Partager

7.ซูหนี่ต้องรอด

last update Date de publication: 2025-06-23 20:40:00

ซูหนี่ต้องรอด

...ซีฮันอ๋องถูกกำจัดแล้ว  เช่นนั้นก็...ไม่นะ  ท่านแม่!

ฉู่เสวียนหนี่คิดในใจก่อนจะทำท่ากระโดดลงจากเกวียน คนขับเกวียนที่แม่ชีหยูถงให้ช่วยพานางหลบหนีได้หันกลับมาเห็นจังหวะที่นางกำลังจะกระโดด  จึงรีบร้องห้ามปรามนางในทันที

"แม่นาง แม่นางเจ้าจะลงจากเกวียนไม่ได้นะ แม่ชีหยูถงกำชับไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามให้เจ้าลงจากเกวียนเด็ดขาดจนกว่าจะถึงจุดหมาย"

นางไม่ฟังที่เขาบอก  ยังพยายามหาจังหวะเหมาะเพื่อที่จะกระโดดลงให้ได้  เมื่อเป็นเช่นนั้นคนขับเกวียนยิ่งควบล่อให้วิ่งเร็วขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นางกระโดดลงไปสำเร็จ และเร่งความเร็วเพื่อไม่ให้ทหารที่อาจจะตามมาทัน

พลั่ก!

แต่แล้วเสวียนหนี่ก็หาวิธีกระโดดลงจนได้ ร่างของนางกระแทกกับพื้นถนนขรุขระจนเกิดบาดแผลเลือดไหลบริเวณเข่า อาภรณ์สีสะอาดที่นางสวมใส่อยู่คลุกฝุ่นมอมแมม แม้ว่านางจะเจ็บแปลบไปทั้งร่างแต่เสวียนหนี่ยังยันกายลุกขึ้นวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ก้าวทุกก้าวแฝงไปด้วยความรวดร้าว พลันน้ำในตาคู่สวยก็ไหลเอ่อออกมาจนหนทางข้างหน้าขมุกขมัวเต็มที เหตุนี้ทำให้หญิงสาวสะดุดก้อนหินล้มลงไปอย่างแรงอีกครั้ง มีหรือที่เสวียนหนี่จะสนใจความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่ นางรีบลุกขึ้นยืนให้ไวแล้ววิ่งต่อไปเรื่อย ๆ

แม้นว่าจะไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอโลกภายนอก แต่ก็เคยได้ยินผ่านหูมาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องราวผู้ก่อกบฏว่าจะมีจุดจบอย่างไร ในเมื่อพ่อของนางเลือกอยู่ข้างซีฮันอ๋อง แต่ผู้ที่กำชัยชนะไว้ในคราวนี้คือฮ่องเต้ ครอบครัวของนางเห็นทีจะหนีไม่พ้นอาญาแผ่นดินต้องโทษประหารทั้งตระกูล หรือไม่อย่างนั้นก็ถูกฆ่าทิ้งยกครัวในวันนี้

...ท่านแม่...ได้โปรดอย่าเป็นอะไรเลยนะเจ้าคะ รอข้าก่อน...ขอร้องล่ะ...

ที่จวนตระกูลฉู่ เจียวเหมยรีบเขามาปลุกซูหนี่ด้วยท่าทางตื่นตระหนก พอซูหนี่ลืมตาขึ้นก็ต้องตกใจสุดขีดที่เห็นในมือของมารดาถือกระบี่เปื้อนโลหิตไว้หนึ่งเล่ม มองเลยไปด้านหลังมีสาวใช้ประจำตัวกำลังวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานสถานการณ์นอกกำแพงจวน

"ฮูหยินรองเจ้าคะ พวกทหารพังประตูเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ เราจะเอาอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ"

"เกิดอะไรขึ้นหรือท่านแม่"

