LOGINทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์
ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง
“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้
“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”
“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”
“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง
“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”
“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”
“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน
“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”
“ใช่เพคะ นางรำเหล่านั้นเป็นนางโลมที่หอหยวนเชิง แม้จะอยู่แถบนอกชานเมือง แต่ก็มีชื่อเสียงเรื่องสตรีงามเพคะ” มี่มี่ที่ช่วยเหล่าแม่ครัวจัดอาหารลงจาน ละมือหันมาตอบคำถามผู้เป็นนาย
หลังจากที่สงสัยความสัมพันธ์ของชายหญิง มี่มี่ก็ไม่รอช้าสอบถามบ่าวไพร่ในงานเลี้ยง จนรู้ข้อมูลมาว่าสตรีนางนั้นมีนามว่า หลันเอ๋อร์ เป็นสาวงามของหอหยวนเซิง
“มิใช่เพียงเพราะสตรีงามหรอกเพคะ แต่เป็นเพราะที่นั่นห่างไกลเมืองหลวง เหล่าฮูหยินมิอาจไปตามสามีได้ ที่นั่นจึงกลายเป็นหอนางโลมยอดนิยมของชายหนุ่ม” ท่านป้าเถียน แม่ครัวประจำจวนอ๋องเอ่ยสำทับขึ้นมา
“แล้วท่านป้าเถียนพอจะทราบหรือไม่ว่าอยู่ที่ใด” ในเมื่อชุนซิ่นเยว่มิได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี ยังทำร้ายผู้อื่นอย่างทารุณเช่นนี้ เว่ยเมิ่งเหยาก็จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ความเจ็บปวดเสียบ้าง
วันเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ ทั้งวันเมิ่งเหยาจะวุ่นอยู่กับการจัดการเรื่องในเรือน ส่วนมากคงหนีไม่พ้นเรื่องบ่าว เรื่องทรัพย์สินและค่าใช้จ่าย จนเว่ยเมิ่งเหยาแทบจะไม่ได้ปลีกตัวไปทำเรื่องที่ค้างคาไว้
และสุดท้ายก็ได้โอกาสเสียที
ค่ำคืนเงียบสงัด คนในจวนอ๋องต่างเข้าเรือนนอนกันตั้งแต่ตะวันลับฟ้า ไม่ต่างกับเรือนของชินหวังเฟยที่บัดนี้ไร้แสงสว่าง ทว่ามิใช่เพราะเจ้าของเข้านอนแล้ว แต่เป็นเพราะเว่ยเมิ่งเหยากับมี่มี่แอบลักลอบออกจากจวนไปแล้ว
“เหตุใดหวังเฟยถึงอยากรู้เรื่องของชายผู้นั้นเล่าเพคะ”
“มี่มี่ เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่”
“เหตุใดต้องถามอีกเพคะ หม่อมฉันเชื่อคำของหวังเฟยอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นหากข้าบอกว่า ชุนซิ่นเยว่เป็นคนไม่ดี เจ้าจะเชื่อหรือไม่” เมิ่งเหยามองหน้าบ่าวรับใช้ที่เติบโตมากับนาง
“เชื่อเพคะ สิ่งที่นางทำกับบ่าวรับใช้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว”
“อืม ข้ากำลังจะทำให้นางได้ลิ้มรสความเจ็บปวด ลองสูญเสียดูบ้าง” นัยน์ตาสีสวยสั่นระริก ไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
มี่มี่ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยกับท่าทางเหล่านั้น แต่ก็ไม่คิดจะซักไซ้ถาม หน้าที่ของนางคือภักดีต่อหวังเฟย ไม่ว่าบุกน้ำลุยไฟนางก็จะทำ
