แชร์

14. แส้ไหมถัก (3)

ผู้เขียน: หมอนบนโซฟา
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-05 21:52:56

ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์

ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง

“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้

“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”

“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”

“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง

“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”

“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”

“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน

“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”

“ใช่เพคะ นางรำเหล่านั้นเป็นนางโลมที่หอหยวนเชิง แม้จะอยู่แถบนอกชานเมือง แต่ก็มีชื่อเสียงเรื่องสตรีงามเพคะ” มี่มี่ที่ช่วยเหล่าแม่ครัวจัดอาหารลงจาน ละมือหันมาตอบคำถามผู้เป็นนาย

หลังจากที่สงสัยความสัมพันธ์ของชายหญิง มี่มี่ก็ไม่รอช้าสอบถามบ่าวไพร่ในงานเลี้ยง จนรู้ข้อมูลมาว่าสตรีนางนั้นมีนามว่า หลันเอ๋อร์ เป็นสาวงามของหอหยวนเซิง

“มิใช่เพียงเพราะสตรีงามหรอกเพคะ แต่เป็นเพราะที่นั่นห่างไกลเมืองหลวง เหล่าฮูหยินมิอาจไปตามสามีได้ ที่นั่นจึงกลายเป็นหอนางโลมยอดนิยมของชายหนุ่ม” ท่านป้าเถียน แม่ครัวประจำจวนอ๋องเอ่ยสำทับขึ้นมา

“แล้วท่านป้าเถียนพอจะทราบหรือไม่ว่าอยู่ที่ใด” ในเมื่อชุนซิ่นเยว่มิได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี ยังทำร้ายผู้อื่นอย่างทารุณเช่นนี้ เว่ยเมิ่งเหยาก็จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ความเจ็บปวดเสียบ้าง

วันเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ ทั้งวันเมิ่งเหยาจะวุ่นอยู่กับการจัดการเรื่องในเรือน ส่วนมากคงหนีไม่พ้นเรื่องบ่าว เรื่องทรัพย์สินและค่าใช้จ่าย จนเว่ยเมิ่งเหยาแทบจะไม่ได้ปลีกตัวไปทำเรื่องที่ค้างคาไว้

และสุดท้ายก็ได้โอกาสเสียที

ค่ำคืนเงียบสงัด คนในจวนอ๋องต่างเข้าเรือนนอนกันตั้งแต่ตะวันลับฟ้า ไม่ต่างกับเรือนของชินหวังเฟยที่บัดนี้ไร้แสงสว่าง ทว่ามิใช่เพราะเจ้าของเข้านอนแล้ว แต่เป็นเพราะเว่ยเมิ่งเหยากับมี่มี่แอบลักลอบออกจากจวนไปแล้ว

“เหตุใดหวังเฟยถึงอยากรู้เรื่องของชายผู้นั้นเล่าเพคะ”

“มี่มี่ เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่”

“เหตุใดต้องถามอีกเพคะ หม่อมฉันเชื่อคำของหวังเฟยอยู่แล้ว”

“เช่นนั้นหากข้าบอกว่า ชุนซิ่นเยว่เป็นคนไม่ดี เจ้าจะเชื่อหรือไม่” เมิ่งเหยามองหน้าบ่าวรับใช้ที่เติบโตมากับนาง

“เชื่อเพคะ สิ่งที่นางทำกับบ่าวรับใช้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว”

“อืม ข้ากำลังจะทำให้นางได้ลิ้มรสความเจ็บปวด ลองสูญเสียดูบ้าง” นัยน์ตาสีสวยสั่นระริก ไปด้วยความอัดอั้นตันใจ

มี่มี่ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยกับท่าทางเหล่านั้น แต่ก็ไม่คิดจะซักไซ้ถาม หน้าที่ของนางคือภักดีต่อหวังเฟย ไม่ว่าบุกน้ำลุยไฟนางก็จะทำ

สองนายบ่าวพากันเดินตรงไปยังโรงเลี้ยงม้า จัดการเช่าม้ามาหนึ่งตัวก่อนจะควบไปตามเส้นทางที่ท่านป้าเถียนบอก

“คนของท่านอ๋องจะไหวตัวทันหรือยังเพคะ”

“คงไม่ คงคิดว่าเราหลับอยู่ในเรือน ข้าว่าพวกเขาคงดูแคลนเราพอตัว จึงมิได้เคร่งครัด” เมิ่งเหยาเอี้ยวตัวมาหัวเราะกับมี่มี่ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง

ยามอยู่แคว้นต้งหนาน ทั้งเมิ่งเหยาและมี่มี่ต้องฝึกต่อสู้ หลบหนี ไม่ต่างจากคุณชายของจวน เพราะท่านองครักษ์รู้ดีว่าราชสำนักไม่มีวันสงบสุขได้จริงๆ อย่างไรก็ควรให้บุตรทุกคนดูแลตนเองได้

“นั่นใช่หรือไม่เพคะ”

“คิดว่าใช่ เราเข้าด้านหลังเถอะ” ทั้งสองรีบลงจากม้า ผูกมันไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ พลางพากันเข้าไปด้านหลังของหอนางโลมหยวนเซิง เรือนสูงโดดเด่น ห้อยโคมประดับสว่างไสว

รอบข้างหอนางโลมมีร้านขายอาหารเล็กๆ สองสามร้านที่ยังคงเปิดอยู่ ถนนเส้นมิได้มีคนเดินพลุกพล่านเหมือนในเมืองหลวง คงเพราะกว่าจะมาถึงบริเวณนี้ต้องเดินทางผ่านป่ารกร้าง

หญิงสาวทั้งสองลักลอบเข้ามาทางด้านหลังของหอนางโลม อย่างแรกที่ทำหนีไม่พ้นหาชุดนางรำมาใส่เพื่อปิดบังตัวตน

“มี่มี่ เจ้าอยู่ด้านล่าง ข้าจะขึ้นไปหาแม่นางหลันเอ๋อร์”

“ระวังตัวด้วยนะเพคะ เราใส่ชุดเช่นนี้ ผู้คนคงคิดว่าเราเป็นนางโลมของหอหยวนเซิง” แม้รู้ว่าเจ้านายของนางเก่งกาจเพียงใด กระนั้นมี่มี่ก็ยังอดห่วงมิได้

“เจ้าเองก็ด้วย”

ทันทีที่นายสาวขึ้นไปชั้นบนของร้าน มี่มี่ก็ทำตัวแนบเนียนไปกับสถานการณ์ แสร้งเข้าไปต้อนรับแขก พาแขกมานั่งที่โต๊ะ ขณะที่สายตาก็สอดส่องไปทั่วบริเวณเพื่อดูความเรียบร้อย

จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับเอกบุรุษที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน

!!!?

“นะ นั่น...ท่านอ๋อง”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   14. แส้ไหมถัก (3)

    ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   13. แส้ไหมถัก (2)

    “มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   12. แส้ไหมถัก (1)

    “หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   11. สกุลชุน (2)

    งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   10. สกุลชุน (1)

    เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   9. มิใช่เรื่องง่าย (2)

    มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status