จากเสียงที่ดังอึกทึกครึกโครมราวฟ้าจะถล่ม ผสมกับเสียงร้องโหยหวนของบรรดาบ่าวไพร่ที่กำลังได้รับความเจ็บปวดอยู่ข้างนอก ทำให้ซูหนี่ชะเง้อมองออกไปแต่ยังไม่เห็นอะไรจึงถามขึ้น เจียวเหมยไม่ได้ให้คำตอบลูกสาวแต่ใช้กระบี่ตวัดผ่านบริเวณลำคอสาวใช้จนสิ้นใจตายต่อหน้าต่อตา ซูหนี่ที่เห็นภาพสยดสยองก็เผลอหลุดเสียงกรีดร้องออกมา ร่างกายนางแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ไม่คาดคิดว่ามารดาจะกล้าสังหารสาวใช้คนสนิทอย่างเหี้ยมโหด

...ลั่วลั่วลงไปนอนแดดิ้น โลหิตสีแดงพุ่งกระฉูดเป็นสาย กลิ่นคาวคละคลุ้งอบอวลไปทั่วห้อง นางสิ้นใจตายโดยที่คาดไม่ถึงว่าผู้เป็นนายจะเป็นคนส่งตนไปนรกภูมิเองกับมือ

"ท่านพ่อของเจ้าร่วมมือกับท่านอ๋องก่อกบฏ ตอนนี้ท่านอ๋องและท่านพ่อของเจ้าถูกสังหารที่ประตูวังแล้ว เจ้าจงรีบสลับอาภรณ์กับลั่วลั่วเสีย"

ซูหนี่มองดูศพของสาวใช้ที่เพิ่งจะดิ้นทุรนทุรายแล้วสิ้นใจไปอย่างเวทนา นางรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ขยะแขยงโลหิตเปื้อนเปรอะบนอาภรณ์ที่สาวใช้สวมใส่อยู่จนไม่อยากสัมผัส จึงยังรั้งรออยู่ว่าจะเอาเช่นไรดี

ด้วยความที่ยังคงติดอยู่ในภวังค์ฝันอันแสนหวาน ว่าอีกไม่กี่วันตนเองก็จะได้เป็นสะใภ้อ๋องแล้ว คิดเข้าข้างตนเองว่านี่ต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ ซีฮันอ๋องจะพ่ายแพ้ให้ฮ่องเต้ได้อย่างไร ในเมื่อฮ่องเต้เป็นหุ่นเชิดของเขายาวนานนับสิบปี ฮ่องเต้ไม่มีทางแข็งแกร่งจนเอาชนะซีฮันอ๋องได้แน่ ๆ

"ไม่จริง ท่านอ๋องจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร ท่านพ่อยังไม่ตายใช่ไหมเจ้าคะ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ละ...แล้วตำแหน่งสะใภ้ของข้าล่ะ"

"ทั้งหมดคือความจริง เรื่องสะใภ้อ๋องเจ้าไม่ต้องสนใจแล้ว รีบเอาชีวิตให้รอดก่อน เร็วเข้า เปลี่ยนชุดแล้วหนีไปแม่จะเผาเรือนหลังนี้เสีย"

"ไม่ ไม่จริง"

ในขณะที่ซูหนี่กำลังพูดออกมาอย่างฟั่นเฟือนนางก็ถูกมารดาตบจนหน้าชา ซูหนี่ยกมือขึ้นมากุมข้างแก้มไว้แล้วพึงระลึกได้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันแต่ประการใด

"ตื่นเสียที! เร็วเข้านี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว หากชักช้าไปกว่านี้เจ้าจะตายเข้าใจไหม! เข้าใจไหมซูหนี่!"

"แล้วท่านพี่ล่ะ"

"ไม่เจอป๋อเหวิน แม่เองก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเจ้าหายไปไหน"

"เช่นนั้นท่านแม่หนีไปกับข้านะเจ้าคะ"

"แม่ไปกับเจ้าไม่ได้"

"...ท่านแม่"

"เอานี่ไป"

ถุงผ้าสีน้ำตาลถูกยัดใส่มือ ซูหนี่มองถุงผ้าแล้วอยากจะถามว่าในนั้นคือสิ่งใดแต่เจียวเหมยก็เร่งเร้านางอีก

"สลับชุดกับลั่วลั่วเสีย ที่ประตูด้านหลังจวนมีคนรอเจ้าอยู่ พวกเขาจะพาเจ้าหลบหนีไปอย่างปลอดภัย"

"ท่านแม่"

"ไปเสีย หนีไป!"

