เข้าสู่ระบบเสียงตบหน้าดังสนั่น ความเงียบก็เข้าปกคลุมรอบๆ
เฉินมามากุมใบหน้าของตัวเอง มองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างไม่เชื่อสายตา
“เจ้าทำอะไรน่ะ?” จ้าวซิ่นโกรธจัด เดินเข้าไปผลักจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างแรง “ทำไมถึงตบหน้าแม่นมของข้า?”
“ก็เพราะนางดูหมิ่นท่านป้าของข้า” จ้าวเยี่ยนเจียวโบกมือผลักจ้าวซิ่นออกไปทันที
จ้าวซิ่นเซไปหลายก้าว ถ้าไม่ใช่เพราะสาวใช้สองคนข้างหลังคอยประคองไว้ นางก็คงล้มลงไปแล้ว นางตวัดสายตามองจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด
จ้าวเยี่ยนเจียวเห็นความอาฆาตในสายตาของจ้าวซิ่น แต่นางไม่ได้สนใจ
“น้องสาว” จ้าวเสวี่ยตกตลึงกุมหน้าอกตัวเอง นางตกใจที่เห็นจ้าวเยี่ยนเจียวคนโง่งมลงมือตบคน “มารยาทของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
“มารยาท? อะไรคือมารยาท?” จ้าวเยี่ยนเจียวสะบัดมือไปมา เมื่อครู่ที่นางไม่ได้ใช้แรงทั้งหมดก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว “เมื่อกี้ยายแก่เฉินของพวกเจ้าก็บอกแล้วว่าข้าเป็นคนไม่รู้จักมารยาทและไม่รู้จักกาลเทศะ ข้ารู้แค่ว่าหากใครไม่ทำตามใจข้า ข้าก็จะลงมือทันที ทำไม? ไม่พอใจหรือ?”
เห็นท่างอวดดีของจ้าวเยี่ยนเจียว เฉินมามาก็โกรธจนพูดไม่ออก แม้แต่จ้าวซิ่นที่ปกติจะหยิ่งผยองยังอึ้งไปไปชั่วขณะ
จ้าวเสวี่ยเห็นก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ กดความโกรธไว้เต็มท้อง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป “น้องสี่ พวกเราเป็นห่วงเจ้าจริงๆ ตอนนี้ในบ้านกำลังจะมีพิธีแต่งงานกับจวนโหวในเมืองหลวง ถ้าเจ้ายินดีที่จะกลับมา พี่กับน้องสามจะช่วยให้เจ้ามีโอกาสกลับตัวกลับใจได้”
คำพูดของจ้าวเสวี่ยฟังดูไร้เหตุผลสิ้นดี จ้าวเยี่ยนเจียวสามารถเมินเฉยได้ แต่เมื่อพูดถึงจวนโหวนางก็ต้องใส่ใจให้มาก “พูดให้ชัดเจนหน่อย”
เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียว จ้าวเสวี่ยก็หัวเราะเยาะในใจ ดูเหมือนจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่ไม่รู้จักโลก เมื่อได้ยินชื่อจวนโหวก็ตาโตขึ้นมาทันที
“เจ้าก็รู้ว่าแม่ใหญ่ของข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฮูหยินเรือนรองของจวนโหว” จ้าวเสวี่ยลดเสียงลง พูดกระซิบข้างหูของจ้าวเยี่ยนเจียว “ตอนนี้ต้องการจะเกี่ยวดองกัน ให้น้องสามแต่งงานกับคุณชายรองจวนโหว”
เรื่องนี้จ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินจากเยว่ฉีอวิ๋นมาแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ยินจากปากของจางเจิ้งเหอ นางรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าถามตรงๆ ตอนนี้เมื่อฟังจากปากจ้าวเสวี่ยแล้ว เรื่องนี้เป็นที่แน่นอนแล้วหรือ?
