เข้าสู่ระบบโรคระบาดสามารถรักษาได้ [2/2]
เมื่อเดินออกไปหญิงสาวก็ได้พบกับหวังซืออันยืนรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของชายชรายามนี้ฉายประกายแห่งความหวังเมื่อเห็นนาง
“แม่นางจ้าว!”
หมอหวังรีบสาวเท้าเข้ามาหามือเหี่ยวย่นจับมือของนางแน่นด้วยความร้อนรน
“ข้าได้ยินมา...ได้ยินว่าศิษย์ของข้าที่ติดโรคระบาดหายดีแล้วจริงหรือ? เจ้าคือผู้ที่รักษาพวกเขาใช่หรือไม่”
จ้าวหว่านชิงใจมองแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของชายชราพลางสูดหายใจเข้าลึกก่อนพยักหน้าอย่างมั่นคง
“ชะ...เช่นนั้น....เช่นนั้นหมายความว่าเจ้าสามารถรักษาชาวบ้านที่ติดโรคระบาดให้หายได้หรือ!”
“ข้าคิดว่าข้าสามารถรักษาผู้ป่วยได้เพียงแต่…อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย”
“ไม่เป็นไร!” หมอหวังเอ่ยทันทีน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น “ตราบใดที่ยังมีความหวังแม้ต้องใช้เวลาสักเท่าใดข้าก็ยอม”
ดวงตาจ้าวหว่านชิงอ่อนลงนางก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ
“เช่นนั้นขอให้ท่านพาข้าไปหาผู้ป่วยที่ยังไม่ทรุดหนัก ข้าอยากเริ่มจากตรงนั้น”
ชายชราพยักหน้าอย่างไม่ลังเลรีบผายมือให้นางตามไปทันที ทั้งสองมาถึงอาคารไม้หลังใหญ่ที่ดัดแปลงเป็นสถานที่รักษาโรคระบาด กลิ่นสมุนไพรผสมกับกลิ่นอับของโรคปะปนกันในอากาศจนแทบหายใจลำบาก จ้าวหว่านชิงก้าวเข้าไปด้วยหัวใจหนักอึ้งตรงหน้าคือผู้ป่วยเกือบร้อยชีวิตที่นอนเรียงรายอยู่มีทั้งชาย หญิง เด็ก และคนชรา เสียงไอแห้งเสียงครางต่ำและเสียงร้องไห้ดังสะท้อนสลับกันไม่หยุด
หมอและผู้ช่วยหลายคนเดินวุ่นวาย บ้างป้อนยา บ้างเช็ดตัว แต่ทว่าทุกสายตาที่มองมาล้วนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังมากกว่าความเชื่อมั่น
ติ้ง!
[ตรวจพบผู้ป่วย...]
ทันทีที่จ้าวหว่านชิงก้าวเข้าไปหน้าต่างสถานะโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ข้อความเตือนตรวจพบผู้ป่วยโรคระบาดเกือบร้อยรายปรากฏขึ้นต่อเนื่องไม่หยุดราวกับคลื่นกระแทกเข้าใส่ หญิงสาวหลับตาลงสูดลมหายใจลึกพยายามกดความสั่นไหวในใจให้สงบ
ติ้ง!
[ระบบ : แนะนำให้ทำการคัดแยกผู้ป่วยความลำดับความรุนแรงของโรคเพื่อความสะดวกต่อการรักษา]
หลังจากได้รับคำแนะนำจากระบบจ้าวหว่านชิงกวาดสายตามองผู้ป่วยจำนวนมากก่อนจะหันไปหาหมอหวังด้วยแววตาหนักแน่น
“ท่านหมอหวังข้าอยากคัดแยกผู้ป่วยที่นี่ให้ชัดเจนก่อนเพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้ถูกต้อง…ข้าต้องขอผ้าสามสีจำนวนมาก”
“ผ้าสามสี?” ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ใช่เจ้าค่ะ สีเขียวสำหรับผู้ที่อาการไม่รุนแรงมาก สีเหลืองสำหรับผู้ที่เริ่มรุนแรง และสีแดงสำหรับผู้ที่อยู่ขั้นวิกฤติ เพราะตัวยารักษาจะแตกต่างกันออกไปพวกเราจึงจำเป็นต้องคัดแยกผู้ป่วยก่อน” น้ำเสียงของนางชัดเจนและหนักแน่นจนคนรอบข้างต่างพยักหน้าตามอย่างเชื่อฟัง
“พวกเจ้าแบ่งคนออกไปตามหาผ้าที่แม่จ้าวต้องการมาโดยเร็วที่สุด ส่วนคนที่เหลืออยู่ดูแลผู้ป่วยก่อน”
สิ้นคำสั่งของชายชราทุกคนต่างแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตนและภายในเวลาไม่นานผ้าสามสีจำนวนมากก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย จ้าวหว่านชิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวไปหาผู้ป่วยคนแรกมือเรียววางลงบนข้อมือชายผู้นั้นราวกับกำลังจับชีพจรแต่แท้จริงแล้วแสงสีฟ้าอ่อน ๆ จากระบบได้พุ่งผ่านสแกนร่างกายผู้ป่วยตรงหน้าอย่างเงียบงัน
[กำลังตรวจวิเคราะห์….]
[ตรวจพบอาการของโรคระบาด...ความรุนแรงระดับสอง...เคสสีเขียว]
“ใช้ผ้าสีเขียว”
จ้าวหว่านชิงเอ่ยเสียงเรียบมองผู้ช่วยที่ยืนรออยู่รีบหยิบผ้าสีเขียวผูกที่ข้อมือชายป่วย จากนั้นหญิงสาวก็เดินต่อไปยังผู้ป่วยอีกคน วางปลายนิ้วลงเบา ๆ ราวกับกำลังตรวจชีพจรขณะที่แสงสีฟ้าสแกนร่างกายผู้ป่วยอีกครั้ง
[กำลังตรวจวิเคราะห์….]
[ตรวจพบอาการของโรคระบาด...ความรุนแรงระดับสาม...เคสสีเหลือง]
“ใช้ผ้าสีเหลือง”
ผ้าสีเหลืองถูกผูกเข้ากับข้อมือในทันทีสายตาของหมอหวังที่ยืนมองอยู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังปากสั่นระริกแต่กลับไม่กล้าขัดจังหวะ
จ้าวหว่านชิงเดินตรวจทีละคนอย่างไม่รีบร้อน เสียงนางเอ่ยบอกสีสลับกับเสียงผู้ช่วยตอบรับดังต่อเนื่องเป็นจังหวะ สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง จนบางครั้งก็มีคำว่าสีแดงทำเอาบรรยากาศรอบด้านเงียบกริบ ทุกคนต่างลอบมองด้วยใจเต้นระทึก
จวบจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับหายหลังขอบฟ้า ผู้ป่วยคนสุดท้ายก็ได้รับการคัดแยกเรียบร้อยสิ้น จ้าวหว่านชิงล้างมือผ่านน้ำร้อนจนสะอาดก่อนจะก้าวไปนั่งเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ ที่อยู่มุมเงียบ ความเหนื่อยอ่อนแผ่วผ่านร่างบางโดยไม่ทันรู้ตัว มือเรียวเผลอยกขึ้นเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวบนหน้าผากอย่างเงียบงัน
[รายงานผลตรวจสอบผู้ป่วย]
เคสสีเขียว : 32 ราย
เคสสีเหลือง : 25 ราย
เคสสีแดง : 67 ราย
รวมผู้ป่วยที่ต้องการรักษาทั้งหมด 134 ราย
ติ้ง!
[ระบบ : ยินดีด้วยคุณพัฒนาทักษะได้ถึงระดับ A ภายในเวลาอันรวดเร็ว!]
จ้าวหว่านชิงที่แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่เมื่อได้เห็นผลการวิเคราะห์ผู้ป่วยทั้งหมดที่แสดงอย่างละเอียดบนหน้าต่างของระบบก็คลี่ยิ้มออกมา
พัฒนาทักษะไประดับ A ได้แล้ว!
รักษาเสี่ยวเหม่ยได้แล้ว!
“ข้าขอไปตรวจอาการผู้ป่วยที่มีภาวะต่อต้านยารักษาก่อนนะเจ้าคะ!”
จ้าวหว่านชิงก็หมุนกายวิ่งตรงไปยังเรือนคัดแยกผู้ป่วยวิกฤตที่อยู่ด้านหลังทันทีโดยที่ไม่รู้เลยว่ายามนี้หมอหวังและเหล่าหมอผู้ช่วยต่างยืนมองอยู่นางอย่างเคารพ แววตาของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากความสงสัยในตอนแรกกลายเป็นความศรัทธาและความหวังที่ส่องประกายในแววตา
“แม่นางจ้าวช่างเป็นหมอที่มีความสามารถจริง ๆ”
“ดูเทียบยาที่นางมอบให้สิ....ข้าเป็นหมอมาสี่สิบปียังไม่อาจสู้นางได้เลย”
“ได้ยินว่านางตั้งใจมาที่นี่เพราะมีใจอยากช่วยเหลือผู้คน....ช่างน่านับถือจริง ๆ”
“แต่ปล่อยไว้เช่นนี้จะดีหรือ....หลายวันมานี้แม่นางจ้าวแทบไม่ได้พักเลย....”
“อ่านั่นสิ....พวกเราควรจะห้ามหน่อยหรือไม่หากปล่อยไว้แบบนี้ร่างกายของนางอาจะรับไม่ไหวก็ได้...”
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







