เข้าสู่ระบบ“ดี... ในเมื่อคุณมองว่าผมมันไร้ค่า ไม่มีปัญญาทำอะไรสำเร็จงั้นใช่ไหม” คชาธรสูดหายใจลึก แววตาที่เคยอ่อนแอและยอมสยบให้เมีย ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเคียดแค้นอย่างที่สิตางค์ไม่เคยเห็นมาก่อน
“งั้นต่อจากนี้ไป คุณก็คุมบริษัทคนเดียวไปเลยแล้วกัน!” ชายหนุ่มสะบัดหน้า หมุนตัวเปิดประตูห้องทำงานแล้วกระแทกปิดตามหลังเสียงดังสนั่น ทิ้งให้สิตางค์ยืนอยู่กลางห้องเพียงลำพัง
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มือบางยกขึ้นนวดขมับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ลึกๆ แล้วเธอไม่ได้อยากด่าเขา แต่ความเครียดจากงานและนิสัยตรงไปตรงมาทำให้เธอมักจะพ่นคำพูดร้ายๆ ที่แทงใจดำเขาเสมอ
“หึ... น้อยใจเป็นเด็กๆ ไปไดด้ เดี๋ยวกระเป๋าแห้งก็ซมซานกลับมาหาฉันอีกนั่นแหละ” สิตางค์พึมพำกับตัวเองด้วยความประมาท โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินออกจากบ้านของคชาธรในครั้งนี้... ไม่ใช่การหนีไปเที่ยวเล่นเหมือนทุกที
แต่มันคือการเดินทางไปหาความอบอุ่น และอำนาจความเป็นสามีที่เขาขาดหายไป
เสียงกระแทกประตูดัง ในห้องทำงานยังคงดังก้องอยู่ในหัว คชาธรขับรถสปอร์ตคันหรูออกจากบริษัทด้วยความเร็ว มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและความอับอายที่ยังตกค้างอยู่ คำพูดของสิตางค์เหมือนใบมีดโกนที่กรีดซ้ำๆ ลงบนแผลเดิมแผลที่บอกว่าเขาคือกาฝาก เขาคือปลิงที่คอยเกาะความเก่งของเมียกินไปวันๆ
“เหยียบหัวฉันจนพอใจแล้วสินะ สิตางค์” คชาธรพึมพำลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น
สำหรับเขา สิตางค์ไม่ใช่ภรรยาที่น่ารักน่าทะนุถนอมมานานแล้ว เธอเหมือนผู้คุมที่คอยชี้หน้าสั่งและด่าทอเขาต่อหน้าพนักงานนับร้อย ความเป็นชายชาตรีและเกียรติของเขาถูกเธอย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี ทุกครั้งที่อยู่บ้านหลังนั้น เขาจับต้องอะไรก็ผิดไปหมด กลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาของครอบครัวตัวเองเพราะทุกคนในตระกูลต่างก็ก้มหัวให้สิตางค์
แต่มีอยู่สถานที่หนึ่ง... ที่ที่มีไว้เพื่อเยียวยาแผลใจของเขาโดยเฉพาะ
รถสปอร์ตเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านจัดสรรระดับหรูแถบชานเมือง ตัวบ้านเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นทรงโมเดิร์นที่ดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัว
คชาธรใช้คีย์การ์ดเปิดประตูรั้วอัตโนมัติก่อนจะถอยรถเข้าจอดในร่ม ทันทีที่ดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงบของบ้านหลังนี้ก็ช่วยลดอุณหภูมิความโกรธในใจของเขาลงไปได้เปลาะหนึ่ง
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ เดินตรงไปยังประตูหน้าบ้าน เขายังไม่ทันที่จะเอื้อมมือไปเปิด ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกก่อนจากคนด้านใน
“พี่คชา...” น้ำเสียงหวานใสปนตกใจเล็กน้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างบอบบางในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ก้าวออกมาต้อนรับ มุกดาสาวน้อยวัยยี่สิบปี เจ้าของใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโตโศกศัลย์ที่ดูราวกับลูกกวางตัวน้อยๆ ที่ต้องการคนคุ้มครอง เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางเรียบร้อยและอ่อนน้อม