นางรีบทำตามที่เจียวเหมยบอก สลับชุดกับศพของลั่วลั่วแล้วรีบหนีออกทางประตูหลังจวน ภาพสุดท้ายที่หันกลับมาคือเรือนที่นางเคยอาศัยหลับนอนกำลังถูกไฟลุกโหมกระหน่ำ มองลึกเข้าไปในกองเพลิงสีส้มเห็นเงามารดากำลังกอดศพของลั่วลั่วไว้ในอ้อมอก ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนที่มาพบศพในภายหลังเข้าใจว่าศพหญิงสาวที่นางกอดอยู่นั้นคือลูกสาว ยามที่เพลิงสงบลงทั้งเจียวเหมยและศพนี้ก็คงจะไหม้เกรียมไปพร้อมกัน ถึงตอนนั้นคงยากพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว

...ท่านแม่ ข้าขอลาก่อน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยซูหนี่ให้รอดพ้นความตาย หญิงสาวกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วตัดสินใจวิ่งไปข้างหน้า ทว่ายังไม่ทันจะพ้นประตูทางออกก็มีทหารหนึ่งนายใช้ดาบขวางเอาไว้

"จะหนีรึ"

"ปล่อยข้าไปเถิดพี่ชาย ข้าเป็นเพียงสาวใช้ว่าจ้างไม่ใช่คนของตระกูลฉู่"

"ฝ่าบาทสั่งฆ่าให้หมด สาวใช้ก็ห้ามละเว้น"

ทหารนายนั้นง้างดาบหมายฟาดฟันซูหนี่ให้สิ้นใจในดาบเดียว แต่นางได้เปล่งเสียงต่อรองครั้งสุดท้ายจนเขาชะงักมือไว้ก่อน

"ข้ามีความลับตระกูลฉู่จะบอก!"

"ความลับ?"

"ใช่ ผู้คนภายนอกต่างรู้ว่านายท่านมู่เฉินมีลูกสาวเพียงคนเดียว แท้ที่จริงแล้วนายท่านมู่เฉินยังมีลูกสาวอีกคนที่เกิดจากฮูหยินใหญ่"

"...เจ้าว่าอย่างไรนะ"

"หากท่านฆ่าข้าข้าก็แค่ตาย แต่ถ้าหากท่านจับตัวลูกสาวอีกคนของนายท่านมู่เฉินมาได้ ท่านจะได้ความดีความชอบ ท่านต้องรับปากก่อนว่าจะปล่อยข้าไปแล้วข้าจะบอกว่าลูกสาวของนายท่านมู่เฉินอยู่ที่ใด"

"ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่โกหก"

"สุนัขจนตรอกใกล้ตายเช่นข้ามีหรือจะกล้าโกหก ข้าขอเอาความลับนี้แลกกับชีวิตของข้า ระหว่างชีวิตของข้าซึ่งเป็นสาวใช้กับชีวิตคุณหนูฉู่ท่านว่าชีวิตผู้ใดสำคัญมากกว่ากัน ฝ่าบาทจะทรงพอพระทัยชีวิตใดมากกว่ากันลองคิดดู"

"ได้ ข้าจะปล่อยเจ้าไปก็ได้ ไหนลองเล่ามาว่าคุณหนูฉู่ผู้นั้นนางอยู่ที่ใด"

ซูหนี่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไปทีละก้าวอย่างระแวดระวังตัว เมื่อถึงระยะปลอดภัยแล้วนางจึงตะโกนบอกทหารนายนั้น

"ฟังให้ดี! บุตรสาวอีกคนของฉู่มู่เฉินนางมีนามว่าฉู่เสวียนหนี่ ตอนนี้นางอยู่ที่อารามเขาต้าซาน!"

