เข้าสู่ระบบ“น้องสี่พูดปกป้องคุณชายรองมากขนาดนี้ก็ดีแล้ว” จ้าวเสวี่ยเปิดปากพูด “ตราบใดที่ยอมกลับไปที่ตระกูลจ้าว พวกเราจะจัดการให้เจ้าได้แต่งงานเข้าไปในจวนโหว เพราะเจ้าเคยทำร้ายคุณชายรองมาก่อน ถ้าจะต้องไถ่บาป ก็ควรเป็นเจ้าไม่ใช่เรื่องของน้องสาม”
จ้าวเยี่ยนเจียวมองจ้าวเสวี่ยอย่างไม่เชื่อหู สายตาของนางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที
“ที่แท้ที่มาหาข้ากลับไปก็เพราะ... บ้าชะมัด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?” จ้าวเยี่ยนเจียวโกรธจัด ถ้าบอกว่าจ้าวซิ่นน่ารังเกียจ จ้าวเสวี่ยก็น่าชิงชังยิ่งกว่า “นี่เป็นความคิดของเจ้าใช่ไหม?! จ้าวซิ่นรังเกียจการแต่งงานนี้และไม่อยากเป็นหม้าย เจ้าก็เลยนึกถึงข้า”
จ้าวเสวี่ยเม้มปากแน่น ไม่ได้ปฏิเสธ
สายตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเย็นเยียบ นางแค่นเสียงเยาะเย้ยสองสามครั้ง ปากว่าน้ำตาล ใจเป็นงูพิษ ปากพูดจาหวานหู แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยการวางแผน “ยิ่งสวยยิ่งมีพิษ... คำพูดนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เจ้าร้ายกาจขนาดนี้ไม่กลัวเวรกรรมตามสนองบ้างเลยหรือ?”
จ้าวเสวี่ยมองสีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวกัดฟันฝืนยิ้ม “น้องสี่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว พี่คิดถึงเจ้าต่างหาก ด้วยฐานะของเจ้า การได้เข้าไปในจวนโหวนับว่าเป็นโชคดีของเจ้า”
“หุบปาก!” จ้าวเยี่ยนเจียวหัวเราะเยาะ “พวกเจ้าแต่ละคนล้วนตาบอดถึงแม้คุณชายรองร่างกายอ่อนแอไปบ้างแล้วอย่างไร? ต่อให้สุดท้ายคุณชายรองจะตายจริงๆ การได้แต่งงานกับสามีที่หล่อเหลาขนาดนั้นก็ถือเป็นบุญเก่าที่ทำมาในชาติที่แล้ว”
จ้าวเสวี่ยกับจ้าวเยี่ยนเจียวเคยเห็นจางเจิ้งเหอ แต่เป็นในงานเลี้ยงชมดอกจวี๋ฮวาเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นจางเจิ้งเหอตกน้ำและทำให้คนในตระกูลจ้าวตกใจกันหมด สำหรับเด็กผู้หญิงสองคนในตอนนั้น คุณชายรองที่ร่างกายอ่อนแอคนนี้ก็เป็นคนป่วยที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ
“นอกจากตอนนั้นแล้ว เจ้าเคยเจอคุณชายรองอีกอย่างนั้นหรือ?”
นอกจากเคยเจอแล้ว ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ที่วัดผู่ถัวด้วย แต่จ้าวเยี่ยนเจียวขี้เกียจที่จะพูดเรื่องพวกนี้ ถ้าจางเจิ้งเหอเป็นคนอายุสั้นอย่างที่พวกนางว่าจริงๆ และแต่งงานกับจ้าวซิ่น ชีวิตช่วงสุดท้ายของเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ต่อไปอย่ามาหาข้าอีก” นางถ่มน้ำลายด้วยความโมโห “เห็นพวกเจ้าแล้วรู้สึกคลื่นไส้”
จ้าวเยี่ยนเจียวถือถังไม้หมุนตัวเดินจากไปด้วยความโกรธเต็มท้อง จินจื่อรีบตามนางไป
“คุณหนูเจ้าคะ” จนกระทั่งเดินออกมาไกลแล้ว จินจื่อก็พูดขึ้น “คุณหนูโกรธหรือ?”
“โกรธ! โกรธจนจะฆ่าคนได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ดูท่าทางของจ้าวซิ่นสิ ได้แต่งงานกับคุณชายรองเป็นโชคดีของนาง แต่ตอนนี้กลับไม่ต้องการ ช่างเป็นการเอาคนดีไปให้คนชั่วเสียจริงๆ คิดแล้วก็หงุดหงิด”
“คุณหนูดูเหมือนจะชอบคุณชายรองมากเลยนะเจ้าคะ?”
จ้าวเยี่ยนเจียวหยุดเดินทันที จินจื่อเห็นแล้วก็รีบหยุดตาม “คุณหนู?!”
