เข้าสู่ระบบ“แกพูดแรงไปหรือเปล่ายัยตางค์ รอบนี้พี่คชาเขาถึงได้หายหัวไปขนาดนี้” นิชาเอ่ยขึ้นหลังจากฟังเพื่อนสาวร่ายยาวระบายอารมณ์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง มือเรียวหมุนแก้วลาเต้ร้อนไปมา แววตามีความกังวลแทนเพื่อน
“แรงตรงไหน? ฉันก็พูดความจริงทั้งนั้นแหละนิชา” สิตางค์กอดอก พิงหลังกับเก้าอี้ด้วยท่าทางทระนง
“ตรงไหนไม่แรงดีกว่า ทั้งคำพูด สถานที่ ไม่ต้องพูดถึงน้ำเสียง แล้วก็สีหน้าท่าทางแกเลย ทำหน้านิ่งๆ ยังน่ากลัว”
“ก็มันน่าไหมล่ะ ถ้าฉันไม่สแกนงานรอบสอง เงินห้าสิบล้านของบริษัทคงปลิวไปแล้ว เงินไม่ใช่น้อยๆ นะแก แล้วที่ฉันด่าฉันว่าเขาทุกวันเนี้ย ก็เพราะอยากให้เขาหัดฉลาด หัดโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อคอยพึ่งแต่ฉันไปวันๆ”
“เออ ฉันรู้ว่าแกหวังดี รู้ว่าแกเก่งและฉลาดที่สุดแล้ว แต่แกอย่าลืมนะ ผู้ชายน่ะชอบผู้หญิงสวยๆ หวานๆ น่าทะนุถนอม” นิชาถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า
“แล้วฉันไม่สวยตรงไหน นี่ฉันจะบอกให้นะ อีผู้หญิงประเภทแบบนั้นมันก็คุมคนไม่ได้ ทำหน้าที่ตรงนี้แทนฉันไม่ได้หรอก พี่ผัวฉันยังด่าเปิงเลยถ้าทำงานพลาด แล้วก็ไม่มีใครกล้ากับฉันด้วย แม้แต่แม่ผัวพ่อผัว”
“จ้า~ รู้ว่าบ้านผัวน่ะอวยแก สปอยล์แกกันสุดๆ เพราะแกเป็นบ่อเงินบ่อทองของเขา แต่แกต้องเข้าใจธรรมชาติผู้ชายด้วยปะ โดยเฉพาะพี่คชาเขาอีโก้สูงจะตาย แกไปชี้หน้าด่าเขาว่าปลิงต่อหน้าคนอื่น ไปบอกให้เขาออกไปเกาะเมียกินให้เต็มระบบ เป็นใครใครก็กระอักเลือดไหมตางค์ พูดตรงกับพูดจาร้ายกาจใส่มันมีเส้นบางๆ คั่นอยู่นะแก”
“ก็นิสัยฉันเป็นแบบนี้ปะวะ” สิตางค์เถียงทันควัน น้ำเสียงสะบัด
“อยู่กันมาตั้งสิบปี มีอะไรที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับฉันอีกเหรอ? ฉันปากร้ายแต่ฉันซัพพอร์ตเขาเต็มที่ทุกเรื่อง เงินทอง รถหรู บ้านช่องที่เขาซุกหัวนอนทุกวันนี้ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงและสมองของฉันทั้งนั้น ถ้าไม่มีฉัน ครอบครัวเขาเจ๊งไปตั้งนานแล้ว”
“สิบปีที่ผ่านมาเขาอาจจะทน แต่อย่าลืมนะว่าคนเรามันมีความอดทนจำกัด” นิชาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือบนแขนเพื่อนประหนึ่งจะเตือนสติ
“ฉันถามจริงๆ เถอะ รอบนี้เขาหายไปห้าวัน บัตรเครดิตไม่เคลื่อนไหว งานการไม่ทำ... แกไม่กลัวผัวแกแอบไปซุกเมียน้อยหรือไงตางค์?”
คำว่าเมียน้อยทำให้อกข้างซ้ายของสิตางค์กระตุกไปวูบหนึ่ง ทว่าด้วยทิฐิและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ใบหน้าสวยจึงรีบเชิดขึ้นทันควัน รอยยิ้มหยันจุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ยี่หระ
“เมียน้อย? อย่างคชาน่ะเหรอจะมีปัญญาไปเลี้ยงใคร” สิตางค์หัวเราะในลำคอราวกับฟังเรื่องโจ๊ก “ลำพังเงินจะซื้อข้าวกินยังต้องรอส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทที่ฉันบริหารเลย ถ้าเขาคิดว่านอกใจฉันแล้วจะไปหาคนที่ดีกว่า สวยกว่า รวยกว่า เก่งกว่าฉันได้... ก็เชิญไปเถอะ ฉันไม่แคร์หรอก!”