“กลับมาแล้วเหรอคะ ทำไมวันนี้มาเร็วจังคะ มุกยังไม่ได้เตรียมมื้อเย็นไว้รอเลย”
คำว่า ‘พี่คชา’ และท่าทางที่แสดงออกถึงความเกรงอกเกรงใจของเด็กสาวตรงหน้า มันเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมลงบนใจที่กำลังลุกเป็นไฟของคชาธรทันที
“ไม่เป็นไรมุก... พี่แค่นะเหนื่อยๆ น่ะ” คชาธรปรับสีหน้าให้ดูนุ่มนวลลง แตกต่างจากตอนที่อยู่กับสิตางค์ราวกับเป็นคนละคน
มุกดารีบขยับเข้าไปใกล้ มือบางเอื้อมไปรับกระเป๋าทำงาน และสูทตัวนอกของชายหนุ่มมาถือไว้ด้วยความคล่องแคล่ว แววตาของเด็กสาวมองใบหน้าเคร่งเครียดของเขาด้วยความห่วงใยและหวาดกลัวในที
“พี่คชาเหนื่อยมากไหมคะ หน้าตาดูเพลียๆ จัง ไปนั่งพักที่โซฟาก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวมุกไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่มนะคะ” คชาธรมองตามร่างบางที่เดินนอบน้อมเข้าไปในครัวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“ซื้อมาทำไม ไร้สาระ ของแบบนี้ฉันซื้อเองกี่ใบก็ได้ เงินที่เอาไปซื้อก็เงินบริษัททั้งนั้น เอาเงินที่ฉันหามาซื้อของให้ฉัน ต้องดีใจด้วยหรือไง” คำพูดพวกนั้นมันทำลายความตั้งใจและเหยียบย่ำความปรารถนาดีของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแต่กับมุกดา... แค่สร้อยเพชรเส้นเล็กๆ ราคาไม่ได้เศษเสี้ยวของกระเป๋าที่สิตางค์ใช้ เด็กคนนี้กลับดีใจราวกับเขาได้ประทานโลกทั้งใบให้เธอ“ชอบไหมมุก” คชาธรถามพลางยิ้มกว้าง มือหนาลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดูอย่างสุดหัวใจ“ชอบค่ะ ชอบมากๆ เลยค่ะพี่คชา... แต่มุกเกรงใจจัง มันคงแพงมากใช่ไหมคะ มุกไม่มีอะไรจะตอบแทนพี่คชาเลย” น้ำเสียงหวานอ้อมแอ้ม แววตาโศกคู่สวยฉายแววเกรงอกเกรงใจอย่างจริงใจ“ไม่ต้องตอบแทนอะไรพี่หรอกมุก แค่มุกอยู่ตรงนี้ คอยอยู่ข้างๆ พี่แบบนี้ก็พอแล้ว” คชาธรดึงร่างบอบบางเข้ามาสวมกอดไว้แน่น สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของเด็กสาวเข้าปอด ความรู้สึกทรงอำนาจและเป็นผู้นำที่ขาดหายไปนานถูกเติมเต็มจนล้นปรี่เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นชายเต็มภาคภูมิเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้สิตางค์อาจจะคิดว่าถ้าไม่มีเงินของเธอ เขาจะกลายเป็นหมาหัวเน่าไม่มีใครเอา แต่เธอคงไม่รู้ว่า ใน
เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งแว่วเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ ลมโชยเอื่อยพัดผ่านระเบียงกว้างของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในเมืองชายฝั่ง คชาธรในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวปลดกระดุมสองเม็ดบนกำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของท้องทะเลสีครามตรงหน้าไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดบนใบหน้าของเขาลดลงไปเท่าไหร่นักที่เขาหายหัวไปห้าวันเต็มโดยไม่ติดต่อใคร