เข้าสู่ระบบจ้าวเยี่ยนเจียวมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทั้งสองคนยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น คุณชายสามเยว่หน้าตาดี เวลาเขายิ้มดูสง่างามแฝงไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน แต่ถึงอย่างไรจ้าวเยี่ยนเจียวก็ยังคงไม่ชอบเขาอยู่ดี
ส่วนเหตุผลนะหรือ? นางเองก็บอกไม่ถูก ยิ่งคบหายิ่งมองไม่ออก ยิ่งไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับเขา
ในตอนนี้ เมื่อเห็นใบหน้าที่มีความสุขของท่านป้า และใบหน้าที่อ่อนโยนของเยว่ฉีอวิ๋น ถ้าไม่ใช่เพราะนางรู้ดีว่าเยว่ฉีอวิ๋นมีฮูหยินที่รักกันตั้งแต่เด็กที่เมืองหลวง และมีลูกสามคนแล้ว อีกทั้งเขาก็ดูแลท่านป้าของนางมาหลายปี แต่ก็ยังคงรักษามารยาท นางก็คงจะสงสัยว่าเขามีความคิดอื่นกับท่านป้าของนางแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อารมณ์ของนางไม่ค่อยดีอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งทำให้นางมองเยว่ฉีอวิ๋นไม่ดีขึ้นไปอีก นางสูดหายใจเข้าลึกๆ จัดระเบียบความคิด แล้วเดินเข้าไป “คุณชายสามเยว่ ท่านป้าเจ้าคะ”
ฉินเยว่ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว นางจับมือของจ้าวเยี่ยนเจียวไว้แน่นพูดเบาๆ ว่า “เจียวเจียว คุณชายสามเยว่เพิ่มเงินเดือนให้ป้าสองตำลึงด้วยนะ”
มุมปากของจ้าวเยี่ยนเจียวยกขึ้น เยว่ฉีอวิ๋นเป็นคนประหลาดจริงๆ เขาจะมาที่
อย่างน้อยปีละครั้ง และทุกครั้งก็เพิ่มเงินเดือนให้ท่านป้าของนางเสมอ
ถึงแม้ว่าจ้าวเยี่ยนเจียวจะไม่เคยถามคนอื่น แต่ก็พอจะพูดได้ว่าเงินเดือนที่เย่ฉีอวิ๋นให้ท่านป้าของนางนั้นสูงเป็นอันดับต้นๆ ในหงเสีย
ต้องบอกว่าวิธีของเยว่ฉีอวิ๋นนั้นดี เขาไม่เพียงให้เงินอย่างใจกว้าง แต่ยังรู้ว่าท่านป้าของนางเป็นคนกตัญญู เมื่อหลายปีก่อนจึงหาที่ดินที่มีฮวงจุ้ยดีๆ แล้วย้ายสุสานของท่านตาท่านยายให้ใหม่ ที่ดินนี้อยู่นอกเมือง
ดังนั้นนางจึงสามารถไปไหว้ได้ทุกครั้งที่ต้องการ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกล ท่านป้าของนางซาบซึ้งใจมาก รู้สึกมาตลอดว่าเย่ฉีอวิ๋นเป็นคนดีมีน้ำใจ
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่ชอบคนคนนี้ แต่สนใจเงินของเขามาก นางจึงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายสามเยว่ ข้าเองก็ทำงานขยันขันแข็ง ทำเครื่องสำอางให้หงเสียอย่างตั้งใจ ดังนั้นท่านช่วยเพิ่มเงินค่าเครื่องสำอางให้ข้าหน่อยจะได้ไหมเจ้าคะ?”
