LOGINรักษาภรรยาขุนนาง [1/2]
จ้าวหว่านหนิงก้าวเดินอย่างมั่นคงแขนข้างหนึ่งอุ้มซูเหยาเอาไว้ส่วนมืออีกข้างก็จับมือเล็กของเด็กชายเดินฝ่าฝูงชนจนพ้นถนนใหญ่มาถึงย่านโรงเตี๊ยมที่ประดับโคมไฟสว่างไสวไม่แพ้ด้านนอก เมื่อทั้งสามมาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมเสียงหญิงสาวผู้หนึ่งก็ดังลอดออกมาจากด้านในแผ่วสั่นไปด้วยความร้อนรน
“เสี่ยวหานหลานข้าหายไปพวกเจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้เช่นไร! ไป...ส่งคนออกไปตามหาเขาอีก!”
เด็กชายที่ถูกจูงมืออยู่รีบเงยหน้าขึ้นดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านในของโรงเตี๊ยม
“ท่านป้า!” พูดจบเสี่ยวหานแล้วก็วิ่งพุ่งเข้าไปด้านในทันที
จ้าวหว่านชิงไม่ได้เอ่ยร้องห้ามแต่อย่างใด นางทำเพียงอุ้มซูเหยาเดินตามเด็กชายเข้าไปด้านในเงียบ ๆ นัยน์ตาคู่สวยมองภาพหญิงวัยกลางคนสวมอาภรณ์งดงามสง่าผู้หนึ่งกำลังโอบร่างเล็กของเด็กชายเข้ามากอดน้ำตาเอ่อคลอ
“ในที่สุดก็เจอ....เจ้าหายไปที่ใดมารู้หรือไม่ป้าตกใจเพียงใด” นางเอ่ยกับหลานชายน้ำเสียงบอกถึงความโล่งใจ
“ท่านป้าเป็นพี่สาวผู้นี้ที่ช่วยข้าไว้...หากมิใช่นางข้าคงยังหาท่านไม่พบ” เสี่ยวหานเอ่ยเสียงใสพลางชี้นิ้วมาทางหว่านชิง
หญิงวัยกลางคนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะก้าวมาข้างหน้าเมื่อพบจ้าวหว่านชิงแววตาก็ฉายแววประเมินทันที หญิงผู้นี้การแต่งกายของนางดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านทั่วไปทว่าบรรยากาศรอบกายกลับดูไม่ธรรมดาเลย
“ข้าว่าซูเจินอวี๋ต้องขอบคุณแม่นางผู้มีน้ำใจที่ช่วยเหลือหลานชายของข้า”
“มิได้เป็นการลำบากเลยเด็กน้อยพลัดหลงย่อมต้องช่วยเหลือ”
ซูเจินอวี๋มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณาอยู่ชั่วขณะ นางสังเกตว่าอีกฝ่ายมีใบหน้าคล้ายคลึงกับใครบางคนที่นางเคยพบเมื่อนานมาแล้ว
หรือว่าจะนางมีความเกี่ยวข้องกับเขา...
“คืนนี้ข้ากับหลานชายได้จองห้องส่วนตัวที่หอชิงหลัวร้านอาหารเลื่องชื่อในเมืองไว้ ได้ยินว่าห้องนั้นสามารถชมโคมไฟจากมุมสูงได้งดงามที่สุดในเมือง” ซูเจินอวี๋ยิ้มอ่อนแล้วเอ่ยต่อ “หากไม่รังเกียจ ข้าขอเชิญท่านและบุตรสาวไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่ ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือเสี่ยวหานครานี้”
“ใช่ ๆ พี่สาวไปกับพวกเรานะ ข้าอยากให้พี่สาวกับซูเหยาไปด้วยกัน!” เด็กชายรีบพยักหน้าเอ่ยน้ำเสียงสดใส
จ้าวหว่านชิงได้ยินคำเชิญเช่นนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองกับซูเหยาที่อุ้มอยู่ ทว่าเมื่อเห็นเด็กหญิงใช้สายตาจับจ้องซูเจินอวี๋ไม่วางตา จ้าวหว่านชิงหลงคิดว่าซูเหยาอยากตอบรับคำเชิญแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมานางจึงยกมือแตะศีรษะเด็กหญิงเบา ๆ พลางเอ่ยเสียงนุ่ม