ฉู่เสวียนหนี่ได้วิ่งมาหยุดอยู่ที่ตรอกหนึ่งหลังตลาด นางพยายามทวนความจำวัยเด็กเกี่ยวกับเส้นทางไปจวนตระกูลฉู่ ไม่นานก็เริ่มนึกออกว่าจวนตระกูลฉู่ต้องไปทางซ้ายมือ

ทว่าวิ่งไปตามทางได้ไม่นานก็มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังควบม้าสวนมา โชคดีที่นางตาเร็วและเห็นทันจึงรีบหลบเข้าไปในโรงเก็บข้าวสาลีของชาวบ้าน เมื่อทหารกลุ่มนั้นผ่านไปแล้วนางจึงออกจากที่ซ่อนตัวแล้วรีบไปต่อ

เส้นทางที่นางและป๋อเหวินชอบแอบหนีไปเที่ยวเล่นประจำคือประตูด้านหลัง เสวียนหนี่ไม่รอช้าแอบลักลอบเข้าไปอย่างระวังตัว นางวิ่งหลบหลีกซ่อนตัวจากทหารที่ยังเหลืออยู่บริเวณนี้ไม่ถึงสิบนาย  เมื่อวิ่งผ่านเรือนรองที่กำลังมีไฟลุกโหมเผลอหยุดมองชั่วครู่

ด้านในนั้นเห็นเงาเลือนรางของมนุษย์ที่กำลังถูกไฟคลอกอย่างน่าเวทนา แต่แล้วเสวียนหนี่ก็ต้องรีบดึงสติคืนมาเพื่อไปเรือนหลักตามหามารดาให้พบ

เมื่อมาถึงเรือนหลัก ภาพตรงหน้านั้นทำให้เสวียนหนี่ตัวแข็งทื่อก้าวขาแทบไม่ออก ซินหยางนอนจมกองเลือดหายใจรวยรินสภาพน่าสังเวช เห็นเช่นนั้นเสวียนหนี่รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างมารดาไว้ นางอยากเรียกมารดาใจจะขาด อนิจจา...ไม่มีเสียงออกมาจากปากแม้สักครึ่งคำ

...อึดอัดเหลือเกิน ยามนี้แม้แต่จะพูดสักคำก็ยังทำไม่ได้ ข้าเกลียดตัวเอง!  ฮึก ท่านแม่

ที่ทำได้ก็เพียงทุบอกตนเองซ้ำ ๆ พยายามเปล่งเสียงเรียกสติมารดาให้ฟื้นลืมตามามอง แต่กลับมีเพียงความเงียบงัน เพราะนางไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้เลย

...ทำไม่ได้เลยจริง ๆ

...ได้โปรด ข้าอยากพูด ข้าอยากพูดกับท่านแม่เหลือเกิน...

ซินหยางค่อย ๆ ลืมตามองหน้าลูกสาวด้วยแววตาที่พร่ามัว แม้สติสัมปชัญญะจะเลือนรางเต็มทีแต่ก็จำสัมผัสของลูกได้เป็นอย่างดี

...ลูกสาวอันเป็นที่รัก นางควรจะออกจากเมืองหลวงไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้

"สะ เสวียนหนี่ เจ้า...เจ้ามาที่นี่อีกทำไม"

"...ฮึก ฮื่อ"

"เจ้าต้องหนี"

"..."

"ฟังแม่ ยามนี้คงย้อนกลับไปที่อารามไม่ได้แล้ว ป่านนี้ทหาร...คะ...คงไปตามจับเจ้าที่อารามแล้ว...เช่นนั้น จะ เจ้าจงเข้าไปเอาถุงผ้าสีน้ำตาลในห้องแม่ ในถุงผ้านั้นมีพู่หยกสีนิล...เจ้าจงนำติดตัวไปที่หุบเขาอูยา"

เสวียนหนี่ส่ายศีรษะปฏิเสธ นางไม่อยากไปหุบเขาอูยาอะไรนั่นแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นสภาพมารดาเป็นเช่นนี้นางจะหนีเอาตัวรอดคนเดียวได้อย่างไรกัน