“พูดจาเหลวไหล เมื่อครู่ข้าเพิ่งดูบัญชีในห้องของผู้อาวุโส บัญชีบันทึกไว้ชัดเจนว่าข้าให้เจ้าอย่างใจกว้างมากแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่พอใจเจ้าค่ะ เพราะข้ามีหลายเรื่องที่ต้องใช้เงิน” คำพูดของจ้าวเยี่ยนเจียวเป็นเรื่องจริง ส่วนจะต้องใช้เงินอะไร ท่านป้าของนางอยู่ข้างๆ จึงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่นางรู้ว่าเยว่ฉีอวิ๋นเข้าใจเรื่องนี้ดี
เยว่ฉีอวิ๋นรู้ดีว่าเงินส่วนใหญ่ของทั้งสองคนถูกใช้ไปกับการตามหาคน ฉินเยว่ฝากคังหมัวมัวให้ช่วยตามหาคน หลายปีผ่านไป ถ้าเป็นคนอื่นคงจะหมดหวังไปแล้ว แต่ฉินเยว่ยังคงดื้อรั้นมาจนถึงตอนนี้
ถึงแม้ว่าจ้าวเยี่ยนเจียวจะปากกล้า และในใจก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ก็ยังปล่อยเลยตามเลย ต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้มีหัวใจที่กตัญญูอย่างหาได้ยาก
เมื่อมีฉินเยว่อยู่ เยว่ฉีอวิ๋นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ถามว่า “หัวหน้าจูเป็นคนอย่างไรบ้าง?”
“หัวหน้าจูเป็นคนที่คุณชายสามให้ความสำคัญ แน่นอนว่าต้องเป็นคนดี” สีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวดูออกว่าเสแสร้ง
เยว่ฉีอวิ๋นหัวเราะออกมา “จูเหวินเหอเป็นหัวหน้าคนงานในเมืองหลวงมาหลายปี เขาเป็นคนฉลาดและเข้ากับคนง่าย แต่เสียดายที่เป็นคนใจแคบ ไม่มีความอดทน เจ้าไม่ชอบเขา ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
“คุณชายสามเจ้าคะ พูดตรงๆ ข้าก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่หาเลี้ยงชีพในหงเสียกับท่านป้าเท่านั้น การจะชอบหรือไม่ชอบ เรื่องนี้ไม่สำคัญหรอกเจ้าค่ะ”
“เจ้ากับเยว่เหนียงเป็นคนที่คังหมัวมัวให้ความสำคัญ จะชอบหรือไม่ชอบจึงเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ต้องห่วง อีกไม่กี่วันข้าจะให้จูเหวินเหอไปจากที่นี่”
ฉินเยว่แสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวเยี่ยนเจียวกลับมีสีหน้าสงบ เหมือนกับเป็นคนกลางที่วางเฉย “เรื่องของหงเสีย คนนอกอย่างข้าไม่สะดวกที่จะพูด คุณชายสามจะให้ใครอยู่หรือไป จึงไม่เกี่ยวข้องกับข้าหรือท่านป้าของข้า”
นี่คือหงเสียที่มีคนมากมายและชอบพูดกันปากต่อปาก นางไม่อยากได้ยินคำพูดซุบซิบว่าจูเหวินเหอต้องไปเพราะนางหรือท่านป้าของนาง นางไม่สนใจเรื่องนี้ แต่ท่านป้าได้รับการยกย่องจากคังหมัวมัวในฐานะแม่ลูก แต่ถ้าได้รับความไว้วางใจจากเย่ฉีอวิ๋น… คำพูดเหล่านั้นก็จะฟังดูไม่ดี
“เจ้ากับเยว่เหนียงไม่ใช่คนนอก” เยว่ฉีอวิ๋นไม่รู้สึกถึงความกังวลในใจของจ้าวเยี่ยนเจียวเขามาจากตระกูลชั้นสูง มีพี่ชายสองคนและพี่สาวหนึ่งคนที่มีอำนาจในมือ เขาสนใจแค่ความสุขของตัวเอง และไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร “เยว่เหนียง หากว่าข้ามอบหงเสียให้เจ้าดูแล จะว่าอย่างไร?”
ฉินเยว่ก้มหน้าไม่เอ่ยปากมาตลอด จู่ๆ ก็ได้ยินเย่ฉีอวิ๋นบอกว่าจะยกหงเสียให้ดูแล จึงงงงวย สงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไป
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