ชอบอะไรกัน?! จ้าวเยี่ยนเจียวเอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ที่จริงข้าควรจะเกลียดเขานะ เพราะเขามักจะรังแกคน แต่ข้ากลับรู้สึกเกลียดเขาไม่ลงเพราะเขาหน้าตางดงามมาก”
จินจื่ออึ้งไปครู่หนึ่ง “คุณหนูหมายความว่าเพราะคุณชายรองหล่อเหลา คุณหนูถึงชอบเขาหรือเจ้าคะ?”
จ้าวเยี่ยนเจียวพยักหน้า “ใช่แล้ว”
จินจื่อเอียงหัวด้วยความสงสัย คนในคณะงิ้วต่างพูดว่าคุณหนูของนางนั้นใจดีเป็นพิเศษกับนักแสดง มีเครื่องสำอางดีๆ ก็จะมอบให้เสมอ เบื้องหลังก็มีคนพูดว่าจ้าวเยี่ยนเจียวดูเหมือนจะหยิ่งผยองแต่ก็รู้จักเอาใจคน จินจื่อที่เติบโตมาพร้อมกับจ้าวเยี่ยนเจียวรู้ดีว่าเจ้านายของนางไม่จำเป็นต้องเอาใจใคร นางดีกับนักแสดงเหล่านั้นก็เพราะพวกเขาเหล่านั้นหน้าตาดี แล้วความรู้สึกที่มีต่อคุณชายรองนี่ก็เป็นแบบเดียวกัน?
“ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณหนูก็สามารถกลับไปที่ตระกูลจ้าวเพื่อแต่งงานกับคุณชายรองได้นี่เจ้าคะ!”
จ้าวเยี่ยนเจียวมองจินจื่ออย่างใช้ความคิด จินจื่อก็มองนางกลับอย่างตรงไปตรงมา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดของจินจื่อทำให้เกิดความคิดในใจของจ้าวเยี่ยนเจียว เมื่อจ้าวซิ่นไม่ต้องการ แล้วทำไมจะเป็นนางไม่ได้?!
นางกลับเข้าไปในห้องด้วยความคิดที่ติดอยู่ในหัว จางเจิ้งเหอกับเยว่ฉีอวิ๋นยังเล่นหมากรุกไม่จบกระดาน
นางนั่งลงข้างๆ อย่างเงียบๆ
จางเจิ้งเหอเหลือบมองนาง หยิบจานข้างๆ ให้นาง “ขนมอวิ๋นเพี่ยน[1]“
ดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเป็นประกาย นางเอื้อมมือไปรับมา กลิ่นหอมที่โชยมาทำให้นางอยากอาหาร แต่ในจานกลับมีแค่สามชิ้นเล็กๆ นี่มันขี้เหนียวเกินไปแล้ว นางเหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจ
ดูเหมือนเขาจะรู้ว่านางกำลังบ่นในใจ เขาจึงมองนางด้วยรอยยิ้ม “กลัวเจ้าจะกินมากเกินไป”
“ขนมชิ้นเล็กๆ แบบนี้ กินมากแค่ไหนก็ไม่อิ่มหรอก”
“ฟังคำพูดเจ้าสิ พูดออกมาแล้วไม่รู้สึกผิดเลยหรือ!” เยว่ฉีอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย เขาอยากรู้ว่าท้องของเด็กคนนี้โตได้อย่างไร กินไปตั้งมากมายก็ยังดูเหมือนไม่อิ่ม
จ้าวเยี่ยนเจียวเบ้ปาก หยิบขนมชิ้นหนึ่งยัดใส่ปาก เศษขนมติดที่มุมปากทำให้ใบหน้ากลมๆ ของนางดูเหมือนคนโง่งม
“คุณชายรอง ดูท่าทางของนางสิ อายุตั้งสิบแปดแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ยังไม่ได้แต่งงาน”
เยว่ฉีอวิ๋นพูดหยอกเล่น ปกติแล้วจ้าวเยี่ยนเจียวจะไม่สนใจ แต่คราวนี้สายตาของนางกลับลอยไปที่จางเจิ้งเหอ… แต่งงานกับเขา! การมีสามีที่หล่อเหลาเช่นนี้ ชีวิตคงจะน่ารื่นรมย์มาก คิดแล้วก็รู้สึกดี
นางมองเขาอย่างจดจ่อ หยิบขนมอวิ๋นเพี่ยนอีกชิ้นใส่ปาก
[1] ขนมแผ่นเมฆ ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล และเม็ดลูกท้อ แล้วตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางๆ มีหลายรสชาติ หลายกลิ่นให้เลือก แบบดั้งเดิม กลิ่นวนิลา กลิ่นดอกกุ้ย ยังมี รสนมถั่วลิงสง ผลไม้แห้ง
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