"เชื่อแม่สักครั้งเถิด...มีแต่ไปที่นั่นเท่านั้นเจ้าถึงจะรอดพ้นจากการตามล่า"

ผู้เป็นลูกสาวค่อย ๆ วางร่างมารดานอนแนบพื้น แล้วก็ทำท่าทางสื่อสารเป็นภาษามือให้ซินหยางเข้าใจแทน

...เราหนีไปด้วยกันนะเจ้าคะ ท่านแม่แข็งใจรอข้าอีกนิด ข้าจะไปเอาถุงผ้า...

ซินหยางส่งยิ้มเย็นเยียบให้ เดิมทีไม่ปรารถนาให้เสวียนหนี่ไปที่หุบเข้าอูยาตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้ฝากฝังพู่หยกสีนิลไว้กับแม่ชีหยูถง หวังเพียงว่าก่อนฮ่องเต้ลงมือเสวียนหนี่จะหลบหนีออกจากแคว้นเถียนได้อย่างปลอดภัย แต่ทุกอย่างผิดไปจากที่คาดการณ์ เพราะฮ่องเต้เป็นฝ่ายลงมือก่อนที่เสวียนหนี่จะทันได้ออกจากเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเรื่องเลยเถิดมาจนตอนนี้ ตัวตนของเสวียนหนี่ก็คงถูกเปิดเผยแล้ว ทางรอดของนางเห็นจะมีเพียงสถานที่เดียวคือหุบเขาอูยา อย่างไรเสียระหว่างสองดินแดนก็ปกครองแบบน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง หากเสวียนหนี่ได้ไปที่นั่นโอกาสรอดย่อมมีมากกว่า

...เสวียนหนี่ เจ้าช่างอาภัพนัก...จากนี้ไม่มีแม่แล้วจงรักษาตัวให้ดี

นางทอดมองแผ่นหลังของลูกสาวที่กำลังห่างออกไป แต่แล้วก็ไม่อาจฝืนชะตากรรมนี้ได้ เมื่อเสวียนหนี่วิ่งไปจนลับตาแล้ว ซินหยางค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงช้า ๆ  หัวใจของนางเต้นอ่อนแรงลง ในที่สุดห้วงเวลาสุดท้ายมาเยือน...มาเยือนทั้ง ๆ ที่ไม่ทันได้บอกลาลูกสาวอันเป็นที่รัก...

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ว่าเจียวเหมยหรือซินหยาง พวกนางทั้งสองต่างก็เสียสละตนเพื่อบุตรสาวทั้งคู่ และสิ่งสุดท้ายที่เจียวเหมยและซินหยางมีเหมือนกันไม่ต่าง

...คือความรักของมารดาที่มีต่อบุตรนั้นมากมายมหาศาลไม่สิ้นสุด...

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   43.จดหมายจากทางไกล (จบ)

    จดหมายจากทางไกล (จบ)“ฮูหยินเจ้าคะเมื่อเช้านี้คนเฝ้าประตูหุบเขานำจดหมายและของมาฝากให้ฮูหยินเจ้าค่ะ บอกว่าได้มาจากขบวนพ่อค้าผ่านทาง”สาวใช้วางจดหมายไว้บนโต๊ะแล้วก็เดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ ข้างจดหมายนั้นยังมีกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่มากเสวียนหนี่เปิดกล่องไม้ดูข้างในพบว่าเป็นผ้าบุหนาพันห่อบางสิ่งไว้อย่างดี สัมผัสยังชุ่มชื้นคล้ายกับว่ามีการพรมน้ำไว้ตลอดเวลา เมื่อนางเปิดผ้าห่อออกเห็นว่าสิ่งของข้างในคือกิ่งพันธุ์ของพืชชนิดหนึ่งจึงรีบคลี่จดหมายออกดู เนื้อความข้างในจดหมายได้เขียนบรรยายไว้ว่า…ข้าถึงแคว้นฉินอย่างปลอดภัยแล้วระหว่างทางมาแคว้นฉินข้าได้รู้จักกับพ่อค้าผู้หนึ่ง เขามีโรงย้อมอยู่ในเขตอำเภอเล็ก ๆ และได้รับข้าเข้าทำงานที่โรงย้อม หวังว่าจากนี้ชีวิตของข้าจะพบกับความสงบสุขอย่างที่เจ้าเคยกล่าวไว้ สิ่งที่ข้าฝากมาในกล่องคือกิ่งพันธุ์ฝูเถาพืชชนิดนี้ที่แคว้นฉินมีราคาแพงมาก เจ้าชอบเพาะปลูก ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะพึงพอใจข้าซื้อกิ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    42.ปรารถนาให้ดอกไม้งามได้ผลิบาน

