นแกล้งนางเท่านั้น
“นี่เจ้า...ตั้งใจจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกใช่ไหม? การคุกเข่าสารภาพผิดตอนนั้นเป็นแค่การเสแสร้งใช่ไหม?”
“โอ้....โดนจับได้แล้วสิ”
“นี่เจ้า!”
“ตอนนั้นข้าแค่ต้องถ่ายหลักฐานส่งให้เบื้องบนว่าเจ้ายินยอมรับข้อแลกเปลี่ยนแต่โดยดีเพื่อที่ข้าจะได้ไม่ถูกลงโทษ แต่ว่านะไป๋เสวี่ยหรงระบบหมอเทวดาที่ข้ามอบให้ก็ถือว่าชดเชยสิ่งที่ข้าทำผิดต่อเจ้าได้ไม่ใช่เหรอ หากเจ้าฝึกฝนทักษะการรักษาของระบบไปจนถึงSSบนโลกใบนี้เจ้าก็จะสามารถกลายเป็นหมอเทวดาที่เก่งกาจ ถึงตอนนั้นผู้คนมากมายจะนำเงินทองมากองตรงหน้าและคุกเข่าอ้อนวอนขอให้เจ้ารักษาพวกเขา พอได้รู้แบบนี้แล้วยังคิดว่าข้าไม่ดีอีกหรือไม่”
จ้าวหว่านชิงเม้มปากแน่นเพราะนางก็คิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงทั้งสิ้น เดิมทีนางก็ตั้งใจจะใช้ระบบหมอเทวดาพัฒนาทักษะแล้วเปิดโรงหมอที่เลื่องชื่อเพื่อเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
“จริงสิไป๋เสวี่ยหรง...ข้าว่าเจ้าอาจจะกำลังกังวลผิดเรื่อง”
“??”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่สงสัยเลยว่าตนเองเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องอะไร”
“นั่นเพราะข้าเป็นตัวประกอบธรรมดาถึงอย่างไรก็ไม่มีเรื่องที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกตัวละครเอกให้วุ่นวายอยู่แล้ว เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตให้ดีหย่ากับสามีไม่เอาไหนนั่นแล้วขอเจรจารับซูเหยามาเลี้ยงดู”
“หืม? เจ้าคิดจะเลี้ยงเด็กนั่น?”
“ใช่....จากที่ข้าดูจากความทรงจำของจ้าวหว่านชิงพวกเขาไม่ได้ต้องการเลี้ยงซูเหยาตั้งแต่แรกเพราะแบบนั้นเลยไม่ได้สนใจที่นางถูกจ้าวหว่านชิงทุบตี ข้าคิดว่าหากหลังหย่าข้าขอซูเหยามาเลี้ยงพวกเขาคงไม่ปฏิเสธด้วยซ้ำ”
หญิงชุดขาวยกมือลูบพัดขนนกในมือพลางหัวเราะคิกคักจนไหล่สั่นก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขัน
“ฮ่าฮ่า…ข้าคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเจ้าจะพูดว่าอยากเลี้ยงเด็กน้อยคนนั้นไว้ข้างกาย ช่างน่าขันเสียจริง… น่าขำยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด!”
จ้าวหว่านชิงชะงักใบหน้าฉายแววงุนงงอย่างเห็นได้ชัด คิ้วทั้งสองของนางขมวดเข้าหากันคล้ายกับคนเริ่มมีโทสะที่ถูกอีกฝ่ายหัวเราะพลางเอ่ยถามคนตรงหน้าน้ำเสียงปนความไม่พอใจ
“เจ้าหัวเราะอันใด”
หญิงชุดขาวจ้องนางด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ริมฝีปากบางค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มขยายกว้าง
“เพราะเจ้ากำลังทำเรื่องตลกอยู่น่ะสิ เจ้ามิอยากเข้าไปพัวพันกับพวกตัวเอกมิใช่หรือ? แต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่เจ้าดึงมากอดไว้แน่น ๆ คือผู้ใด”
“เจ้าหมายความว่ายังไง?”
“เจ้าจำนิยายเรื่องบุปผาไร้รากได้หรือไม่?” หญิงชุดขาวถามพลางยกคิ้วขึ้นแววตาทอประกายสนุกสนานราวกับจงใจแกล้ง
จ้าวหว่านชิงเม้มปากแน่นพยายามขบคิดเพราะนี่เป็นนิยายที่นางเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว ไม่นานนักเศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของนาง
“ข้าจำได้...เจ้าจะบอกว่าส่งข้ามาเป็นตัวประกอบในนิยายเรื่องนี้หรือ?”
“ใช่แล้ว....เพียงแต่ข้าสงสัยว่าเจ้าจำได้หรือไม่ว่านางร้ายในนิยายเรื่องนี้มีชื่อว่าอะไร?” หญิงชุดขาวเอ่ยเสียงเย็นเยียบแต่กลับฟังดูยั่วเย้า
“ก็ต้องจำได้สินางชื่อฉู่ซูยะ.......”
