LOGINรูปร่างหน้าตาของเยว่ฉีสือเหมือนมารดาของเขา ไม่ได้ดูแข็งกระด้างเหมือนท่านแม่ทัพผู้เป็นบิดา และมีนิสัยเหมือนกับกั๋วกงผู้เฒ่ามากที่สุด ได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำศึกจัดทัพมาเป็นอย่างดี เมื่อหลายปีก่อนไม่รู้ว่าทะเลาะกับกั๋วกงผู้เฒ่าด้วยเรื่องอะไร จึงขออนุญาตไปประจำการที่ชายแดน จากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย ในที่สุดตอนนี้เขายอมกลับมาเมืองหลวงแล้ว
เซวี่ยอิงถงพยักหน้า “ท่านแม่ทัพใหญ่เกิดอุบัติเหตุขาข้างขวาบาดเจ็บ จึงต้องกลับเมืองหลวงอย่างลับๆ เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกกังวล “อาการหนักมากหรือไม่?”
“ถ้ากลับมาพักฟื้นในเมืองหลวงให้ดี ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผู้คนต่างก็ชมผิงเฉิงจวิ้นจู่ว่ามีชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาโดยตลอด แต่ในฐานะเพื่อนที่ดี ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าในใจของนางหาได้ไม่เสียใจ นางเป็นห่วงบุตรชายคนโตที่ไม่เคยได้อยู่ใกล้ชิด ถึงแม้จะเป็นน้าชายของฮ่องเต้ แต่กลับยอมละทิ้งความสุขสบายไปอยู่ชายแดนที่แห้งแล้ง บางทีการที่เขาได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เขากลับมาอยู่ในเมืองหลวง
เซวี่ยอิงถงมองจ้าวเยี่ยนเจียวที่จ้องมองนางไม่วางตา จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้ “ท่าทางน่ารักจริงๆ ขอพี่ดูน้องสะใภ้รองของพวกเราให้ดีๆ หน่อย”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะ “เมื่อกี้ข้าเพิ่งพูดไปว่าหลานสะใภ้รองเป็นคนมีวาสนาดี หลังจากที่นางตกลงแต่งงานกับเจ้ารองได้ไม่นาน ก็มีข่าวดีว่าเจ้าใหญ่ปลอดภัยแล้ว ตอนนี้นางกลับมาอยู่เมืองหลวงเพื่อฉลองปีใหม่ด้วยกัน เจ้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยอีก เห็นพวกเจ้าแต่ละคนปลอดภัย หญิงแก่คนนี้ก็มีความสุขแล้ว”
“ถูกคุณชายรองเลือกย่อมต้องเป็นคนมีวาสนาดีอยู่แล้ว” เซวี่ยอิงถงมองจ้าวเยี่ยนเจียวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าได้ยินมาว่าอวี้หรงส่านทาหน้าที่น้องสะใภ้ทำเองมีประสิทธิภาพดีมาก ฤดูหนาวที่ชายแดนหนาวเหน็บ ฤดูร้อนก็ร้อนจัด ข้าต้องหน้าหนาขอให้น้องสะใภ้แบ่งให้บ้าง เพื่อพี่สะใภ้จะได้เป็นดอกไม้งามที่ชายแดน”
ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่เรียบง่าย แต่จ้าวเยี่ยนเจียวก็เข้าใจว่าเซวี่ยอิงถงรู้เรื่องชาติกำเนิดของนางดี ในดวงตาที่ยิ้มแย้มของนาง จ้าวเยี่ยนเจียวไม่เห็นการดูถูกเหมือนที่เรือนรองมองนาง รอยยิ้มของนางก็หวานขึ้น “พี่สะใภ้ชอบ นับว่าเป็นเกียรติของเจียวเจียวเจ้าค่ะ”