    ปรารถนาให้ดอกไม้งามได้ผลิบาน“ข้าหวังเพียงว่าจากนี้ไปเจ้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างดีและมีความสุข ไม่ใช่แค่เจ้าที่คิดว่าข้าเป็นเหมือนคนในครอบครัวแต่ข้าเองก็คิดอย่างนั้น…ข้าอยากเห็นเจ้ามีความสุข”คำพูดคำจาของถานถานฟังแล้วต่างจากเดิมมาก เขาไม่ใช่ตาแก่ไร้สาระของนางอีกต่อไปแล้วเขาพูดสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่นก็เป็นเช่นกันแต่น้อยครั้งนักที่ถานถานจะเอ่ยวาจาได้ตรงกับใจอย่างนี้ส่วนมากเขามักจะเฉไฉและวางท่าคิดอย่างไรก็ไม่เคยแสดงออกอย่างเปิดเผย"แล้วเจ้าเด็กวุ่นวายนั่น""หมายถึงเพียนเพียนน่ะหรือเจ้าคะ อย่าห่วงเลย ตอนนี้ได้คุณหนูฟางจิงดูแลคุณหนูทั้งสอนหนังสือและเรื่องต่าง ๆ ให้นางอย่างดี เพียนเพียนจะต้องเติบโตได้ดีแน่เอาไว้ว่าง ๆ ข้าจะพานางไปเยี่ยมเยือนท่านที่ไร่นะเจ้าคะ" "อืมงั้นข้าไปละนะ ข้างในนี้ต้องเป็นของดีแน่ ๆ คิดแล้วน้ำลายไหล"เขาชูถุงผ้าขึ้นพลางหัวเราะร่า

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    41.คำขอร้องของหลีเหว่ย

    คำขอร้องของหลีเหว่ยไม่จำเป็นต้องหลบหลังพุ่มไม้อีกต่อไปแล้วครั้งนี้เขาเดินอย่างองอาจเข้าไปในเรือน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าฟางจิงจึงได้หันกลับมามองยังต้นเสียงเห็นว่าคนที่มาคือหลีเหว่ยนางก็เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากวันสำคัญเช่นนี้เขาควรจะเฉลิมฉลองอยู่ที่เรือนหลักกับคนอื่น ๆ นานแล้วที่นางและเขาไม่ได้เจอกันเลย ครั้งล่าสุดเห็นจะเป็นตอนที่ปิดล้อมจับห่าวอู๋ แต่ก็แค่เห็นผ่านตาเพียงเท่านั้นไม่ได้มีการพูดคุยกันสักครึ่งคำก่อนที่ฟางจิงจะถูกรถม้าทับเขาและนางมีความสนิทสนมกันที่สุดแทบจะเรียกได้ว่าสนิมเทียบเท่าผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆหลังจากที่อี้เฉินถูกส่งให้ไปศึกษาที่สำนักศึกษาตี้จิวแล้วหลีเหว่ยก็ติดตามไปเป็นสหายร่วมเรียนฟางจิงและเขาก็ค่อย ๆ ห่างเหินกันไปตามกาลเวลาพอสำเร็จการศึกษาหวนคืนหุบเขานางก็ตีตัวออกหากเขาไปเรื่อย ๆไม่สนิทสนมอย่างเดิมแล้วจนปัจจุบันเหมือนคนเคยคุ้นที่อาศัยร่วมจวนเดียวกัน“นานมาแล้วที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กัน วัน