“ตางค์...” นิชาเรียกชื่อเพื่อนเสียงอ่อนอย่างเอือมระอาในความมั่นใจเต็มร้อยนั้น
“ผู้หญิงสมัยนี้ไม่มีใครโง่มานั่งทนผู้ชายเหยาะแหยะแบบนั้นหรอกแก นอกจากว่าต้องการเงิน ซึ่งเงินที่คชาเอาไปเปย์มันก็เงินฉันทั้งนั้นแหละ ไม่มีฉันก็ไม่มีเงิน ทีนี้ใครที่ไหนจะอยากได้” สิตางค์ยกกาแฟขึ้นดื่ม ดวงตาคมเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ก็ระวังไว้หน่อยดีกว่ามั้ย”
“ถ้าเขาอยากจะไปมีใครจริงๆ ก็แปลว่าเขาเลือกที่จะทิ้งชีวิตสุขสบายไปเอง ฉันไม่มีวันตามง้อคนทรยศแน่” สิตางค์พูดออกมาด้วยความมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ตามสไตล์ผู้หญิงยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
เธอคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าในทุกด้าน ทั้งอำนาจเงินตราและกฎหมายทะเบียนสมรสที่ระบุว่าเธอคือเมียแต่งเพียงคนเดียว
“ซื้อมาทำไม ไร้สาระ ของแบบนี้ฉันซื้อเองกี่ใบก็ได้ เงินที่เอาไปซื้อก็เงินบริษัททั้งนั้น เอาเงินที่ฉันหามาซื้อของให้ฉัน ต้องดีใจด้วยหรือไง” คำพูดพวกนั้นมันทำลายความตั้งใจและเหยียบย่ำความปรารถนาดีของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแต่กับมุกดา... แค่สร้อยเพชรเส้นเล็กๆ ราคาไม่ได้เศษเสี้ยวของกระเป๋าที่สิตางค์ใช้ เด็กคนนี้กลับดีใจราวกับเขาได้ประทานโลกทั้งใบให้เธอ“ชอบไหมมุก” คชาธรถามพลางยิ้มกว้าง มือหนาลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดูอย่างสุดหัวใจ“ชอบค่ะ ชอบมากๆ เลยค่ะพี่คชา... แต่มุกเกรงใจจัง มันคงแพงมากใช่ไหมคะ มุกไม่มีอะไรจะตอบแทนพี่คชาเลย” น้ำเสียงหวานอ้อมแอ้ม แววตาโศกคู่สวยฉายแววเกรงอกเกรงใจอย่างจริงใจ“ไม่ต้องตอบแทนอะไรพี่หรอกมุก แค่มุกอยู่ตรงนี้ คอยอยู่ข้างๆ พี่แบบนี้ก็พอแล้ว” คชาธรดึงร่างบอบบางเข้ามาสวมกอดไว้แน่น สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของเด็กสาวเข้าปอด ความรู้สึกทรงอำนาจและเป็นผู้นำที่ขาดหายไปนานถูกเติมเต็มจนล้นปรี่เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นชายเต็มภาคภูมิเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้สิตางค์อาจจะคิดว่าถ้าไม่มีเงินของเธอ เขาจะกลายเป็นหมาหัวเน่าไม่มีใครเอา แต่เธอคงไม่รู้ว่า ใน
เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งแว่วเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ ลมโชยเอื่อยพัดผ่านระเบียงกว้างของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในเมืองชายฝั่ง คชาธรในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวปลดกระดุมสองเม็ดบนกำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของท้องทะเลสีครามตรงหน้าไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดบนใบหน้าของเขาลดลงไปเท่าไหร่นักที่เขาหายหัวไปห้าวันเต็มโดยไม่ติดต่อใคร ไม่ใช่เพราะหนีไปนอนกกเมียน้อยกบดานอยู่ชานเมืองอย่างที่สิตางค์คิดแต่เขาแอบบินข้ามประเทศมาถึงเมียนมาเพื่อตกลงดีลธุรกิจบางอย่าง... ธุรกิจสีเทาเข้มที่มีพาร์ทเนอร์ฝั่งนี้หยิบยื่นข้อเสนอให้ล่วงหน้ามาพักใหญ่คชาธรหมุนแก้วบรั่นดีในมือไปมา