LOGINบุตรสาวของข้าแท้จริงคือนางร้าย...[1/2]
ภายในห้องนอนอันทรุดโทรมแสงแดดอ่อนยามบ่ายส่องลอดช่องหน้าต่างไม้เก่าเข้ามา บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเด็กน้อยบนเตียงพร้อมกลิ่นหอมของยาต้มที่คละคลุ้งไปทั่ว
จ้าวหว่านชิงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงดวงตาไม่ละไปจากร่างเล็กที่เพิ่งได้รับการรักษา ตลอดทั้งคืนหญิงสาวไม่กล้าหลบตานอนราวกับกลัวว่าหากเผลอหลับไปเพียงชั่วขณะอาการป่วยของเด็กน้อยตรงหน้าอาจจะกำเริบขึ้นมา
นางทำใจไว้แล้วว่าหากยามที่เด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่อีกฝ่ายจะแสดงออกอาจเป็นความหวาดกลัวหรือความเกลียดชังเพราะแผลในใจที่ร่างเดิมได้ฝากเอาไว้ไม่มีทางลบเลือนได้ง่าย ๆ
แต่ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่จ้าวหว่านชิงคิด...
ไม่นานนักขนตาที่เรียงตัวเป็นแพของซูเหยากะพริบเล็กน้อย เด็กหญิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแววตาหม่นหมองพร่าเลือน จ้าวหว่านชิงที่เห็นเช่นนี้ก็รีบเข้าไปหาเด็กน้อยด้วยความเป็นห่วง
“เด็กน้อยเจ้าฟื้นแล้ว....”
“จ้าวหว่านหนิง?”
เมื่อภาพแรกที่มองเห็นคือใบหน้าของจ้าวหว่านชิงเด็กน้อยก็เอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจก่อนจะกวาดสายตามองรอบกายราวกับต้องการตรวจสอบบางอย่าง จากนั้นซูเหยาก็ก้มลงมองร่างกายของตนเองพลางพึมพำบางอย่างแผ่วเบาทว่าจ้าวหว่านชิงที่ตั้งใจฟังกลับไม่อาจจับถ้อยคำได้
“เด็กน้อยเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เมื่อเห็นท่าทางแปลกของซูเหยาจ้าวหว่านชิงจึงเอ่ยถามเด็กน้อยวัยแปดขวบตรงหน้าอย่างร้อนรน ใบหน้าสวยและแววตาของนางแสดงออกถึงความเป็นห่วงและความกังวลอย่างชัดเจน
“เกิดอะไรขึ้นกับข้า?”
หัวใจของจ้าวหว่านชิงเต้นสะดุดไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังคำถามของเด็กน้อยตรงหน้า นางรีบข่มอารมณ์ไม่ให้หวั่นไหวทว่าสีหน้ากลับกลายเป็นหม่นหมองก่อนเอ่ยตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“เจ้าถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนมาหลายวัน…ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วเลยล้มป่วยลง”
นางกำมือแน่นความรู้สึกผิดจากการกระทำของร่างเดิมบีบคั้นจนหายใจติดขัด จ้าวหว่านชิงคิดเสมอว่าซูเหยาจะต้องโกรธอาจจะร้องไห้ฟูมฟายหรือด่าทอนาง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสายตาแห่งความประหลาดใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจ
ซูเหยาเพียงจ้องมองอยู่อย่างนั้นแววตาคล้ายกำลังวิเคราะห์สิ่งใดบางอย่างก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
โครกกก
เสียงท้องร้องเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนทำเอาซูเหยาที่พึมพำอะไรกับตนเองอยู่เมื่อครู่ชะงักไปทันที ใบหน้าที่เรียบนิ่งมีสีแดงจาง ๆ แตะขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ทำให้จ้าวหว่านชิงที่นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าอย่าขยับนะ ร่างกายยังอ่อนแรง ข้าจะไปเอาโจ๊กมาให้”
ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบนางก็รีบลุกขึ้นก้าวฉับ ๆ ไปยังห้องครัวตักโจ๊กหอมกรุ่นที่ต้มไว้ตั้งแต่เช้าขึ้นมาหนึ่งชาม กลิ่นหอมของข้าวต้มผสมขิงลอยอบอวลชวนให้อบอุ่นหัวใจพอถือกลับมาถึงห้องนอนนางก็คุกเข่าวางชามโจ๊กลงตรงหน้าเด็กหญิงด้วยท่าทีระมัดระวัง
“โจ๊กยังร้อนอยู่ค่อย ๆ กินนะ”
ซูเหยามองชามโจ๊กสลับกับมองจ้าวหว่านชิงดวงตากลมโตสะท้อนความลังเลและประหลาดใจ แต่เมื่อความหิวครอบงำสุดท้ายนางก็ยื่นมือเล็ก ๆ ที่สั่นเทาหยิบช้อนขึ้นมา ทว่าพอพยายามจะตักโจ๊กกลับไม่อาจทำได้มือเล็กไร้เรี่ยวแรงจนแทบถือช้อนไม่อยู่
กึก!
เสียงช้อนกระทบกับขอบชามดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้อง เด็กหญิงกัดริมฝีปากแน่นสีหน้าฝืนกล้ำกลืนความอ่อนแอเอาไว้ จ้าวหว่านชิงที่เห็นเช่นนั้นก็เอื้อมมาคว้าชามไว้ในมือพลางพูดเสียงนุ่ม
“พอเถอะ...เดี๋ยวข้าป้อนเจ้าเอง”
นางตักโจ๊กขึ้นมาเป่าเบา ๆ จนควันขาวคลายจางก่อนจะยื่นช้อนให้เด็กหญิงตรงหน้า ซูเหยาชะงักเล็กน้อยดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจแต่เมื่อสบกับสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนนางก็ยอมอ้าปากรับคำโจ๊กช้า ๆ
โจ๊กคำแล้วคำเล่าถูกป้อนจนหมดชาม บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยความสงบอ่อนโยนราวกับผืนผ้าอุ่นคลุมกายทั้งที่ไม่มีถ้อยคำใดมากมายแต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองคนค่อย ๆ คลายเกร็งลงทีละน้อย
“เจ้านอนพักผ่อนอีกหน่อยนะ...ข้าจะไปต้มยาให้เจ้า”
ซูเหยาเงยหน้ามองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับเงียบ ๆ สายตาที่เคยแข็งกร้าวและระแวงเมื่อครู่พลันอ่อนลงเล็กน้อยขณะมองตามแผ่นหลังของจ้าวหว่านชิงที่เดินออกจากห้องไป
ภายในห้องครัวยามนี้มีเสียงไฟก่อกองเล็ก ๆ ใต้เตายังคงดังเปรี๊ยะ ๆ กลิ่นสมุนไพรขมเฝื่อนคละคลุ้งไปทั่วครัวเก่า จ้าวหว่านชิงยืนเฝ้าหม้อดินดวงตาเหม่อมองยาที่ค่อย ๆ เดือดพล่านแต่ใจกลับไม่ได้อยู่กับหม้อต้มยาเบื้องหน้า
หญิงสาวกำลังครุ่นคิดวิเคราะห์สถานการณ์ของตนเอง ตอนนี้นางคือตัวประกอบในนิยายที่ถูกสามีทอดทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย ส่วนฐานะครอบครัวไม่ถึงกับลำบากจนปากกัดตีนถีบแต่ก็ไม่ได้มั่งมีถึงกลับใช้จ่ายอย่างสบายใจได้ ทั้งจ้าวหว่านชิงยังเป็นคนว่างงานไร้ที่ดินทำการเกษตรหากยังเป็นเช่นนี้อีกไม่กี่ปีเงินเก็บในบ้านคงหมดและนางคงได้กลายเป็นขอทานเร่ร่อนเป็นแน่
“เฮ้อ...ส่วนสามีที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงก็...”
ริมฝีปากบางเม้มแน่นเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ จ้าวหว่านชิงไม่ต้องการสามีที่ไร้ความรับผิดชอบอีกต่อไป การหย่าขาดคือทางเดียวที่นางเลือกได้และที่สำคัญนางจะไม่ทอดทิ้งซูเหยา เด็กคนนั้นไม่ควรกลับไปอยู่กับญาติฝั่งสามีที่เห็นแก่ตัวเพราะหากปล่อยไปชีวิตของเด็กหญิงต้องพบเจอแต่สิ่งเลวร้ายแน่นอน
“ถ้าเกิดมาเป็นตัวประกอบที่ร่ำรวยก็คงดี....” จ้าวหว่านชิงกัดฟันแน่นพลันนึกถึงหญิงสาวในชุดขาวที่เป็นผู้ส่งนางมาเกิดใหม่ในร่างนี้
“ยัยคนผิดคำพูด! ไหนรับปากว่าจะให้ข้าได้เกิดมาในร่างตัวประกอบที่ร่ำรวยสุขสบายแล้วเหตุใดถึงเป็นแบบนี้!”
ติ้ง!
[ มีบุคคลต้องการเชื่อมต่อกับท่านต้องการยอมรับหรือไม่?]
ทว่าสิ้นคำพูดของหญิงสาวจู่ ๆ หน้าต่างระบบที่โปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมข้อความ คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน จ้าวหว่านชิงกัดริมฝีปากลังเลไปครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็คว้ามือขึ้นมากดปุ่ม ‘ยอมรับ’
เพียงชั่วพริบตาหน้าต่างระบบก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นจอภาพวิดีโอโปร่งใส ภายในนั้นคือใบหน้าที่คุ้นเคยของผู้หญิงในชุดขาวที่ยืนยิ้มพลางโบกมือทักทายเหมือนทุกอย่างเป็นน่ายินดี
“เจ้า!” จ้าวหว่านชิงแววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนแทบจะพุ่งออกมาเป็นเพลิงโทสะทันทีที่พบหน้าอีกฝ่ายผ่านหน้าจอของระบบ
“โอ้…ไป๋เสวี่ยหรงเจ้าดูแข็งแรงดีนี่นา...ฮ่าฮ่า”
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







