Masuk“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ
“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”
“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”
“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคน
ขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก
“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”
“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง
“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด
“งั้นหรือ...ขอบใจนะหงอู่ หากมิได้เจ้า วันนี้ข้าคงไม่ได้คำตอบ”
“เหอะ!”
เว่ยเมิ่งเหยาเห็นสีหน้ารำคาญของสวามีก็เหลือกตามองบน ใช่ว่าเขารำคาญนางเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ นางเองก็รำคาญเขาเช่นกัน
บุรุษอะไรกัน ไม่รักหยกถนอมบุปผาเอาเสียเลย!
นัยน์ตาสีสวยเหลือบเห็นฟู่กงจวิ่นที่เดินเข้ามานั่งข้างชุนซิ่นเยว่ มือใหญ่รีบรินชาให้ฮูหยิน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับเอามาดื่มด้วยรอยยิ้มพอใจ ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของฟู่กงจวิ่นในสายตาทุกคนจะเป็นไปตามที่หงอู่บอก
เห็นทีต้องสืบให้แน่ชัดว่าฟู่กงจวิ่นกับนางรำผู้นั้น มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่
“ชินหวังเฟยเพคะ ชินหวังเฟย”
“!!!”
“ขอประทานอภัยที่ทำให้ตกใจเพคะ หม่อมฉันเพียงจะถามว่า แคว้นต้งหนานมีการร่ายรำเช่นนี้หรือไม่ ซางเอ๋อร์ของพวกเราตั้งใจมอบการแสดงนี้ให้ท่านปู่ของนาง” คำถามของจ้าวอวี้ ฮูหยินใหญ่สกุลชุน ทำให้เว่ยเมิ่งเหยาต้องรีบหันไปมองที่ลานแสดง
ยังดีที่ในมือของคุณหนูชุนหลี่ซาง หลานสาวเจ้าของเรือน ถือดาบคู่หนึ่งไว้ในมือ จึงได้รู้ว่าเป็นการรำดาบ มิเช่นนั้นเมิ่งเหยาคงขายหน้าแล้ว
“ที่แคว้นต้งหนานเองก็มีการร่ายรำเช่นนี้” เมิ่งเหยาตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ จ้าวอวี้ผู้นี้ไม่ต่างกับบุตรสาวเลยสักนิด จิตใจหยาบช้าคับแคบ ไม่ว่าจะบุตรฮูหยินรองหรือบุตรอนุก็อย่าได้มีใครเหนือกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง
“อย่างนั้นหรือเพคะ หม่อมฉันเห็นกริยาอ่อนหวานของชินหวังเฟยคิดว่าที่แคว้นต้งหนานไม่นิยมให้สตรีจับดาบเสียอีก ซางเอ๋อร์ของเราเล่าเรียนทั้งบุ๋นบู๊ วันหน้าคงช่วยงานสามีในอนาคตได้มาก”
เว่ยเมิ่งเหยาไม่รู้ว่าฮูหยินเอกมีจุดประสงค์ใดจึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ทันทีที่ได้เห็นสายตาเอียงอายของคุณหนูชุนหลี่ซางที่มีต่อสวามี นางก็พอจะเข้าใจอะไรมากขึ้น
สกุลชุนอยู่อีกขั้วอำนาจมิใช่หรือ เหล่าสตรีสกุลชุนไม่รู้ความเสียเลย จะให้บุตรหลานสานสัมพันธ์กับศัตรูหรืออย่างไร
“ข้าเองก็เคยได้ยินมาว่า สตรีแคว้นต้งหนานโดดเด่นเรื่องการบ้านการเรือน มารดาของชินหวังเฟยยังเคยปักผ้าถวายอดีตชินอ๋องด้วยใช่หรือไม่ ข้าจำได้ว่าเขาพึงใจมากทีเดียว”
“เป็นดั่งฮองเฮาตรัสเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาถอนหายใจหน่าย จิ้งฮองเฮาภายนอกดูเรียบร้อยอ่อนโยนไร้พิษสง ทว่าคำพูดกลับเป็นการเติมเชื้อไฟให้แม่สามีลูกสะใภ้แตกคอกันมากขึ้น