แววตาคมมองออกไปในผืนทะเลกว้าง สมองคิดหาหนทางให้โปรเจ็กต์ใหญ่สำเร็จหากโครงการร่วมทุนคาสิโนและอสังหาริมทรัพย์ชายแดนที่เขากำลังเจรจาอยู่นี้ ถ้ามันสำเร็จขึ้นมา เงินปันผลก้อนแรกก็มากพอที่จะทำให้เขาตั้งตัวใหม่ได้โดยไม่ต้องง้อเศษเงินกำไรจากบริษัทสิ่งทอของครอบครัวที่สิตางค์บริหารอยู่อีกต่อไปเขาอยากให้ผู้หญิงอวดดีคนนั้นกระอักเลือดตายเมื่อได้รู้ว่า ผู้ชายเหยาะแหยะที่เธอชอบด่าทอว่าหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้คนนี้ มีปัญญาหาเงินก้อนโตมาฟาดหัวเธอคืนได้เ
“แกพูดแรงไปหรือเปล่ายัยตางค์ รอบนี้พี่คชาเขาถึงได้หายหัวไปขนาดนี้” นิชาเอ่ยขึ้นหลังจากฟังเพื่อนสาวร่ายยาวระบายอารมณ์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง มือเรียวหมุนแก้วลาเต้ร้อนไปมา แววตามีความกังวลแทนเพื่อน“แรงตรงไหน? ฉันก็พูดความจริงทั้งนั้นแหละนิชา” สิตางค์กอดอก พิงหลังกับเก้าอี้ด้วยท่าทางทระนง“ตรงไหนไม่แรงดีกว่า ทั้งคำพูด สถานที่ ไม่ต้องพูดถึงน้ำเสียง แล้วก็สีหน้าท่าทางแกเลย ทำหน้านิ่งๆ ยังน่ากลัว”“ก็มันน่าไหมล่ะ ถ้าฉันไม่สแกนงานรอบสอง เงินห้าสิบล้านของบริษัทคงปลิวไปแล้ว เงินไม่ใช่น้อยๆ นะแก แล้วที่ฉันด่าฉันว่าเขาทุกวันเนี้ย ก็เพราะอยากให้เขาหัดฉลาด หัดโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็นคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อคอยพึ่งแต่ฉันไปวันๆ”“เออ ฉันรู้ว่าแกหวังดี รู้ว่าแกเก่งและฉลาดที่สุดแล้ว แต่แกอย่าลืมนะ ผู้ชายน่ะชอบผู้หญิงสวยๆ หวานๆ น่าทะนุถนอม” นิชาถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า“แล้วฉันไม่สวยตรงไหน นี่ฉันจะบอกให้นะ อีผู้หญิงประเภทแบบนั้นมันก็คุมคนไม่ได้ ทำหน้าที่ตรงนี้แทนฉันไม่ได้หรอก พี่ผัวฉันยังด่าเปิงเลยถ้าทำงานพลาด แล้วก็ไม่มีใครกล้ากับฉันด้วย แม้แต่แม่ผัวพ่อผัว”“จ้า~ รู้ว่าบ้านผัวน่ะอวยแก สปอ
ในเวลานี้ คชาธรลืมสิ้นทุกอย่าง ลืมทั้งเรื่องงาน ลืมทั้งความผิดพลาดเรื่องเงินห้าสิบล้าน และลืมหน้าของสิตางค์เมียหลวงที่คอยด่าทอเขาเขารู้เพียงแค่ว่า ในห้องนอนห้องนี้... เขาคือพระราชา และมุกดาคือคนที่พร้อมจะรองรับทุกความต้องการของเขาแต่เพียงผู้เดียวโต๊ะอาหารหรูหราตัวยาวภายในคฤหาสน์หลังใหญ่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงแอร์คลอเบาๆ บนโต๊ะมีเพียงสิตางค์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเพียงลำพัง อาหารหน้าตาดีสี่ห้าอย่างแทบไม่ถูกแตะต้อง หญิงสาวเขี่ยข้าวในจานไปมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ ในใจนี่เข้าวันที่ห้าแล้ว... ห้าวันที่คชาธรไม่ยอมกลับบ้าน และที่สำคัญคือเขาไม่ติดต่อกลับมาเลย แชตไลน์ค้างอยู่ที่สัญลักษณ์เปิดอ่านแต่ไม่มีการตอบรับ พอโทรไปสายก็ตัดเข้าสู่ระบบฝากหมายเลขโทรกลับตลอดเวลา“ป้าหนู คชาเขากลับมาบ้านบ้างหรือเปล่า ช่วงที่ตางค์ไปทำงาน” หญิงสาวเอ่ยถามแม่บ้าน ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ข้างๆ“คุณคชาไม่ได้เข้ามาเลยค่ะ”“ไปอยู่ไหนของเค้านะ ตางค์ไปหาที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าไม่ได้ไปที่นั่นเหมือนกัน”“ทะเลาะกันเหรอคะ” แม่บ้านเผลอถามออกมาโดยไม่ตั้งใจ พอมองเห็นสายตาตำหนิของสิตางค์แล้วก็รีบก้มหน้าหลบสายตาทันที“ขอโทษค่ะ”
