ログインเด็กชายแปลกหน้าที่หลงทาง [2/2]
ท่ามกลางแสงโคมไฟนับพันที่ส่องประกายสว่างไสวกลางรัตติกาล ผู้คนเบียดเสียดแน่นขนัดไปทั่วถนนสายหลักของ ในขณะที่จ้าวหว่านชิงจูงมือซูเหยาเดินทอดน่องชมงานนั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าชายกระโปรงของตนถูกฉุดรั้งจากด้านหลัง หญิงสาวหยุดก้าวหันกลับไปก็พบเด็กชายวัยราวเจ็ดขวบผู้หนึ่งเขาสวมอาภรณ์เนื้อดีที่บ่งบอกฐานะมิธรรมดา ใบหน้าขาวนวลชุ่มไปด้วยน้ำตาร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเกาะชายกระโปรงของนางแน่นพร้อมกับพร่ำเรียกหาท่านป้าของตน
จ้าวหว่านชิงรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กน้อยคงพลัดหลงกับครอบครัว ร่างบางจึงย่อกายลงระดับสายตาพลางคลี่ยิ้มอ่อนโยนพร้อมเอ่ยกับเด็กชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เด็กน้อยอย่าร้องไปเลยนะ...เจ้าพลัดหลงกับครอบครัวของเจ้าหรือ?”
ดวงตากลมใสที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาสบเข้ากับใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าที่สวมใส่อาภรณ์สีเดียวกับท่านป้าของเขา เด็กชายพยักหน้ารับทั้งสะอึกสะอื้นพลางพูดตะกุกตะกัก
“ข้า…ข้ากำลังกินน้ำตาลปั้นอยู่ แล้วจู่ ๆ…ท่านป้ากับสาวใช้ก็หายไป”
เมื่อได้เห็นแก้มเล็กเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาจ้าวหว่านชิงพลันรู้สึกเวทนา นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดขึ้นมาซับน้ำตาให้เด็กชายอย่างเบามือพร้อมกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและดูเป็นมิตร
“ไม่ต้องกลัวนะเดี๋ยวพี่สาวจะช่วยตามหาครอบครัวของเจ้าเอง เจ้าเล่าให้พี่สาวฟังได้หรือไม่ว่าครั้งสุดท้ายเจอท่านป้าของเจ้าที่ไหน?”
เด็กชายส่ายหน้าช้า ๆ น้ำตาไหลพรากไม่หยุดเพราะหลังจากที่รู้ว่าท่านป้าและสาวใช้หายไปเขาก็วิ่งหาทุกคนไปทั่ว
“เช่นนั้นบ้านของเจ้าอยู่ในเมืองนี้หรือไม่?”
“บ้านข้าอยู่ที่เมืองหลวง...วันนี้ข้าเพียงตามท่านป้ามาเที่ยวงานเทศกาลเพียงเท่านั้น…” เด็กน้อยตอบเสียงขาดห้วงในขณะเช็ดน้ำตาลวก ๆ บนแก้ม
ด้านซูเหยาเด็กหญิงที่ยืนมองเหตุการณ์ตั้งแต่แรก เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของจ้าวหว่านชิงที่มอบให้แก่ผู้อื่นมิใช่ตนความไม่พอใจก็ผุดขึ้นในใจ ร่างเล็กรีบสาวเท้าเข้ามากอดแขนข้างหนึ่งของหว่านชิงแน่นพลางส่งสายตาแข็งกร้าวไปยังเด็กชายประหนึ่งจะประกาศสิทธิ์
นี่คือมารดาของข้า!
เด็กชายที่ยังร้องไห้สะอื้นอยู่พลันสังเกตเห็นซูเหยาเป็นครั้งแรก เมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามแต่กลับฉายแววเฉียบคมร้ายกาจในวัยเพียงแปดขวบก็ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ เขาลืมแม้กระทั่งว่าตนเองกำลังร้องไห้ก่อนเผลอพึมพำออกมาราวกับต้องมนต์
“งดงามเหลือเกิน…”
ซูเหยาที่ได้ยินเข้าใจว่าอีกฝ่ายเอ่ยชมจ้าวหว่านชิงพลันนัยน์ตากลมคมก็ถลึงใส่เด็กชายราวกับจะขู่เข็ญก่อนจะกระแทกเสียงเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เจ้าโง่! จำอะไรไม่ได้สักอย่างหรือไร แล้วโรงเตี๊ยมที่พวกเจ้าพักอยู่เล่ายังจำได้หรือไม่?”