ในใจของจ้าวหว่านชิงพลันสะท้านวาบริมฝีปากที่กำลังเอื้อนเอ่ยพลันปิดสนิทในฉับพลัน ภาพเด็กหญิงที่นอนซูบผอมอยู่บนเตียงผุดวาบเข้ามาในหัว จ้าวหว่านชิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อจนเผลอเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าออกมา
“ดะ...เด็กคนนั้น…คือฉู่ซูเหยา…นางร้ายในนิยายเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ…”
หญิงชุดขาวยกยิ้มมุมปากโค้งงดงามแต่กลับเต็มไปด้วยความโหดร้ายก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่านางคือใคร...เช่นนั้นช่วยตอบข้าหน่อยไป๋เสวี่ยหรง...เจ้าจะยังอยากรับนางมาเลี้ยงเป็นบุตรอีกหรือไม่”
ปึง!
จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังสนั่นจากด้านนอกห้องครัวทำเอาจ้าวหว่านชิงสะดุ้งเฮือก หญิงสาวหันขวับไปทางประตูใบหน้าฉายแววความกังวลอย่างชัดเจน
“แค่เสียงของตกทำเจ้ากังวลได้เพียงนี้เลยหรือ”
“ข้าแค่ไม่อยากให้ใครคิดว่าข้าเป็นบ้าพูดคนเดียวในห้องครัว”
“เรื่องนั้นช่างเถอะ...ตอนนี้เจ้ารีบตอบมาได้แล้วว่ายังอยากรับเลี้ยงเด็กคนนั้นอยู่หรือไม่”
คำถามนั้นเหมือนหอกแหลมแทงลึกเข้าใจกลางอกของจ้าวหว่านชิง หญิงสาวเม้มปากแน่นแม้นางไม่อยากข้องเกี่ยวกับชะตากรรมของเหล่าตัวเอกแต่ภาพดวงตาเศร้าหมองและร่างกายที่ผอมโซของเด็กน้อยก็ผุดขึ้นในห้วงคำนึง หากนางส่งซูเหยากลับไปหาครอบครัวสามีนั่นคงไม่ต่างอะไรกับผลักเด็กไปในขุมนรกเลยไม่ใช่หรือ...
“ข้า...” นางเสียงสั่นอย่างลังเลยังไม่ทันได้ตัดสินใจเด็ดขาด
“เสียดายข้าไม่มีเวลาแล้ว...ถึงเวลาที่ข้าต้องไปทำหน้าที่พิพากษาความตายของมนุษย์แล้ว”
หญิงชุดขาวถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้าฉายชัดถึงความขัดใจ ดวงตาคมสวยคู่นั้นแวววาวด้วยความหงุดหงิดที่ไม่ได้ยินคำตอบสุดท้ายแต่เพียงเสี้ยวอึดใจน้ำเสียงของนางกลับอ่อนลงอย่างประหลาด
“เฮ้อ...ข้าต้องไปแล้วแม้จะหงุดหงิดไม่ได้ฟังคำตอบที่ต้องการก็เถอะ”
“หากอยากรู้อีกสามวันเจ้าก็ติดต่อข้ามาอีกสิ ถึงตอนนั้นข้าคงให้คำตอบได้”
หญิงชุดขาวจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของจ้าวหว่านชิงก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนผิดไปจากก่อนหน้า
“ไป๋เสวี่ยหรงเราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว...นี่...เป็นการติดต่อครั้งสุดท้ายแล้ว”
“เจ้า…หมายความว่าอย่างไร?”
“หลังจากนี้ข้ามีงานที่ต้องทำมากมายคงไม่มีเวลาว่างไปอีกหลายร้อยปี แต่เอาเถอะอย่างน้อยก่อนจากลาข้าก็ควรจะขออวยพรให้เจ้า” รอยยิ้มเล็ก ๆ แต้มบนริมฝีปากก่อนที่หญิงชุดขาวจะโบกมือเบา ๆ
“ไป๋เสวี่ยหรงข้าขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดีในชาตินี้....และข้าก็เชื่อมั่นว่าเจ้าจะเลือกในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเจ้าเสมอ....” เสียงนุ่มนวลของหญิงชุดสาวดังขึ้นพร้อมการโบกมือลาราวกับเป็นการปิดฉากทุกสิ่ง
ทันใดนั้นหน้าต่างระบบดับวูบหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าและเงาสะท้อนของจ้าวหว่านชิงที่กำลังยืนตัวแข็งงันอยู่ในครัว หัวใจของนางเต็มไปด้วยความลังเลหนักอึ้งคำตอบที่ไม่ได้พูดออกไปยังคงค้างคาอยู่ในอก
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