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    40.คำตอบของอี้เฉิน

    คำตอบของอี้เฉิน“ไปหาเจี่ยนถานถานมาเป็นอย่างไรบ้าง" อี้เฉินถามคำพูดของพ่อค้าสองคนนั้นยังก้องอยู่ในหู เสวียนหนี่จึงยังไม่ทันได้ฟังที่เขาพูด นางเอาแต่นั่งเหม่อลอยใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่วนอยู่ในชาม พอเห็นว่าอีกคนไม่ตอบคำถามเขาจึงเรียกชื่อนางซ้ำให้ดังขึ้น“เสวียนหนี่”“เจ้าคะ”หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้ามองบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน“ไม่หิวหรือ"“อ๋อข้ายังไม่หิวเจ้าค่ะ”“อย่างนี้นี่เองเช่นนั้นเรากลับจวนกันเถอะ”กลับถึงจวนตระกูลหงก็ใกล้ตะวันตกดิน ที่ศาลาเห็นหลีเหว่ยและโม่โฉวกำลังนั่งเล่นหมากล้อม พวกเขาได้ลุกขึ้นยืนมองมาทางเสวียนหนี่และอี้เฉินด้วยแววตาสงสัยคาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้เห็นทั้งคู่เดินเคียงกันมา"กลับมาแล้วหรือขอรับ"หลีเหว่ยทักทาย ประมุขหนุ่มมองตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินตรงเข้าไปในเรือน“เจ้ายังไม่กลับเรือนกุ้ยเ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   39.เกิดอะไรกับห่าวอู๋

    เกิดอะไรกับห่าวอู๋สีหน้าของฟางจิงดูสลดลงโม่โฉวบอกกับอี้เฉินว่าความพิการทางร่างกายของนางไม่ได้หนักหนา สิ่งที่ทำให้นางยังไม่สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดได้นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจไม่ว่าพี่ชายจะเสาะแสวงหาแพทย์ที่เก่งกาจเพียงใดมารักษาก็ไม่เป็นผลฟางจิงไม่ให้ความร่วมมือนางหวาดกลัวที่จะลุกขึ้นเดินอีกครั้งเสียงเย้ยหยันของผู้คนในอดีตที่ผ่านมาทำให้นางไม่กล้าลุกขึ้นสู้นางกลัวความผิดพลาดกลัวว่าหากลุกขึ้นมาใหม่แล้วต้องล้มลงไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะต้องอับอาย"รักษาเถิดกลัวไปไยพี่จะคอยอยู่ข้าง ๆ เจ้าเอง""...ข้าใช้ชีวิตเช่นนี้ก็พอใจดีอยู่แล้ววันนี้ข้ารู้สึกเวียนหัวขอตัวพักเอาแรงสักงีบ"ทุกครั้งที่พูดเรื่องบำบัดรักษาฟางจิงก็มักจะเลี่ยงตลอดอี้เฉินเองก็อ่อนใจเต็มทีเขามองตามร่างของน้องสาวที่เคลื่อนรถเข็นเข้าไปในเรือนแล้วถอนหายใจกลัดกลุ้ม ไม่รู้ว่าในระหว่างที่เขามองตามฟางจิงอยู่นั้นเสวียนหนี่เดินมาทางด้านหลังเขาตั