เด็กชายทำหน้าเหรอหราสักครู่ก่อนค่อยพยักหน้าอย่างซื่อ ๆ พลางเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ราวกับเป็นคนละคนกับเด็กที่ร้องไห้งอแงเมื่อครู่
“จำได้สิ...หน้าโรงเตี๊ยมเขียนป้ายว่าลู่เสียน”
“ลู่เสียน....ช่างบังเอิญเสียจริงพี่สาวก็พักอยู่ที่นั่นพอดี ถ้างั้นพวกเรากลับไปรอท่านป้าของเจ้าที่โรงเตี๊ยมดีหรือไม่”
เมื่อเห็นเด็กชายพยักหน้าจ้าวหว่านชิงก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ นางตั้งใจจะกลับไปรู้ครอบครัวของเด็กน้อยที่โรงเตี๊ยมก่อนถ้ายังไม่เจอค่อยไปแจ้งทางการให้ออกตามหา
“เด็กน้อยจับมือพี่สาวสิจะได้ไม่พลัดหลงอีก”
หญิงสาวยันกายยืนขึ้นพลางยืนมือออกไปตรงหน้าของเด็กชาย เมื่อมือเล็กสัมผัสกับฝ่ามือของนางริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มออกมาทันที จ้าวหว่านชิงตั้งใจจะจับมือของซูเหยาที่ยืนอยู่อีกข้างแต่ทว่าเด็กหญิงกลับไม่ยอมจับมือของนาง
“หืม? ..เหยาเอ๋อร์เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“อุ้ม...ข้า..อยากให้ท่านอุ้ม”
จ้าวหว่านหนิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำอ้อนของซูเหยา แววตากลมโตที่เงยขึ้นมองนางฉายความดื้อดึงปนคาดหวังอยู่เต็มเปี่ยม หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงรับร่างเล็กเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง
“เอาล่ะ ๆ เหยาเอ๋อร์มารดาจะอุ้มเจ้าเอง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อพลางใช้ปลายจมูกแตะลงหน้าผากเล็กเบา ๆ ทำให้เด็กหญิงเบือนหน้าหนีหลบความเขินอายที่ตนทำตัวเป็นเด็กเช่นนี้
ด้านเด็กชายที่ยังคงจับมือจ้าวหว่านชิงอยู่นั้นก็รีบยืดอกโม้เสียงดัง ในขณะที่สายตามลอบมองเด็กหญิงที่ถูกอุ้มอยู่
“เจ้าเจ็บขาหรือเหตุใดจึงให้พี่สาวอุ้ม ข้าเองเป็นบุรุษฝึกยุทธ์ตั้งแต่สามขวบมีร่างกายแข็งแรงกว่าพี่สาวเสียอีก เจ้าอยากขี่หลังข้าหรือไม่?”
ซูเหยาที่ซุกอยู่ในอ้อมอกของจ้าวหว่านหนิงเมื่อได้ฟังคำพูดของเด็กชายถึงกับเบ้ปาก นึกในใจว่าคนขี้แยเช่นเจ้าสูงกว่าสุนัขนิดเดียวยังจะคิดให้ข้าขี่หลังหรือ...
“เพ้อเจ้อเสียจริง...รอให้ตัวเจ้าสูงเท่าหว่านชิงและเป็นบุรุษรูปงามก่อนค่อยคิดจะมาอุ้มข้าเถอะ”
จ้าวหว่านหนิงมองภาพเด็กน้องทั้งสองสนทนาโต้เถียงกันด้วยแววตาอ่อนโยนในขณะที่เดินกลับโรงเตี๊ยม ทว่าไม่มีใครคิดเลยว่าคำพูดนั้นของซูเหยาจะตรึงอยู่ในใจของเด็กชายไปตลอดหลายปี…
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