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนฮูหยินซูแล้ว”
ซูเจินอวี๋ยิ้มบางสายตาเต็มไปด้วยความหมายที่ยากหยั่งถึง นางหันไปสั่งสาวใช้ให้นำทางก่อนทั้งหมดจะพากันมุ่งหน้าไปยังหอชิงหลัวที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟนับร้อยพาดสว่างไสวเหนือคูน้ำสะท้อนประกายงดงามดั่งภาพวาด
เมื่อจ้าวหว่านชิงจับมือซูเหยาก้าวเข้าสู่หอชิงหลัว กลิ่นหอมของอาหารรสเลิศก็ลอยแตะจมูกทันที ตัวอาคารไม้สูงสามชั้นประดับโคมไฟสีแดงและสีทองระยิบระยับไปทั่ว ทุกโต๊ะบนชั้นล่างแน่นขนัดด้วยผู้คนที่ต่างหัวเราะดื่มกินอย่างสำราญ
ซูเจินอวี๋นำพวกนางขึ้นไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นสูงสุด โต๊ะกลมใหญ่ถูกจัดไว้ใกล้ริมระเบียงบานกว้างเมื่อมองออกไปเบื้องนอกจะเห็นแม่น้ำทอดยาวสะท้อนแสงโคมไฟที่ลอยละล่องพลิ้วไหวไปตามสายลม บนท้องฟ้ายามนี้เต็มไปด้วยโคมลอยหลากสีประดับแสงพร่างพรายงดงามราวกับดาวหมื่นดวง
“ที่นี่…งดงามนัก” จ้าวหว่านชิงหลุดเอ่ยออกมาเบา ๆ ดวงตาส่องประกายตื่นตะลึง
ซูเหยาที่นั่งเคียงข้างแม้ไม่เอ่ยวาจา แต่เหลือบตามองบรรยากาศนึกเห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวหว่านชิงเมื่อครู่
“หอชิงหลัวนี้หากไม่ใช่ตระกูลใหญ่ในเมืองหรือครอบครัวขุนนางระดับสูงก็ยากนักจะได้ห้องบนชั้นสาม ข้ามาทุกปีเพื่อชมทิวทัศน์งานเทศกาลโคมไฟจากที่นี่”
จ้าวหว่านชิงที่ได้ฟังคำพูดของซูเจินอวี๋ก็เริ่มตระหนักบางอย่างได้ ดวงตาคู่สวยมองสำรวจอาภรณ์และการกระทำของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า อาภรณ์ที่นางสวมใส่แม้จะไม่หรูหราแต่ก็ทำจากผ้าชั้นดีส่วนสาวใช้ที่คอยปฏิบัติยังคล่องแคล่วมีมารยาทราวกับได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี
นางคงเป็นภรรยาของขุนนางในเมืองหลวงสินะ....
“ซูเหยาเจ้าลองชิมสิ อร่อยมาก” เสี่ยวหานพูดเสียงสดใสพลางยื่นผลไม้เชื่อมที่สาวใช้นำมาให้ไปตรงหน้าซูเหยา
ซูเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อยสีหน้าไม่แสดงออกใด ๆ แต่ก็รับจานมาเงียบ ๆ พลางเหลือบตามองจ้าวหว่านชิงเล็กน้อย ด้านจ้าวหว่านชิงหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะเด็กหญิงแววตาบ่งบอกถึงความเอ็นดู
“กินเถอะ...แล้วค่อยพิจารณาดูว่าเจ้าชอบหรือไม่”
บนโต๊ะค่อย ๆ ถูกนำอาหารขึ้นมาทั้งเป็ดปักกิ่งหนังกรอบหอมกรุ่น เนื้อกวางตุ๋นยาจีน และซุปไก่ใส่โสมหอมหวนจัดเรียงงดงามในถ้วยจานลายงดงาม
ผ่านไปไม่นานเสียงหัวเราะและกลิ่นอาหารหอมกรุ่นยังคงอบอวลรอบโต๊ะ ทั้งสี่นั่งร่วมรับประทานพลางพูดคุยถึงเรื่องราวของตนอย่างออกรสออกชาติ ทว่าจู่ ๆ ซูเจินอวี๋ที่กำลังยกตะเกียบคีบเนื้อกวางตุ๋นขึ้นมากลับหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะรีบยกมือกดลงที่อก
“ฮูหยิน!”
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