สองนายบ่าวพากันเดินตรงไปยังโรงเลี้ยงม้า จัดการเช่าม้ามาหนึ่งตัวก่อนจะควบไปตามเส้นทางที่ท่านป้าเถียนบอก
“คนของท่านอ๋องจะไหวตัวทันหรือยังเพคะ”
“คงไม่ คงคิดว่าเราหลับอยู่ในเรือน ข้าว่าพวกเขาคงดูแคลนเราพอตัว จึงมิได้เคร่งครัด” เมิ่งเหยาเอี้ยวตัวมาหัวเราะกับมี่มี่ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง
ยามอยู่แคว้นต้งหนาน ทั้งเมิ่งเหยาและมี่มี่ต้องฝึกต่อสู้ หลบหนี ไม่ต่างจากคุณชายของจวน เพราะท่านองครักษ์รู้ดีว่าราชสำนักไม่มีวันสงบสุขได้จริงๆ อย่างไรก็ควรให้บุตรทุกคนดูแลตนเองได้
“นั่นใช่หรือไม่เพคะ”
“คิดว่าใช่ เราเข้าด้านหลังเถอะ” ทั้งสองรีบลงจากม้า ผูกมันไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ พลางพากันเข้าไปด้านหลังของหอนางโลมหยวนเซิง เรือนสูงโดดเด่น ห้อยโคมประดับสว่างไสว
รอบข้างหอนางโลมมีร้านขายอาหารเล็กๆ สองสามร้านที่ยังคงเปิดอยู่ ถนนเส้นมิได้มีคนเดินพลุกพล่านเหมือนในเมืองหลวง คงเพราะกว่าจะมาถึงบริเวณนี้ต้องเดินทางผ่านป่ารกร้าง
หญิงสาวทั้งสองลักลอบเข้ามาทางด้านหลังของหอนางโลม อย่างแรกที่ทำหนีไม่พ้นหาชุดนางรำมาใส่เพื่อปิดบังตัวตน
“มี่มี่ เจ้าอยู่ด้านล่าง ข้าจะขึ้นไปหาแม่นางหลันเอ๋อร์”
“ระวังตัวด้วยนะเพคะ เราใส่ชุดเช่นนี้ ผู้คนคงคิดว่าเราเป็นนางโลมของหอหยวนเซิง” แม้รู้ว่าเจ้านายของนางเก่งกาจเพียงใด กระนั้นมี่มี่ก็ยังอดห่วงมิได้
“เจ้าเองก็ด้วย”
ทันทีที่นายสาวขึ้นไปชั้นบนของร้าน มี่มี่ก็ทำตัวแนบเนียนไปกับสถานการณ์ แสร้งเข้าไปต้อนรับแขก พาแขกมานั่งที่โต๊ะ ขณะที่สายตาก็สอดส่องไปทั่วบริเวณเพื่อดูความเรียบร้อย
จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับเอกบุรุษที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน
!!!?
“นะ นั่น...ท่านอ๋อง”
“นี่ของเสี่ยวจินหรือ ที่แท้เจ้าแมวตัวส้มนั่นก็เป็นคุณชายเล็กสกุลเว่ยนี่เอง” หย่งเฟิงหัวเราะร่ายามหันไปเห็นเบาะนุ่มถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี ทั้งเนื้อผ้าที่ใช้เย็บ ลวดลายที่ปักดูก็รู้ว่าใส่ใจ“แน่สิเพคะ ป่านนี้คงไปเดินเล่นรอบจวนแล้วกระมัง ไม่ได้มาเสียนาน”เฉวียนหย่งเฟิงอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจรอบห้องนอนของภรรยา ภายในห้องถูกจัดเป็นสัดส่วนชัดเจน ถึงขั้นใช้ฉากกั้นลายพู่กันของยอดฝีมือ โต๊ะเครื่องประดับก็มีเรียงรายกัน ไหนจะชั้นวางของที่เก็บของในความทรงจำพวกนี้อีก“ท่านพ่อกับท่านแม่มักเก็บของใช้สมัยพวกเรายังเด็กเอาไว้ให้พวกเราดูเพคะ ของเสี่ยวเหอกับเสี่ยวหนิงก็มีอยู่ในห้องของพวกเขา”“หึๆ ข้ากำลังจินตนาการว่าเจ้าใส่ชุดนี้แล้วจะเป็นเช่นไร” เฉวียนหย่งเฟิงหยิบชุดที่เมิ่งเหยาใส่ยามอายุเพียงสองหนาวขึ้นมาดูด้วยรอยยิ้มกริ่ม“มันเก่าแล้วนะเพคะ อย่าจับแรง”“ข้ามิได้ลงแรงเสียหน่อย แล้วอันนี้เล่าคือสิ่งใด”“ผ้าเช็ดหน้าผืนแรกที่หม่อมฉันปักเองเพคะ ปักออกมาได้ไม่งามเท่าใด” เมิ่งเหยาไล้มือลงบนเส้นด้ายด้วยความคิดถึงเฉวียนหย่งเฟิงรับรู้มาโดยตลอดว่าเมิ่งเอ๋อร์รักครอบครัวของนางมาก วันนี้จึงเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง คนที
