เข้าสู่ระบบ“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”
สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมา
จังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้า
ปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง
“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทา
ผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรง
เล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป
“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่งเหยาคุกเข่าต่อหน้ามารดาแผ่นดิน พลางยกมือทาบอก แสร้งตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ทว่าในใจของนางมิได้มีความรู้สึกนั้นเลยสักนิด อยากจะฟาดแส้เส้นนี้ลงกลางบนใบหน้าของอีกฝ่าย เหมือนกับที่ชุนซิ่นเยว่เคยใช้เล็กกรีดหน้าของนางจนเป็นรอย อยากให้อีกฝ่ายเจ็บเหมือนตอนที่นางถูกบิดาไร้คุณธรรมใช้แส้ฟาด
“ชินหวังเฟยอาจหาญเกินไปแล้ว! ต่อหน้าพระพักตร์ยังกล้าทำร้ายผู้อื่นอีก ลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างเถิดเพคะ” ฮูหยินใหญ่สกุลชุนว่าโพล่งออกมาอย่างตื่นตระหนก ทำเอาผู้คนต่างซุบซิบนินทา บ้างก็เอ่ยสนับสนุนสิ่งที่จ้าวอวี้พูด
เว่ยเมิ่งเหยาที่คุกเข่าอยู่จึงได้แต่ถอนหายใจ นึกตำหนิตนเองที่เมื่อครู่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ ฟาดแซ่ไปที่อดีตน้องสาว
ตากลมเหลือบมองท่าทีของสวามี คิดว่าอย่างไรเสียนางก็เป็นชายาของเขาคงไม่ปล่อยให้นางต้องถูกลงโทษต่อหน้าผู้คนกระมัง ทว่าดูจากท่าทีเฉยเมยของหย่งเฟิงคงยากนัก!
“ขอฮองเฮาประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันมิมีเจตนาทำร้ายใด เพียงแต่...มิได้ฝึกฝนอย่างที่กราบทูลต่อฮองเฮาเพคะ”
“ชินหวังเฟยคงมิได้หมายความว่าเป็นความผิดของฮองเฮาใช่หรือไม่เพคะ จะกล่าวสิ่งใดขอให้เห็นแก่หน้าชินอ๋องบ้างเถิด” คุณหนูชุนหลี่ซางสอดปากเข้ามาพูด จนคนถูกพูดถึงชะงักงัน
“เรื่องของสตรี อย่าได้ดึงข้าเข้าไปเกี่ยว”
“เอาเถิดๆ ลุกขึ้น” จิ้งฮองเฮาโบกมือให้เมิ่งเหยากลับไปนั่ง ขณะที่สีหน้ายังซีดเผือด เสนาบดีชุนจึงรีบคลี่คลายสถานการณ์
“ขอบพระทัยชินหวังเฟยสำหรับของขวัญ เด็กๆ ให้นางรำมาแสดงต่อเถิด”
เว่ยเมิ่งเหยาขยับกายลุกขึ้น พลางม้วนเก็บแส้ถักคู่ใจอย่างคล่องแคล่ว พฤติกรรมเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของเฉวียนหย่งเฟิงทั้งหมด
“หงอู่ เจ้าว่าแส้ไหมถัก จะทำให้โต๊ะไม้แตกเป็นสองเสี่ยงเช่นนั้นได้หรือไม่”
“ยากพ่ะย่ะค่ะ แต่หากมีพละกำลังมาก ก็สามารถทำได้” คำตอบของหงอู่ยิ่งทำให้หย่งเฟิงมิอาจละสายตาจากชายาได้ ร่างบอบบางแทบปลิวไปกับลมเดินเข้ามานั่งเคียงข้างเขา มองอย่างไรหย่งเฟิงก็ไม่เชื่อว่าข้อมือเล็กๆ นั่นจะมีพละกำลังมากถึงเพียงนั้น
โต๊ะไม้สกุลชุน คงเก่ามากแล้วกระมัง
ด้านเมิ่งเหยามิได้สนใจสายตาของสวามี นึกหงุดหงิดอยู่บ้างที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้ามาช่วยนาง ซ้ำยังเอ่ยปัดว่าไม่ใช่เรื่องของบุรุษ คิดแล้วก็เจ็บใจไม่หาย ถึงกระนั้นสุดท้ายก็ทำได้เพียงนั่งจิบชา ทานของว่าง พลางหันไปมองท่าทีของชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้ยังสั่นไม่หาย
คุณหนูเว่ยได้แต่ขอโทษท่านแม่ในใจที่มิอาจทำตามคำสอนได้ บัดนี้นางกำลังดีใจบนความทุกข์ของผู้อื่น ยิ่งเห็นมือสั่นของซิ่นเยว่กำอาภรณ์ไว้แน่น ริมฝีปากเล็กก็แทบหุบยิ้มไม่ลง
บ่าวไพร่เร่งเข้ามาเปลี่ยนโต๊ะไม้ที่ถูกฟาดหัก ทว่าความหวาดกลัวของสตรีวัยกลางคนก็ยังคงหลงเหลืออยู่ นั่นทำให้ยามที่สาวใช้เข้ามารินน้ำชาให้ แล้ววางกาชากระทบโต๊ะเสียงดัง ชุนซิ่นเยว่จึงอุทานออกมาด้วยความตกใจ ทำเอาสาวใช้นางนั้นทรุดกายคุกเข่าหมอบกราบกับพื้น
“...” เว่ยเมิ่งเหยามองเหตุการณ์เงียบๆ สาวใช้นางนั้นไม่ได้ถูกลงโทษ เพียงถูกไล่ออกจากงานไปเท่านั้น เสี้ยวความคิดของเมิ่งเหยาอดคิดไม่ได้ว่าอดีตน้องสาวอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว เพราะหากเป็นเมื่อก่อน สาวใช้ผู้นี้คงโดนตบหน้ากลางงานไปเสียแล้ว
ชุนซิ่นเยว่...นางกลับตัวกลับใจจริงๆ หรือ ไม่แน่ว่าการตายของชุนผิงหลานอาจทำให้อีกฝ่ายสำนึกได้
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็