ไม่ใช่เพราะหนีไปนอนกกเมียน้อยกบดานอยู่ชานเมืองอย่างที่สิตางค์คิดแต่เขาแอบบินข้ามประเทศมาถึงเมียนมาเพื่อตกลงดีลธุรกิจบางอย่าง... ธุรกิจสีเทาเข้มที่มีพาร์ทเนอร์ฝั่งนี้หยิบยื่นข้อเสนอให้ล่วงหน้ามาพักใหญ่คชาธรหมุนแก้วบรั่นดีในมือไปมา แววตาคมมองออกไปในผืนทะเลกว้าง สมองคิดหาหนทางให้โปรเจ็กต์ใหญ่สำเร็จหากโครงการร่วมทุนคาสิโนและอสังหาริมทรัพย์ชายแดนที่เขากำลังเจรจาอยู่นี้ ถ้ามันสำเร็จขึ้นมา เงินปันผลก้อนแรกก็มากพอที่จะทำให้เขาตั้งตัวใหม่ได้โดยไม่ต้องง้อเศษเงินกำไรจากบริษัทสิ่งทอของครอบครัวที่สิตางค์บริหารอยู่อีกต่อไปเขาอยากให้ผู้หญิงอวดดีคนนั้นกระอักเลือดตายเมื่อได้รู้ว่า ผู้ชายเหยาะแหยะที่เธอชอบด่าทอว่าหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้คนนี้ มีปัญญาหาเงินก้อนโตมาฟาดหัวเธอคืนได้เ
“แกพูดแรงไปหรือเปล่ายัยตางค์ รอบนี้พี่คชาเขาถึงได้หายหัวไปขนาดนี้” นิชาเอ่ยขึ้นหลังจากฟังเพื่อนสาวร่ายยาวระบายอารมณ์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง มือเรียวหมุนแก้วลาเต้ร้อนไปมา แววตามีความกังวลแทนเพื่อน“แรงตรงไหน? ฉันก็พูดความจริงทั้งนั้นแหละนิชา” สิตางค์กอดอก พิงหลังกับเก้าอี้ด้วยท่าทางทระนง“ตรงไหนไม่แรงดีกว่า ทั้งคำพูด สถานที่ ไม่ต้องพูดถึงน้ำเสียง แล้วก็สีหน้าท่าทางแกเลย ทำหน้านิ่งๆ ยังน่ากลัว”“ก็มันน่าไหมล่ะ ถ้าฉันไม่สแกนงานรอบสอง เงินห้าสิบล้านของบริษัทคงปลิวไปแล้ว เงินไม่ใช่น้อยๆ นะแก แล้วที่ฉันด่าฉันว่าเขาทุกวันเนี้ย ก็เพราะอยากให้เขาหัดฉลาด หัดโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อคอยพึ่งแต่ฉันไปวันๆ”“เออ ฉันรู้ว่าแกหวังดี รู้ว่าแกเก่งและฉลาดที่สุดแล้ว แต่แกอย่าลืมนะ ผู้ชายน่ะชอบผู้หญิงสวยๆ หวานๆ น่าทะนุถนอม” นิชาถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า“แล้วฉันไม่สวยตรงไหน นี่ฉันจะบอกให้นะ อีผู้หญิงประเภทแบบนั้นมันก็คุมคนไม่ได้ ทำหน้าที่ตรงนี้แทนฉันไม่ได้หรอก พี่ผัวฉันยังด่าเปิงเลยถ้าทำงานพลาด แล้วก็ไม่มีใครกล้ากับฉันด้วย แม้แต่แม่ผัวพ่อผัว”“จ้า~ รู้ว่าบ้านผัวน่ะอวยแก สปอ
ในเวลานี้ คชาธรลืมสิ้นทุกอย่าง ลืมทั้งเรื่องงาน ลืมทั้งความผิดพลาดเรื่องเงินห้าสิบล้าน และลืมหน้าของสิตางค์เมียหลวงที่คอยด่าทอเขาเขารู้เพียงแค่ว่า ในห้องนอนห้องนี้... เขาคือพระราชา และมุกดาคือคนที่พร้อมจะรองรับทุกความต้องการของเขาแต่เพียงผู้เดียวโต๊ะอาหารหรูหราตัวยาวภายในคฤหาสน์หลังใหญ่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงแอร์คลอเบาๆ บนโต๊ะมีเพียงสิตางค์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเพียงลำพัง อาหารหน้าตาดีสี่ห้าอย่างแทบไม่ถูกแตะต้อง หญิงสาวเขี่ยข้าวในจานไปมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ ในใจนี่เข้าวันที่ห้าแล้ว... ห้าวันที่คชาธรไม่ยอมกลับบ้าน และที่สำคัญคือเขาไม่ติดต่อกลับมาเลย แชตไลน์ค้างอยู่ที่สัญลักษณ์เปิดอ่านแต่ไม่มีการตอบรับ พอโทรไปสายก็ตัดเข้าสู่ระบบฝากหมายเลขโทรกลับตลอดเวลา“ป้าหนู คชาเขากลับมาบ้านบ้างหรือเปล่า ช่วงที่ตางค์ไปทำงาน” หญิงสาวเอ่ยถามแม่บ้าน ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ข้างๆ“คุณคชาไม่ได้เข้ามาเลยค่ะ”“ไปอยู่ไหนของเค้านะ ตางค์ไปหาที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าไม่ได้ไปที่นั่นเหมือนกัน”“ทะเลาะกันเหรอคะ” แม่บ้านเผลอถามออกมาโดยไม่ตั้งใจ พอมองเห็นสายตาตำหนิของสิตางค์แล้วก็รีบก้มหน้าหลบสายตาทันที“ขอโทษค่ะ”