เส้นทางเชื่อมระหว่างชายแดนแคว้นต้งหนานและแคว้นเฉวียนถูกปรับปรุงให้สัญจรได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีกันระหว่างสองแคว้น ผู้คนขยับขยายการค้าระหว่างแคว้นจนกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องแน่นอนว่าการมาเยือนอย่างยิ่งใหญ่ของฝ่าบาทและฮองเฮาแคว้นเฉวียนสู่แคว้นต้งหนานเป็นเครื่องยืนยันว่าสองแคว้นผูกสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ยิ่งครานี้มิใช่การมาเยือนในฐานะทูตหรือเหตุผลทางด้านการเมือง เพียงเสด็จมาเยี่ยมบ้านเดิมของฮองเฮา ยิ่งเป็นนิมิตหมายอันดีว่าความผูกพันนี้หยั่งรากลึกถึงจิตใจ มิใช่เพียงฉากหน้าเป็นสัมพันธ์เพียงการทูต“ที่นี่ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่ร้าง บัดนี้ทำเป็นแหล่งฝึกอาชีพสำหรับผู้ยากไร้ไปเสียแล้ว” เว่ยเมิ่งเหยาชี้ออกนอกหน้าต่างให้สวามีดู ทั้งที่ประคองโอรสองค์เล็กอยู่บนตัก ส่วนหย่งเฟิงเองก็มีเฉวียนหรานเซ่อนอนซบอยู่กับอกเช่นกัน“เจ้าไม่ได้มาเยือนที่นี่ก็หกเจ็ดปีได้แล้ว ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนไป แต่แคว้นต้งหนานเจริญรุ่งเรืองเหนือแคว้นของเรามากจริงๆ”“แคว้นเราพึ่งผ่านวิกฤติ ประชาชนยากไร้มานาน ย่อมต้องใช้เวลาเพคะ เห็นเช่นนี้กว่าเสด็จลุงฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทจะช่วยกันสร้า
“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ยังไม่ชัดเจนเรียกหาคนมาใหม่ ภายในห้องบรรทมของฮองเฮาอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรคงเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือด พอคิดถึงข้อนี้ใจแกร่งก็กระตุก รู้สึกผิดที่ตนมิได้อยู่ในยามที่คนรักลำบากสายตาของเจ้าแผ่นดินกวาดมองทั้งลูกและภรรยา ขาแกร่งเดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยวัยสองหนาวที่เล่นอยู่กับเสี่ยวจิน ไปหาเมิ่งเหยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรย แต่กลับยังส่งยิ้มบางมาให้สวามี“เป็นอย่างไรบ้าง” นัยน์ตาคมเคลื่อนมองสำรวจเมิ่งเหยาและเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ มารดา“เป็นโอรสเพคะ”“น่าชัง จมูกเขาเหมือนเจ้า” นิ้วใหญ่ยื่นไปเขี่ยจมูกเล็ก ทำเอาทารกน้อยดิ้นหยุกหยิกเพราะถูกรบกวน สร้างเสียงหัวเราะให้พี่ชายได้เป็นอย่างดี“เสี่ยวหรานก็ชอบน้องใช่หรือไม่ ต่อไปต้องเป็นพี่ชายที่ดีนะ แม่เองก็จะบอกให้น้องเป็นน้องชายที่ดีเช่นกัน”“พ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายตอบรับพลางเอียงแก้มให้มารดาจับ แต่ด้วยความเป็นเด็ก อยู่นิ่งได้ไม่นานก็ดิ้นจะลงจากอ้อมกอดบิดา เฉวียนหย่งเฟิงจึงปล่อยโอรสลงไปเล่นกับเสี่ยวจิน แน่นอนว่ามีมี่มี่คอยดูอยู่ไม่คลาดสายตา เพราะแม้จะยังเดินไม่คล่อง แต่ก็เคยทำให้ขันทีกำนัลวิ่งวุ่นไล่จับก