“ท่านย่า ดูรอยยิ้มของน้องสะใภ้รองสิ น่ารักเหมือนตุ๊กตาต้าอาฝู ไม่น่าแปลกใจที่คุณชายรองจะเลือกนางตั้งแต่แรก ไม่สนใจความคิดเห็นของคุณชายใหญ่” เซวี่ยอิงถงมองจางเจิ้งเหอด้วยรอยยิ้ม สามีของนางเป็นกังวลเรื่องการแต่งงานของน้องชายมาหลายปี ตอนนี้เพิ่งได้รู้ว่าคุณชายรองชอบคนรูปร่างหน้าตาแบบนี้ “ดูหน้าตาสิ น่าบีบเล่นมากเลย”
“ฮูหยินของข้ากลัวเจ็บ” จางเจิ้งเหอแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็ใช้แรงเพื่อปัดมือของเซวี่ยอิงถงที่ยื่นออกมา “พี่สะใภ้โปรดปรานีด้วย”
เซวี่ยอิงถงรู้สึกเจ็บที่หลังมือ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แสดงว่าเขารักนางจริงๆ และเห็นนางเป็นสมบัติล้ำค่า ถึงขนาดไม่ยอมให้ใครแตะต้อง
จ้าวเยี่ยนเจียวมองจางเจิ้งเหออย่างไม่พอใจ “ท่านบอกให้พี่สะใภ้ปรานี แล้วตอนที่ท่านบีบข้าล่ะ ทำไมไม่เห็นท่านปรานีข้าบ้างเลย?”
ทันทีที่จ้าวเยี่ยนเจียวพูดจบ ฮูหยินผู้เฒ่าและเซวี่ยอิงถงก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
จางเจิ้งเหอเอามือลูบจมูกตัวเองอย่างจนปัญญา เขาไม่คิดว่าจะถูกฮูหยินตัวเองเปิดโปง
“เจียวเจียว พี่สะใภ้ชอบเจ้ามากเลย” เซวี่ยอิงถงพูดอย่างตรงไปตรงมา ยื่นมือไปกอดจ้าวเยี่ยนเจียว นางไม่ชอบท่าทางของหญิงสาวชั้นสูงที่ชอบเสแสร้ง นางเคยเป็นห่วงว่าสามีของนางจะหัวแข็ง จนในที่สุดก็จะเลือกหญิงสาวที่มีเพียงฐานะแต่ทำตัวเสแสร้งน่ารำคาญมาเป็นน้องสะใภ้ แต่ตอนนี้ดีแล้ว น้องสะใภ้ที่น้องชายของนางเลือกมาด้วยตัวเองคนนี้น่ารักจริงๆ “น้องสะใภ้ตัวนิ่มมากเลย กอดแล้วสบายจริงๆ”
จางเจิ้งเหอขมวดคิ้ว ดึงจ้าวเยี่ยนเจียวกลับมาในอ้อมแขนของเขา
“ขี้หวงจริงๆ” เซวี่ยอิงถงล้อเลียน
ฮูหยินหยางได้ข่าวว่าเซวี่ยอิงถงกลับมาแล้ว นางก็รีบไปที่เรือนซ่งชิงทันที ก่อนจะก้าวเข้าไปในประตู นางได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยกันไม่หยุด ปากของนางเม้มเข้าหากันแน่น แต่ก็รีบฉีกยิ้ม “ดูสิ! ในที่สุดอิงถงก็กลับมาแล้ว ไม่ใช่แค่ท่านย่า แต่อาสะใภ้ก็คิดถึงเจ้ามากเหมือนกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซวี่ยอิงถงค่อยๆ จางลง นางพยักหน้าให้กับฮูหยินหยางที่เดินเข้ามา “ขอบคุณอาสะใภ้ที่เป็นห่วง”
ฮูหยินหยางรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แม้ว่าตลอดที่ผ่านมานางและเซวี่ยอิงถงจะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่เซวี่ยอิงถงก็ไม่เคยทิ้งกฎเกณฑ์ ถึงแม้จะเป็นฮูหยินของคุณชายใหญ่ นางยังให้ความเคารพฮูหยินหยางในฐานะผู้อาวุโส ไม่เคยละเลยกฎธรรมเนียม แต่ตอนนี้นางนั่งอยู่บนเก้าอี้หลักอย่างสงบ ดูเฉยชา เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







