แชร์

10. สกุลชุน (1)

ผู้เขียน: หมอนบนโซฟา
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-05 21:52:22

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ

“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”

“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้

เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่าง

เด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ

“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิต

ไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น

“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!

“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมาจากภวังค์เพราะเสียงเรียกของคนข้างกาย

“เป็นอันใดไป อยู่ๆ ก็มาเกาะแขนข้า”

“ขะ ขอประทานอภัยเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยารีบปล่อยมือตนเองออกจากแขนแกร่ง มือสั่นจับเข้าหากันพยายามความคุมสติ คิดอยู่ซ้ำๆ ว่านางคือเว่ยเมิ่งเหยา บุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลเว่ย มีครอบครัวที่รักและพร้อมจะปกป้องนาง ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสกุลชุนอีกต่อไป

“คารวะชินอ๋อง” เสียงแหบเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเอ่ยต้อนรับแขก ชุนหม่าเดินมุ่งหน้าเข้ามาพร้อมกับสตรีนางหนึ่ง ซึ่งเมิ่งเหยาเองก็รู้จักเป็นอย่างดี

แม้เวลาจะผ่านไปเกือบยี่สิบปี ทว่าดวงตาคู่นั้น ไฝเม็ดเล็กบนริมฝีปาก รอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยยาพิษ ทุกสิ่งยังติดอยู่ในโสตประสาทส่วนลึกของเมิ่งเหยา

ชุนซิ่นเยว่

ภาพคนทั้งคู่ซ้อนทับกับเหตุการณ์ในอดีตจนชายาอ๋องก้าวขยับไปชิดกับสวามีอย่างไม่รู้ตัว เพราะแม้เรื่องราวจะผ่านไปนานเพียงใด ท่านพ่อท่านแม่จะดูแลเลี้ยงดูเว่ยเมิ่งเหยามาดีเพียงใด แต่ปมลึกในใจก็ยากจะหายไปอย่างง่ายดาย

แต่อย่างน้อยเมื่อได้เผชิญหน้าจริงๆ นางก็มิได้ร่ำไห้ออกมาเหมือนเก่าก่อน ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายก้มหัวคำนับนาง นั่นยิ่งย้ำเตือนให้คนงามรู้สถานะของตนเองในตอนนี้

“คารวะไท่เฟย ชินอ๋อง ชินหวังเฟยพ่ะย่ะค่ะ”

“เชิญทางนี้เถิดเพคะ” สองพ่อลูกเดินเข้ามาต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ขอบใจ ข้าให้คนส่งมอบของขวัญให้ท่านเสนาบดีแล้ว หวังว่าคงถูกใจ” เฉวียนหย่งเฟิงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ทันทีที่เห็นสีหน้าซีดเผือดของขุนนางเฒ่า ดูท่าคงตกใจไม่น้อยที่เขาส่งเหรียญกษาปณ์ปลอบที่พวกสกุลชุนสร้างขึ้น มาเป็นของขวัญให้ผู้นำตระกูล

“ได้รับแล้ว ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตาพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม อย่าได้เกรงใจเลย” ว่าเพียงเท่านั้นนักรบหนุ่มก็เดินเข้าไปในงานเลี้ยง พลางยอบกายลงนั่งในที่ที่ถูกจัดให้ แน่นอนว่าต้องสูงกว่าเหล่าขุนนางและสามัญชนที่มาร่วมงาน

อดีตคุณหนูเว่ยลอบสังเกตความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลเงียบๆ ชุนซิ่นเยว่มิได้มีท่าทีสนิทสนมกับไท่เฟยมากนัก ทั้งที่สองสกุลควรได้ดองกันมิใช่หรือ หลังจากชุนผิงหลานตายไปอย่างไรเสียสกุลเล่อก็คงเลือกแต่งคุณหนูสกุลชุนสักคน

แต่เมิ่งเหยากลับไม่เห็นความสนิทสนมนั้นเลย ซ้ำยังดูเป็นปรปักษ์กันด้วยซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งเหยาได้เห็นเฉวียนหย่งเฟิงในมุมที่ต่างออกไป อีกฝ่ายทำให้ชุนหม่าหน้าซีดได้ถึงเพียงนั้น ของที่ให้คงไม่ธรรมดา