ผลัดเปลี่ยนผู้ครองแคว้นก็เหมือนได้แผ่นฟ้าใหม่ ภายใต้การปกครองขององค์ฮ่องเต้เฉวียนหย่งเฟิงนานนับสี่ปี ประชาราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุข ขุนนางคดโกงถูกจับไปลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างจนไม่มีผู้ใดกล้าการทหารเข้มแข็ง ซ้ำยังผูกสัมพันธ์กับแคว้นต้งหนานแน่นแฟ้น แผ่นดินแคว้นเฉวียนจึงไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ทว่าคนที่ทุกข์ใจที่สุดคงหนีไม่พ้นโอรสสวรรค์ ยามต้องทนฟังพวกขุนนางเฒ่ายื่นฎีกาให้รับสนมเพิ่ม“ท่านจะพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ด้วยเหตุใด ฟังมิเข้าใจหรือ ว่าวังหลังของข้ามีเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว”“แต่ฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นคนแคว้นต้งหนาน ไหนเลยจะเข้าใจราษฎรแคว้นเฉวียนได้ดีเท่าคนแคว้นเฉวียนด้วยกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดของใต้เท้าซ่งทำเอาหย่งเฟิงมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที“หากท่านว่าฮองเฮามิเข้าใจคนแคว้นเฉวียน เช่นนั้นข้าวนับพันกระสอบที่ฝ่าบาทแคว้นต้งหนานพระราชทานให้เมืองที่ประสบภัยของแคว้นเราเมื่อสองปีก่อน เป็นฝีมือผู้ใด”“...”“เศรษฐกิจการค้าทางทะเล ผู้ใดเสนอแนวคิดนี้จนทำให้แคว้นของเราลืมตาอ้าปากได้ เมื่อสมัยอดีตฮ่องเต้พวกท่านอยู่แต่ในเมืองหลวงเคยเดินทางออกไปต่างเมืองหรือไม่ เคยเห็นความ
“ท่านหมอฉีนำราชโองการของอดีตฮ่องเต้มาประกาศต่อหน้าทหารและราษฎร ว่าแท้จริงแล้วผู้ครองบัลลังก์ต้องเป็นอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหราน หาใช่ฝ่าบาทไม่!” สิ้นเสียงรายงานก็เหมือนทุกอย่างจะพังทลายลงตรงหน้าเฉวียนเทียนฉีไม่ต่างกับคนเสียสติ เขาเดินหมากพลาด เขาเห็นแก่ที่ท่านหมอฉีเป็นหมอเทวดารักษาได้ทุกโรคจึงไว้ชีวิต ขังเขาไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง ไม่คิดว่าท่านหมอผู้นี้จะมีราชโองการในมือ“พวกมันอยู่ไหน นำองครักษ์ไปฆ่าพวกมันให้หมด”“บัดนี้ท่านอ๋องยกทัพทหารมาประชิดประตูวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ เบื้องหลังมีเหล่าราษฎรมาช่วยสนับสนุน ต่างก็สาปแช่งฝ่าบาทว่าเป็นโอรสทรพี”“เฉวียนหย่งเฟิง ข้าจะฆ่ามัน ข้าจะฆ่ามัน!” องค์ฮ่องเต้คว้าดาบจากเอวขององครักษ์วิ่งตรงไปที่หน้าประตูวัง ขึ้นไปอยู่บนกำแพงมองดูว่าทุกอย่างเป็นเหมือนที่องครักษ์รายงานหรือไม่และก็ประจักษ์แก่สายตา ว่าทั้งทหารและราษฎรต่างขับไล่เขาลงจากบัลลังก์ เอ่ยว่าคนชั่วเช่นเขาสมควรตายตก“มันเจ้าช่างบังอาจนัก ทหาร! ฆ่าพวกมันให้หมด ฆ่า!!!!”“เฉวียนเทียนฉี เจ้าหยุดก่อกรรม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายใช้เพียงแค่ชีวิตชั่วช้าของเจ้ามาแลกไม่ได้ วันนี้ข้าจะทวงคืนความย
