LOGIN“น้องหญิง ของพวกนี้เสียแล้ว มันเน่าหมดแล้ว”
“เน่าก็ต้องกิน ข้าสั่ง เจ้ากล้าขัดหรือ กินเข้าไป!!!” เสียงแหลมตะคอก พลางหันไปสั่งให้บ่าวไพร่ยัดผลไม้เน่าพวกนั้นเข้าปากผู้เป็นพี่สาว เด็กน้อยวัยเพียงเก้าหนาวเอาแต่ร้องไห้ แม้แต่แรงจะส่ายหน้าปฏิเสธยังมิอาจสู้ได้
“อื้อ ปล่อยข้า!!! เฮือก!” เว่ยเมิ่งเหยาสะดุ้งตื่น ร่างบางผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจกับความฝันที่เหมือนจริงขึ้นทุกวัน มือสั่นยกขึ้นเช็ดปากเมื่อภาพในหัวยังฉายซ้ำอยู่เรื่องเดิมๆ
ก้อนเนื้อในอกเต้นรัว นอกจากความหวาดกลัวคงเป็นความเจ็บปวดและเคียดแค้นที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้น
เพราะเหตุใดกัน ทั้งที่นางฝันถึงเรื่องราวในอดีตครั้งสุดท้าย ก็ตอนอายุสี่ห้าหนาว แล้วทำไมถึงกลับมาฝันถึงเรื่องพวกนี้อีก มิใช่ว่านางปล่อยวางได้แล้วหรือ หรือในใจยังเจ็บช้ำกับความอยุติธรรมที่ได้รับอยู่อีก
‘ฝ่าบาทแคว้นเฉวียน เห็นสมควรว่าถึงเวลาส่งเทียบหมั้นมายังสกุลเว่ยแล้ว แต่งคุณหนูเว่ยเมิ่งเหยาให้ชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง’
“แคว้นเฉวียน” เว่ยเมิ่งเหยาพึมพำกับตนเองเบาๆ ขณะที่ภาพความทรงจำอันเลวร้ายยังฉายวนซ้ำในหัว
เสียงดูถูกเหยียดหยาม เรื่องราวที่ถูกกลั่นแกล้ง ความเจ็บปวดที่ได้รับ ทุกอย่างที่อยากลืม แต่มันกลับฉายซ้ำจนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เพียงเสี้ยวความคิดนั้น คุณหนูเว่ยรู้สึกอยากกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ไป...ในฐานะเว่ยเมิ่งเหยา ชินหวังเฟยในชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิง มิใช่ชุนผิงหลานที่ใครต่อใครต่างเหยียบย่ำ
“อย่าได้กังวลไปเลยเมิ่งเอ๋อร์ อย่างไรเสียพ่อก็ไม่มีทางยอมให้เจ้าไป” เว่ยเฉิงหยวนรวบตัวบุตรสาวเข้ามากอดปลอบ เมื่อวานพอได้รับสารจากราชทูต องครักษ์เว่ยแทบระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่
เดิมทีหลังจากที่เฉวียนเฮ่อหรานตายไป คิดว่าเรื่องสัญญาหมั้นหมายนี้จะยุติลงแล้ว ของหมั้นที่รับมาวันนั้นเขาและฮูหยินก็ตัดสินใจส่งกลับคืนไปแล้วเช่นกัน เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียชายาของเฮ่อหรานไม่มีทางให้บุตรชายแต่งกับสตรีต่างแคว้นเป็นแน่
“พวกข้าก็ไม่ยอมขอรับ ชินอ๋องผู้นั้นอยู่คนละฝั่งกับฝ่าบาทแคว้นเฉวียน สัญญาหมั้นหมายนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา ย่อมเกี่ยวข้องกับการเมือง” เว่ยเจียงเหอวิเคราะห์ ยิ่งทำให้ครอบครัวสกุลเว่ยที่มารอเข้าเฝ้าฝ่าบาท มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นไปอีก
“สิ่งที่เจียงเหอว่ามาไม่ผิดสักนิด”
“ถวายพระพรฝ่าบาท ฮองเฮา องค์รัชทายาท” คนสกุลเว่ยทั้งห้าชีวิตได้ยินเสียงผู้มาใหม่ ก็รีบลุกขึ้นคารวะ
“นั่งลงเถิด การแต่งเชื่อมสัมพันธ์ครานี้มีจุดประสงค์สองอย่าง” ร่างสูงใหญ่ของเจ้าแผ่นดินเดินขึ้นไปนั่งบนที่ประทับ ในมือหมุนลูกแก้วกลมช้าๆ เพื่อระงับอารมณ์ของตนให้คงที่
เว่ยเมิ่งเหยาเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าฝ่าบาททรงมีโทสะกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตากลมโตเหลือบไปมองทุกคนในตำหนัก ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ฮองเฮากับองค์รัชทายาทเองก็ไม่ต่างกัน
“หนึ่ง คือกีดกัดมิให้เฉวียนหย่งเฟิงขยายฐานอำนาจ เลือกแต่งเมิ่งเหยาให้ ดีกว่าปล่อยเฉวียนหย่งเฟิงแต่งกับคุณหนูสกุลใหญ่ในแคว้นของตน”
“อีกประการ คงไม่พ้นใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามกระมังพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทกล่าวสำทับพระบิดา
“เจ้าคาดเดาไม่ผิดหรอกเนี่ยนเจิน หลายปีมานี้กองทัพแคว้นเฉวียนมีชินอ๋องเฉวียนหย่งเฟิงนำทัพ จัดการเรื่องสงครามตามชายแดน ปราบพวกชนกลุ่มน้อยไปมาก ฮ่องเต้แคว้นเฉวียนมิเคยคิดเก็บหลานชายไว้ ส่งให้ออกรบทั่วทุกสารทิศ” องค์ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นสบตาสหายรักด้วยแววตานิ่งสนิท
“...”
“หากเราไม่ตกลง แล้วเกิดสงครามขึ้นจริง ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชินอ๋องแคว้นเฉวียนตายไวขึ้น”
“หมายความว่าทางเราจะส่งเมิ่งเอ๋อร์ไปหรือไม่ ย่อมเป็นผลดีต่อฮ่องเต้แคว้นเฉวียน แต่เป็นผลเสียกับจวนอ๋อง”
“เป็นเช่นนั้น” สองสหายสบตากันนิ่ง
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็