“สตรีต้งหนานเคร่งครัดเรื่องคุณธรรมสตรี แต่กระนั้นก็มิได้ห้ามให้จับมีดถือดาบ การร่ายรำเมื่อครู่พบเห็นได้ทั่วไปตามตลาด นักแสดงกลมักละเล่นรำดาบกันเพคะ”
“หึ! เช่นนั้นชินหวังเฟยคงพอจะทำได้กระมังเพคะ ช่วยชี้แนะหลี่ซางด้วย” ชุนหลี่ซางเก็บอารมณ์ไม่อยู่ นางฝึกรำดาบจากอาจารย์อันดับหนึ่งของแคว้น ท่านยังเอ่ยชมว่านางเป็นสตรีที่ร่ายรำดาบได้งดงามและแข็งแกร่งที่สุด
แต่สตรีตรงหน้ากลับเปรียบนางกับนักแสดงกลชั้นต่ำ
“...” เมิ่งเหยาที่ได้รับการเชื้อเชิญกะทันหัน ก็เหลียวไปมองสวามีเชิงขอความช่วยเหลือ เพราะการแสดงที่ไม่ได้เตรียมมา ย่อมไม่สมบูรณ์แบบนัก หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้
“สุราดี สุราดี”
แต่อีกฝ่ายกลับยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยรอยยิ้ม ตีความได้อย่างเดียวคือเขาไม่คิดจะออกปากแทนนาง คงตั้งใจปล่อยให้นางขายหน้ากลางงานเป็นแน่
“ว่าอย่างไรเพคะ หรือหากชินหวังเฟยมิถนัด จะแสดงเป็นบรรเลงดนตรี ร่ายรำตามจังหวะเพลงเหมือนเหล่านางรำในหอนางโลมก็ได้นะเพคะ”
“...อันที่จริงไม่ว่าแบบใด ข้าก็ทำได้ดีทั้งนั้น แต่จะให้เสียชื่อชายาเอกแม่ทัพแคว้นเฉวียนคงมิได้” เว่ยเมิ่งเหยาตั้งใจกล่าวเช่นนั้นเพราะต้องการดึงเฉวียนหย่งเฟิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เขาเองก็ต้องเสียหน้าเช่นกัน
ร่างอรชรลุกขึ้นมายืนกลางลานพิธี ชุดที่รุ่มร่ามนั้นมิได้ถอดออกแต่อย่างใด มือเรียวไม่รับดาบจากคุณหนูชุนหลี่ซาง แต่กลับล้วงเอาแส้หยกถักไหมทองออกมาจากสาบเสื้อ
สร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนในงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชินอ๋องของแคว้นที่ถึงขั้นวางจอกสุราลง จดจ้องไปที่คนงามอย่างสนใจ
“ตั้งแต่มาถึงแคว้นเฉวียนหม่อมฉันก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝน ขอประทานอภัยฮองเฮา หากการแสดงของหม่อมฉันทำให้ไม่พอพระทัย”
“อย่าได้หวั่นใจไป ข้ามิได้คาดหวัง”
คำพูดนั้นทำเอาเว่ยเมิ่งเหยานึกสบถในใจ คนแคว้นเฉวียนดูแคลนนางเพียงใดกัน แส้เส้นนี้ท่านพ่อมอบให้เป็นของขวัญในวันปักปิ่นของนาง ท่านฝึกสอนนางจนเชี่ยวชาญ การร่ายรำก็ได้ฮองเฮากับท่านแม่ช่วยชี้แนะ
คงต้องแสดงให้เห็นเสียบ้าง
“นี่ของเสี่ยวจินหรือ ที่แท้เจ้าแมวตัวส้มนั่นก็เป็นคุณชายเล็กสกุลเว่ยนี่เอง” หย่งเฟิงหัวเราะร่ายามหันไปเห็นเบาะนุ่มถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี ทั้งเนื้อผ้าที่ใช้เย็บ ลวดลายที่ปักดูก็รู้ว่าใส่ใจ“แน่สิเพคะ ป่านนี้คงไปเดินเล่นรอบจวนแล้วกระมัง ไม่ได้มาเสียนาน”เฉวียนหย่งเฟิงอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจรอบห้องนอนของภรรยา ภายในห้องถูกจัดเป็นสัดส่วนชัดเจน ถึงขั้นใช้ฉากกั้นลายพู่กันของยอดฝีมือ โต๊ะเครื่องประดับก็มีเรียงรายกัน ไหนจะชั้นวางของที่เก็บของในความทรงจำพวกนี้อีก“ท่านพ่อกับท่านแม่มักเก็บของใช้สมัยพวกเรายังเด็กเอาไว้ให้พวกเราดูเพคะ ของเสี่ยวเหอกับเสี่ยวหนิงก็มีอยู่ในห้องของพวกเขา”“หึๆ ข้ากำลังจินตนาการว่าเจ้าใส่ชุดนี้แล้วจะเป็นเช่นไร” เฉวียนหย่งเฟิงหยิบชุดที่เมิ่งเหยาใส่ยามอายุเพียงสองหนาวขึ้นมาดูด้วยรอยยิ้มกริ่ม“มันเก่าแล้วนะเพคะ อย่าจับแรง”“ข้ามิได้ลงแรงเสียหน่อย แล้วอันนี้เล่าคือสิ่งใด”“ผ้าเช็ดหน้าผืนแรกที่หม่อมฉันปักเองเพคะ ปักออกมาได้ไม่งามเท่าใด” เมิ่งเหยาไล้มือลงบนเส้นด้ายด้วยความคิดถึงเฉวียนหย่งเฟิงรับรู้มาโดยตลอดว่าเมิ่งเอ๋อร์รักครอบครัวของนางมาก วันนี้จึงเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง คนที
เส้นทางเชื่อมระหว่างชายแดนแคว้นต้งหนานและแคว้นเฉวียนถูกปรับปรุงให้สัญจรได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีกันระหว่างสองแคว้น ผู้คนขยับขยายการค้าระหว่างแคว้นจนกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องแน่นอนว่าการมาเยือนอย่างยิ่งใหญ่ของฝ่าบาทและฮองเฮาแคว้นเฉวียนสู่แคว้นต้งหนานเป็นเครื่องยืนยันว่าสองแคว้นผูกสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ยิ่งครานี้มิใช่การมาเยือนในฐานะทูตหรือเหตุผลทางด้านการเมือง เพียงเสด็จมาเยี่ยมบ้านเดิมของฮองเฮา ยิ่งเป็นนิมิตหมายอันดีว่าความผูกพันนี้หยั่งรากลึกถึงจิตใจ มิใช่เพียงฉากหน้าเป็นสัมพันธ์เพียงการทูต“ที่นี่ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่ร้าง บัดนี้ทำเป็นแหล่งฝึกอาชีพสำหรับผู้ยากไร้ไปเสียแล้ว” เว่ยเมิ่งเหยาชี้ออกนอกหน้าต่างให้สวามีดู ทั้งที่ประคองโอรสองค์เล็กอยู่บนตัก ส่วนหย่งเฟิงเองก็มีเฉวียนหรานเซ่อนอนซบอยู่กับอกเช่นกัน“เจ้าไม่ได้มาเยือนที่นี่ก็หกเจ็ดปีได้แล้ว ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนไป แต่แคว้นต้งหนานเจริญรุ่งเรืองเหนือแคว้นของเรามากจริงๆ”“แคว้นเราพึ่งผ่านวิกฤติ ประชาชนยากไร้มานาน ย่อมต้องใช้เวลาเพคะ เห็นเช่นนี้กว่าเสด็จลุงฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทจะช่วยกันสร้า
“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ยังไม่ชัดเจนเรียกหาคนมาใหม่ ภายในห้องบรรทมของฮองเฮาอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรคงเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือด พอคิดถึงข้อนี้ใจแกร่งก็กระตุก รู้สึกผิดที่ตนมิได้อยู่ในยามที่คนรักลำบากสายตาของเจ้าแผ่นดินกวาดมองทั้งลูกและภรรยา ขาแกร่งเดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยวัยสองหนาวที่เล่นอยู่กับเสี่ยวจิน ไปหาเมิ่งเหยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรย แต่กลับยังส่งยิ้มบางมาให้สวามี“เป็นอย่างไรบ้าง” นัยน์ตาคมเคลื่อนมองสำรวจเมิ่งเหยาและเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ มารดา“เป็นโอรสเพคะ”“น่าชัง จมูกเขาเหมือนเจ้า” นิ้วใหญ่ยื่นไปเขี่ยจมูกเล็ก ทำเอาทารกน้อยดิ้นหยุกหยิกเพราะถูกรบกวน สร้างเสียงหัวเราะให้พี่ชายได้เป็นอย่างดี“เสี่ยวหรานก็ชอบน้องใช่หรือไม่ ต่อไปต้องเป็นพี่ชายที่ดีนะ แม่เองก็จะบอกให้น้องเป็นน้องชายที่ดีเช่นกัน”“พ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายตอบรับพลางเอียงแก้มให้มารดาจับ แต่ด้วยความเป็นเด็ก อยู่นิ่งได้ไม่นานก็ดิ้นจะลงจากอ้อมกอดบิดา เฉวียนหย่งเฟิงจึงปล่อยโอรสลงไปเล่นกับเสี่ยวจิน แน่นอนว่ามีมี่มี่คอยดูอยู่ไม่คลาดสายตา เพราะแม้จะยังเดินไม่คล่อง แต่ก็เคยทำให้ขันทีกำนัลวิ่งวุ่นไล่จับก