มุกดาคือโลกคู่ขนานที่ตรงกันข้ามกับสิตางค์ทุกอย่าง สิตางค์ตัวสูง สง่า มั่นใจในตัวเองและพร้อมจะเดินชนกับเขาทุกเมื่อ แต่มุกดาตัวเล็ก บอบบาง สเปกผู้ชายไทยแท้ที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็นเมื่อเขาอยู่กับสิตางค์ เขาคือคนไร้ความสามารถที่ต้องคอยขอเงินเมีย และก้มหัวให้เมียคุมแต่เมื่อเขาอยู่ที่บ้านหลังนี้... เขาคือ ‘เจ้าชีวิต’ คือผู้ชายที่มีอำนาจล้นฟ้า และมุกดาต้องพึ่งพาทั้งเงินทอง และชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของเขาชายหนุ่มเอนหลังพิงโซฟาหนังราคาแพง หลับตาลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่มุกดามักจะเอามาปักแจกันไว้ในห้องนั่งเล่น กลิ่นของบ้านหลังนี้มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เหมือนกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศแบรนด์เนมราคาแพงที่ออฟฟิศของสิตางค์ที่ชวนให้อึดอัดอยู่ตลอดเวลาไม่นานนัก มุกดาก็เดินกลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำส้มคั้นสดในมือ เด็กสาวทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพรมข้างๆ โซฟาที่เขานั่งอยู่ ท่าทางการนั่งที่อยู่ต่ำกว่าเขามันยิ่งตอกย้ำอำนาจในมือของคชาธรให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เธอยื่นแก้วน้ำให้เขาด้วยรอยยิ้มบาง“น้ำส้มคั้นค่ะพี่คชา ดื่มแล้วจะได้สดชื่นขึ้นนะคะ” คชาธรรับแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด ก
“ดี... ในเมื่อคุณมองว่าผมมันไร้ค่า ไม่มีปัญญาทำอะไรสำเร็จงั้นใช่ไหม” คชาธรสูดหายใจลึก แววตาที่เคยอ่อนแอและยอมสยบให้เมีย ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเคียดแค้นอย่างที่สิตางค์ไม่เคยเห็นมาก่อน“งั้นต่อจากนี้ไป คุณก็คุมบริษัทคนเดียวไปเลยแล้วกัน!” ชายหนุ่มสะบัดหน้า หมุนตัวเปิดประตูห้องทำงานแล้วกระแทกปิดตามหลังเสียงดังสนั่น ทิ้งให้สิตางค์ยืนอยู่กลางห้องเพียงลำพังหญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มือบางยกขึ้นนวดขมับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ลึกๆ แล้วเธอไม่ได้อยากด่าเขา แต่ความเครียดจากงานและนิสัยตรงไปตรงมาทำให้เธอมักจะพ่นคำพูดร้ายๆ ที่แทงใจดำเขาเสมอ“หึ... น้อยใจเป็นเด็กๆ ไปไดด้ เดี๋ยวกระเป๋าแห้งก็ซมซานกลับมาหาฉันอีกนั่นแหละ” สิตางค์พึมพำกับตัวเองด้วยความประมาท โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินออกจากบ้านของคชาธรในครั้งนี้... ไม่ใช่การหนีไปเที่ยวเล่นเหมือนทุกทีแต่มันคือการเดินทางไปหาความอบอุ่น และอำนาจความเป็นสามีที่เขาขาดหายไปเสียงกระแทกประตูดัง ในห้องทำงานยังคงดังก้องอยู่ในหัว คชาธรขับรถสปอร์ตคันหรูออกจากบริษัทด้วยความเร็ว มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยวด้วยคว