การแต่งงานครั้งนี้ถือว่าตระกูลจ้าวปีนบันไดสูง เพราะถึงแม้คุณชายรองของจวนโหวจะไม่มีตำแหน่งสืบทอด แต่ความดีความชอบที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ละอย่างล้วนเพิ่มเกียรติให้จวนโหว ตอนนี้บุตรชายคนโตของจางโหวรักน้องชายของตนมาก ดังนั้นตราบใดที่ยังมีพี่ชายคนนี้อยู่ คุณชายรองแม้ไม่ต้องทำอะไร ก็สามารถใช้ชีวิตที่มั่งคั่งและมั่นคงได้
บนโลกนี้มีสิ่งที่ไม่ยุติธรรมมากมายเหลือเกิน นางหันไปมองจ้าวซิ่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางรู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนนี้ มีมารดาคอยปกป้องดูแลและตอนนี้กำลังจะมีสามีที่สง่างาม...
“พูดตรงๆ การแต่งงานครั้งนี้เป็นพี่สามที่ได้เปรียบมาก”
“พูดจาเหลวไหล!” จ้าวซิ่นด่าโดยไม่คิด “ใครไม่รู้บ้างว่าคุณชายรองเป็นคนป่วยที่หายใจออกมากกว่าหายใจเข้า ไม่รู้ว่าจะไปเฝ้ายมบาลเมื่อไหร่ ข้าแต่งงานไปก็ต้องรอเป็นหม้าย”
จ้าวเยี่ยนเจียวขมวดคิ้ว จ้องหน้าจ้าวซิ่นอย่างแรง เมื่อเทียบความงามของจ้าวซิ่นกับความสง่างามของจางเจิ้งเหอแล้ว นี่ต่างกันราวฟ้ากับเหว คนอื่นไม่รังเกียจนาง แต่นางกลับรังเกียจคนอื่น?
“พูดจาเหลวไหลอะไร! ถึงแม้ร่างกายเขาจะไม่ดี แต่เขาก็เป็นคู่หมั้นของเจ้า”
“ข้าไม่แต่งงานกับคนไร้ประโยชน์” จ้าวซิ่นไม่สนใจว่าคำพูดของตนจะบาดหูคนฟัง
มองสตรีที่เอาแต่ใจและไร้เหตุผลตรงหน้า นางกำลังจะได้ใช้ชีวิตคู่กับจางเจิ้งเหอ จ้าวเยี่ยนเจียวก็รู้สึกขยะแขยงในใจ “ช่างเป็นการเอาอาหารเลิศรสมาให้หมูเขมือบเสียจริงๆ”
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่า...” จ้าวเยี่ยนเจียวพูดซ้ำอีกครั้งอย่างไม่ไว้หน้า “อาหารเลิศรสอย่างคุณชายรองเป็นของดี ถูกหมูอย่างเจ้าที่ไม่รู้จักอะไรเลยเขมือบจนเสียของ บอกว่าคุณชายรองเป็นคนไร้ประโยชน์หรือ? เจ้าลองไปส่องกระจกดูตัวเองสิ หน้าตาแบบเจ้า ข้ากลัวว่าคุณชายรองมองแล้วจะปวดใจมากกว่า”
“เจ้า!” สิ่งที่จ้าวซิ่นโกรธที่สุดคือการที่คนอื่นบอกว่านางหน้าตาไม่ดี ใบหน้าของนางเริ้มบิดเบี้ยว กำลังจะเข้าไปตบจ้าวเยี่ยนเจียว
จ้าวเยี่ยนเจียวจ้องมองนางอย่างแค้นเคือง กำมือแน่นแล้วเหวี่ยงออกไปตรงหน้า “หากเจ้ากล้าลงมือ ข้าก็จะตบเจ้า! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตบจนแม่ของเจ้าจำเจ้าไม่ได้!”
จ้าวซิ่นมองกำปั้นที่เหวี่ยงมาตรงหน้า นางหยุดชะงักไปทันที บนใบหน้าของนางนอกจากความตกใจแล้วยังมีความหวาดกลัวปนอยู่ในนั้น นางพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวเป็นเวลานาน
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