ผลัดเปลี่ยนผู้ครองแคว้นก็เหมือนได้แผ่นฟ้าใหม่ ภายใต้การปกครองขององค์ฮ่องเต้เฉวียนหย่งเฟิงนานนับสี่ปี ประชาราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุข ขุนนางคดโกงถูกจับไปลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างจนไม่มีผู้ใดกล้าการทหารเข้มแข็ง ซ้ำยังผูกสัมพันธ์กับแคว้นต้งหนานแน่นแฟ้น แผ่นดินแคว้นเฉวียนจึงไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ทว่าคนที่ทุกข์ใจที่สุดคงหนีไม่พ้นโอรสสวรรค์ ยามต้องทนฟังพวกขุนนางเฒ่ายื่นฎีกาให้รับสนมเพิ่ม“ท่านจะพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ด้วยเหตุใด ฟังมิเข้าใจหรือ ว่าวังหลังของข้ามีเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว”“แต่ฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นคนแคว้นต้งหนาน ไหนเลยจะเข้าใจราษฎรแคว้นเฉวียนได้ดีเท่าคนแคว้นเฉวียนด้วยกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดของใต้เท้าซ่งทำเอาหย่งเฟิงมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที“หากท่านว่าฮองเฮามิเข้าใจคนแคว้นเฉวียน เช่นนั้นข้าวนับพันกระสอบที่ฝ่าบาทแคว้นต้งหนานพระราชทานให้เมืองที่ประสบภัยของแคว้นเราเมื่อสองปีก่อน เป็นฝีมือผู้ใด”“...”“เศรษฐกิจการค้าทางทะเล ผู้ใดเสนอแนวคิดนี้จนทำให้แคว้นของเราลืมตาอ้าปากได้ เมื่อสมัยอดีตฮ่องเต้พวกท่านอยู่แต่ในเมืองหลวงเคยเดินทางออกไปต่างเมืองหรือไม่ เคยเห็นความ
“ท่านหมอฉีนำราชโองการของอดีตฮ่องเต้มาประกาศต่อหน้าทหารและราษฎร ว่าแท้จริงแล้วผู้ครองบัลลังก์ต้องเป็นอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหราน หาใช่ฝ่าบาทไม่!” สิ้นเสียงรายงานก็เหมือนทุกอย่างจะพังทลายลงตรงหน้าเฉวียนเทียนฉีไม่ต่างกับคนเสียสติ เขาเดินหมากพลาด เขาเห็นแก่ที่ท่านหมอฉีเป็นหมอเทวดารักษาได้ทุกโรคจึงไว้ชีวิต ขังเขาไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง ไม่คิดว่าท่านหมอผู้นี้จะมีราชโองการในมือ“พวกมันอยู่ไหน นำองครักษ์ไปฆ่าพวกมันให้หมด”“บัดนี้ท่านอ๋องยกทัพทหารมาประชิดประตูวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ เบื้องหลังมีเหล่าราษฎรมาช่วยสนับสนุน ต่างก็สาปแช่งฝ่าบาทว่าเป็นโอรสทรพี”“เฉวียนหย่งเฟิง ข้าจะฆ่ามัน ข้าจะฆ่ามัน!” องค์ฮ่องเต้คว้าดาบจากเอวขององครักษ์วิ่งตรงไปที่หน้าประตูวัง ขึ้นไปอยู่บนกำแพงมองดูว่าทุกอย่างเป็นเหมือนที่องครักษ์รายงานหรือไม่และก็ประจักษ์แก่สายตา ว่าทั้งทหารและราษฎรต่างขับไล่เขาลงจากบัลลังก์ เอ่ยว่าคนชั่วเช่นเขาสมควรตายตก“มันเจ้าช่างบังอาจนัก ทหาร! ฆ่าพวกมันให้หมด ฆ่า!!!!”“เฉวียนเทียนฉี เจ้าหยุดก่อกรรม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายใช้เพียงแค่ชีวิตชั่วช้าของเจ้ามาแลกไม่ได้ วันนี้ข้าจะทวงคืนความย