เพล้ง!!! เสียงแจกันลวดลายหรูหราถูกปัดตกจากแท่นวางจนแตกกระจายด้วยน้ำมือของจิ้งรุ่ยซือ มารดาแผ่นดินแคว้นเฉวียน“พวกเจ้า! พวกเจ้ากล้าปลอมแปลงราชโองการ”“ราชโองการนี้เป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ซ้ำยังมีตราประทับชัดเจน จิ้งรุ่ยซือเจ้าเป็นสตรีบาป รับโทษตายย่อมเหมาะสมแล้ว” เสียงสะบัดของขันทีไม่เกรงกลัวฮองเฮาเลยสักนิดเหตุเพราะหลังจากที่ฝ่าบาทได้รับของจากจวนอ๋องหย่งเฟิงก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ กงกงดูแลตำหนักใหญ่บอกว่าท่านอ๋องส่งข้าวของเสนาบดีชุนมาให้ฝ่าบาท ในนั้นมีภาพเปลือยของฮองเฮาที่หากไม่ได้เห็นกับตา คงวาดมิได้เหมือนถึงเพียงนั้น จุดตำหนิต่างๆ บนเรือนร่างเสนาบดีชั่วนั่นก็วาดลงไปจนหมดไม่ขาดตกคนจากตำหนักฮองเฮาถูกลากไปสอบสวน นางกำนัลร่างกายอ่อนแอหรือจะทนการทรมานได้จึงได้เอ่ยปากออกไปหมดว่าตนพบเห็นสิ่งใด ทุกครั้งที่เสนาบดีชุนมาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพวกนางก็จะถูกไล่ออกมา ซ้ำบางครั้งคราฮองเฮายังลอบออกนอกวังไปบนคนแซ่ชุนผู้นั้นอีกด้วยนางกำนัลอาวุโสที่ติดตามดูแลจิ้งฮองเฮามาถูกทรมานจนสารภาพว่าฮองเฮากับชุนหม่าเคยมีสัมพันธ์กันก่อนที่ฮองเฮาจะถูกเสนอชื่อเข้าวังนั่นยิ่งทำให้ฝ่าบาทคาดเดาได้ในทันทีว่า บ่าวจากจวนอ๋องนั้
“จะไม่ให้ทหารติดตามไปด้วยจริงหรือ” ไท่เฟยถามบุตรชายด้วยความเป็นห่วง เพราะแม้แคว้นต้งหนานจะเป็นแคว้นพันธมิตร แต่อย่างไรก็เป็นคนต่างแคว้น ซ้ำระยะทางกว่าจะถึงค่ายทหารก็มิได้ใกล้ แต่บุตรชายกับสะใภ้เอาเพียงคนสนิทที่ติดตามไปด้วย“คนยิ่งมากก็ยิ่งช้าพ่ะย่ะค่ะ”“เช่นนั้นก็ตามใจ ดูแลกันให้ดีเล่า” เล่อฟางหัวพ
“หวังเฟยเพคะ นี่ก็เย็นมาแล้วเรารีบกลับกันเถิด ประเดี๋ยวท่านอ๋องกลับมาไม่พบท่านคงเป็นเรื่องแน่” ช่วงนี้มี่มี่กลายเป็นคนของเฉวียนหย่งเฟิงเต็มตัวแล้ว นางสั่งอันใดก็หันไปมองแต่นายท่านตลอดว่าอนุญาตหรือไม่“เจ้ามันคนทรยศ เดี๋ยวนี้ข้าสั่งสิ่งใดก็ไม่ทำตาม”“โถ่ หวังเฟยเพคะ หม่อมฉันกับท่านอ๋องต่างก็เป็นห่วง
“หมายความว่าอย่างไร ทะ ท่านอ๋องน่ะหรือจนปัญญา”“ก็ใช่น่ะสิ ฝ่าบาทให้ทหารมาเพียงร้อยนาย จะพอได้อย่างไรเล่า ลองคิดดูเถิดว่าทหารเผ่าหลี่เป้ยมีมากแค่ไหน จะสู้ไหวได้อย่างไร”“ทำเช่นนี้มิใช่ส่งท่านอ๋องมาตายหรือ” เสียงเล่าลือของผู้คนในตลาดเมืองใกล้ชายแดนเริ่มลุกลามไปทั่ว ราษฎรต่างหวาดกลัวภัยที่กำลังคืบคลา
“ท่านพ่อ!” ร่างบางพุ่งเข้าไปกอดบิดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ต่างกันกับองครักษ์เว่ยเฉิงหยวนที่บัดนี้โอบกอดเอาบุตรสาวเข้ามาในอ้อมอก“เมิ่งเอ๋อร์ของพ่อ ดูเถิดว่าพ่อพาใครมาด้วย”“ท่านแม่ ท่านย่าทวด โถ่! เหตุใดจึงพากันมาหมดเช่นนี้เล่าเจ้าคะ ลูกบอกแล้วมิใช่หรือว่าอันตราย” ถึงปากจะบอกเช่นนั้น แต่ใจของนางกล