มุกดาคือโลกคู่ขนานที่ตรงกันข้ามกับสิตางค์ทุกอย่าง สิตางค์ตัวสูง สง่า มั่นใจในตัวเองและพร้อมจะเดินชนกับเขาทุกเมื่อ แต่มุกดาตัวเล็ก บอบบาง สเปกผู้ชายไทยแท้ที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็นเมื่อเขาอยู่กับสิตางค์ เขาคือคนไร้ความสามารถที่ต้องคอยขอเงินเมีย และก้มหัวให้เมียคุมแต่เมื่อเขาอยู่ที่บ้านหลังนี้... เขาคือ ‘เจ้าชีวิต’ คือผู้ชายที่มีอำนาจล้นฟ้า และมุกดาต้องพึ่งพาทั้งเงินทอง และชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของเขาชายหนุ่มเอนหลังพิงโซฟาหนังราคาแพง หลับตาลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่มุกดามักจะเอามาปักแจกันไว้ในห้องนั่งเล่น กลิ่นของบ้านหลังนี้มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เหมือนกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศแบรนด์เนมราคาแพงที่ออฟฟิศของสิตางค์ที่ชวนให้อึดอัดอยู่ตลอดเวลาไม่นานนัก มุกดาก็เดินกลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำส้มคั้นสดในมือ เด็กสาวทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพรมข้างๆ โซฟาที่เขานั่งอยู่ ท่าทางการนั่งที่อยู่ต่ำกว่าเขามันยิ่งตอกย้ำอำนาจในมือของคชาธรให้เด่นชัดขึ้นไปอีก เธอยื่นแก้วน้ำให้เขาด้วยรอยยิ้มบาง“น้ำส้มคั้นค่ะพี่คชา ดื่มแล้วจะได้สดชื่นขึ้นนะคะ” คชาธรรับแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด ก
“ดี... ในเมื่อคุณมองว่าผมมันไร้ค่า ไม่มีปัญญาทำอะไรสำเร็จงั้นใช่ไหม” คชาธรสูดหายใจลึก แววตาที่เคยอ่อนแอและยอมสยบให้เมีย ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเคียดแค้นอย่างที่สิตางค์ไม่เคยเห็นมาก่อน“งั้นต่อจากนี้ไป คุณก็คุมบริษัทคนเดียวไปเลยแล้วกัน!” ชายหนุ่มสะบัดหน้า หมุนตัวเปิดประตูห้องทำงานแล้วกระแทกปิดตามหลังเสียงดังสนั่น ทิ้งให้สิตางค์ยืนอยู่กลางห้องเพียงลำพังหญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มือบางยกขึ้นนวดขมับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ลึกๆ แล้วเธอไม่ได้อยากด่าเขา แต่ความเครียดจากงานและนิสัยตรงไปตรงมาทำให้เธอมักจะพ่นคำพูดร้ายๆ ที่แทงใจดำเขาเสมอ“หึ... น้อยใจเป็นเด็กๆ ไปไดด้ เดี๋ยวกระเป๋าแห้งก็ซมซานกลับมาหาฉันอีกนั่นแหละ” สิตางค์พึมพำกับตัวเองด้วยความประมาท โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินออกจากบ้านของคชาธรในครั้งนี้... ไม่ใช่การหนีไปเที่ยวเล่นเหมือนทุกทีแต่มันคือการเดินทางไปหาความอบอุ่น และอำนาจความเป็นสามีที่เขาขาดหายไปเสียงกระแทกประตูดัง ในห้องทำงานยังคงดังก้องอยู่ในหัว คชาธรขับรถสปอร์ตคันหรูออกจากบริษัทด้วยความเร็ว มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยวด้วยคว