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    38.ส่งซูหนี่

    ส่งซูหนี่“พี่สาวเจ้ามาลาข้าแล้ว”เมื่อวานนี้ซูหนี่ได้เข้ามาหาเขา แล้วก็แสดงเจตนาว่าอยากออกจากหุบเขา ดังนั้นอี้เฉินจึงพูดขึ้นเพื่ออยากรู้ว่าเสวียนหนี่ทราบเรื่องนี้แล้วหรือยัง พอได้ฟังนางแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที“ข้าไม่ได้ไล่นางไปนะเจ้าคะ แล้วก็ไม่ได้ตีนางด้วย”“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าไล่หรือตีนางเสียหน่อย”ท่าทางรีบร้อนแก้ต่างให้ตนเองของนางทำให้ดูลุกลนจนเกินไปอี้เฉินทำหน้าเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็กแล้วพูดต่อ“แต่ถึงเจ้าไม่ไล่ข้าก็ไล่นางออกไปอยู่ดี”หญิงสาวพูดไม่ออกเดิมทีอี้เฉินก็ไม่ไว้หน้าผู้ใดอยู่แล้วยิ่งเป็นซูหนี่ที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันกับห่าวอู๋มาก่อนก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะไว้ไมตรีด้วยความที่ชายหนุ่มมองคนขาดตั้งแต่แรกเริ่มจึงไม่ได้ให้ความเชื่ออกเชื่อใจใครโดยง่ายหากไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวังเขาเชื่ออย่างนั้นเป็นมิตรได้วันหนึ่งก็อาจเปลี่ยนไปเป็นศัตรู หรือบางรายเป็นศ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   5.ส่งนางไปอาราม

    ส่งนางไปอารามเจียวเหมยได้พาซินแสเจิ้งมาที่ห้องของเสวียนหนี่ ซินหยางที่กำลังเฝ้าดูอาการลูกน้อยอยู่ลุกขึ้นยืนมองคนทั้งสองด้วยแววตาประหลาดใจ ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างบ่งบอกว่าเจียวเหมยไม่ได้ประสงค์ดีต่อนางสองแม่ลูกเป็นแน่ เจียวเ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   4.ไม่ปรารถนาสะใภ้ที่เป็นลูกอนุ

    4.ไม่ปรารถนาสะใภ้ที่เป็นลูกอนุ“ใช่เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซูหนี่ของเราเหมาะสมกับตำแหน่งว่าที่ลูกสะใภ้ใหญ่ของซีฮันอ๋องมากที่สุดแล้วเจ้าค่ะ” เจียวเหมยเมื่อเห็นผู้เป็นสามีคล้อยตาม นางจึงเอ่ยคำพูดที่น่าเชื่อถือลงไปอีก อย่างน้อยหากบุตรสาวได้แต่งเข้าจวนอ๋องนางก็จะพลอยมีหน้ามีตาตามไปด้วย“ไม่ได้นะเจ้าคะท่านพี่!

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   3.นับจากนี้ข้าคือเจ้าของชีวิตนาง

    นับจากนี้ข้าคือเจ้าของชีวิตนาง“ใช่ ใช่แล้วนางคือลูกข้า เสวียนหนี่! เสวียนหนี่!”มู่เฉินกระโดดลงจากหลังม้าตรงเข้าไปหาบุตรสาวที่นอนนิ่งยังไม่ได้สติ เขาเขย่าตัวนางเบา ๆ เพื่อปลุกนางตื่นจากการหลับใหลแต่ยังไม่มีวี่แววว่านางจะลืมตาขึ้นมา“เกิดอะไรขึ้นกับนาง พวกท่านทำอะไรนาง!”“พวกข้าไม่ได้ทำอะไรนางทั้ง

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   2.นางสิ้นใจแล้วหรือ?

    นางสิ้นใจแล้วหรือ?“อาจารย์ นางสิ้นใจไปแล้วหรือขอรับ”“ยัง! ยังหรอก”“ถ้าอย่างนั้นเราช่วยนางดีหรือไม่”“สุดแล้วแต่ท่านประมุขน้อย”บุรุษกลุ่มหนึ่งประกอบไปด้วย อี้เฉิน ที่ถูกเรียกว่าประมุขน้อยวัยสิบสี่หนาว หลีเหว่ย สหายร่วมสำนักวัยสิบสามหนาวและโม่โฉวผู้อาวุโสสุด ซึ่งทั้งสองนับถือเป็นอาจารย์ ร่วมด้วย

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status