“ท่านอ๋องให้สิ่งใดเสนาบดีชุนหรือเพคะ”

“...จะอยากรู้ไปทำไม มิใช่เรื่องที่เจ้าควรรู้”

“...” เมิ่งเหยาได้แต่ถอนหายใจหน่าย นางเพียงอยากรู้เท่านั้นว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ชุนหม่าหวาดกลัว อยากรู้นักว่าจุดอ่อนของอีกฝ่ายคืออะไร

อันที่จริงก็เป็นความผิดของนางเอง ก่อนหน้าคิดจะปล่อยวาง จึงมิได้สืบเรื่องราวเกี่ยวกับสกุลชุนเลย พยายามลบความทรงจำทุกอย่างที่นี่ให้หมดไปด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้จึงไม่รู้ความเป็นไปต่างๆ

บุรุษข้างกายก็ไม่ให้ความร่วมมือเสียบ้างเลย

“ทำหน้าเช่นนั้น เหมือนแมวส้มขี้ขู่ของเจ้าไม่มีผิด หึ”

“ต่างกันเพคะ เพราะเสี่ยวจินแค่ขู่” ริมฝีปากเล็กพึมพำกับตนเอง แต่อีกฝ่ายดันหูดีเสียอย่างนั้น

“อย่างเจ้าจะทำสิ่งใดได้ อ่อนปวกเปียก วันๆ เอาแต่ปักผ้า วาดรูป จะใช้พู่กันจิ้มตาข้าหรือไร”

ยังไม่ทันจะได้ตอบโต้ จิ้งรุ่ยซือ มารดาแผ่นดินก็เสด็จมาถึงงานเลี้ยง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด เนื่องด้วยสกุลเดิมของจิ้งฮองเฮาสนิทสนมกับสกุลชุนอยู่ก่อนแล้ว ซ้ำบัดนี้สกุลชุนยังถือข้างองค์ชายใหญ่ เฉวียนจิ่งเซิน โอรสเพียงคนเดียวที่ประสูติจากฮองเฮา

ทุกคนในงานต่างลุกขึ้นคำนับ ก่อนที่เสียงบรรเลงดนตรีจะเริ่มขึ้น เหล่านางรำในชุดวาบหวามออกมาร่ายรำเรียกทุกสายตาให้หันมอง เว้นก็แต่เมิ่งเหยาที่เบนสายตาไปมองเจ้าบ้าน ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม ข้างกายชุนหม่ายังเป็นฮูหยินเอกจ้าวอวี้ บรรดาลูกๆ บ้านใหญ่ แน่นอนว่าต้องมีลูกรักอย่างชุนซิ่นเยว่

ทว่าแปลกนัก บุรุษที่นั่งข้างสตรีนางนั้นมิใช่เล่อซาง

“เสนาบดีชุน พาอนุมานั่งรวมด้วยหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเบนสายตาไปยังชุนซิ่นเยว่ ทั้งที่รู้ฐานะของอีกฝ่ายดี

“นั่นบุตรสาวคนเล็กของเขา สามีนางก็นั่งอยู่ข้างๆ เจ้ามิเห็นหรือ”

“อ่า เป็นสามีจริงๆ ด้วย” เมื่อลองพินิจดูแล้ว บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นมิมีสิ่งใดเหมือนท่านพี่เล่อซางเลยสักนิด หน้าตาธรรมดา ดูไม่น่าเกรงขาม ไม่องค์อาด

ชุนซิ่นเยว่ยอมแต่งกับชายเช่นนี้หรือ แล้วพี่เล่อซางเล่า เขาไปอยู่ที่ใดกัน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   14. แส้ไหมถัก (3)

    ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   13. แส้ไหมถัก (2)

    “มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   12. แส้ไหมถัก (1)

    “หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   11. สกุลชุน (2)

    งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   10. สกุลชุน (1)

    เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   9. มิใช่เรื่องง่าย (2)

    มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status