เพล้ง!!! เสียงแจกันลวดลายหรูหราถูกปัดตกจากแท่นวางจนแตกกระจายด้วยน้ำมือของจิ้งรุ่ยซือ มารดาแผ่นดินแคว้นเฉวียน“พวกเจ้า! พวกเจ้ากล้าปลอมแปลงราชโองการ”“ราชโองการนี้เป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ซ้ำยังมีตราประทับชัดเจน จิ้งรุ่ยซือเจ้าเป็นสตรีบาป รับโทษตายย่อมเหมาะสมแล้ว” เสียงสะบัดของขันทีไม่เกรงกลัวฮองเฮาเลยสักนิดเหตุเพราะหลังจากที่ฝ่าบาทได้รับของจากจวนอ๋องหย่งเฟิงก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ กงกงดูแลตำหนักใหญ่บอกว่าท่านอ๋องส่งข้าวของเสนาบดีชุนมาให้ฝ่าบาท ในนั้นมีภาพเปลือยของฮองเฮาที่หากไม่ได้เห็นกับตา คงวาดมิได้เหมือนถึงเพียงนั้น จุดตำหนิต่างๆ บนเรือนร่างเสนาบดีชั่วนั่นก็วาดลงไปจนหมดไม่ขาดตกคนจากตำหนักฮองเฮาถูกลากไปสอบสวน นางกำนัลร่างกายอ่อนแอหรือจะทนการทรมานได้จึงได้เอ่ยปากออกไปหมดว่าตนพบเห็นสิ่งใด ทุกครั้งที่เสนาบดีชุนมาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพวกนางก็จะถูกไล่ออกมา ซ้ำบางครั้งคราฮองเฮายังลอบออกนอกวังไปบนคนแซ่ชุนผู้นั้นอีกด้วยนางกำนัลอาวุโสที่ติดตามดูแลจิ้งฮองเฮามาถูกทรมานจนสารภาพว่าฮองเฮากับชุนหม่าเคยมีสัมพันธ์กันก่อนที่ฮองเฮาจะถูกเสนอชื่อเข้าวังนั่นยิ่งทำให้ฝ่าบาทคาดเดาได้ในทันทีว่า บ่าวจากจวนอ๋องนั้
“เรา...เคยพบกันมาก่อนหรือไม่” แม่ทัพเล่อจ้องมองหลานสะใภ้ด้วยความสงสัย เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าเหตุใดถึงถามคำถามนั้นออกไป ใบหน้าของเว่ยเมิ่งเหยาไม่คุ้นเลยสักนิด ทว่าความรู้สึกกลับบอกว่าคุ้นเคย“ไม่เคยขอรับ นางพึ่งมาที่นี่ครั้งแรก” เฉวียนหย่งเฟิงขยับมาบังร่างอรชรจากสายตาของผู้เป็นลุง ความรู้สึกหงุดหงิดตี
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า บรรดาเจ้านายของจวนต่างก็พากันกลับเรือนพักหลังจากที่ทานมื้อเย็นด้วยกันเสร็จสรรพ ร่างอรชรเดินเคียงข้างสวามีกระทั่งถึงทางแยก“ราตรีสวัสดิ์เพคะท่านอ๋อง” หวังเฟยยอบตัวคำนับ พลางเดินแยกไปทางเรือนของตน ทว่าร่างสูงใหญ่กลับก้าวตามนางมา“ท่านอ๋อง...? นะ นั่นมิใช่ทางกลับเรือนของท่านนะ”“จว
“ข้ามีเรื่องต้องจัดการ ตามมาเงียบๆ อย่าได้สร้างเรื่อง” ทันทีที่ถึงค่ายทหาร เฉวียนหย่งเฟิงก็กำชับเมิ่งเหยาเป็นครั้งที่สาม ทำเอาอดีตคุณหนูเว่ยถอนหายใจหน่าย นางสร้างปัญหาเมื่อใดกันตั้งแต่มาที่นี่ก็วุ่นวายอยู่กับเรื่องจัดการเรือน จะมีก็แต่ครั้งนั้น“ท่านอ๋องกำชับหม่อมฉันเป็นครั้งที่สามแล้วนะเพคะ”“...
“ไท่เฟย หม่อมฉันนำของว่างมาให้เพคะ” เสียงหวานดังขึ้นท่ามกลางเสียงกระบี่ที่กระทบกัน ผู้อาวุโสของจวนหยุดการซ้อมลง พลางเดินขึ้นมาบนศาลาเล่อฟางหัวหันมองสะใภ้ที่ไม่พึงใจด้วยสายตานิ่งสนิท นางกำนัลเห็นไท่เฟยนั่งลงแล้ว จึงพากันเข้ามาปรนนิบัติซับเหงื่อไคล“เห็นนางกำนัลบอกว่าเจ้าให้คนตรวจสอบทรัพย์สินหรือ”“







