เข้าสู่ระบบ“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ
“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”
“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”
“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคน
ขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก
“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”
“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง
“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด
“งั้นหรือ...ขอบใจนะหงอู่ หากมิได้เจ้า วันนี้ข้าคงไม่ได้คำตอบ”
“เหอะ!”
เว่ยเมิ่งเหยาเห็นสีหน้ารำคาญของสวามีก็เหลือกตามองบน ใช่ว่าเขารำคาญนางเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ นางเองก็รำคาญเขาเช่นกัน
บุรุษอะไรกัน ไม่รักหยกถนอมบุปผาเอาเสียเลย!
นัยน์ตาสีสวยเหลือบเห็นฟู่กงจวิ่นที่เดินเข้ามานั่งข้างชุนซิ่นเยว่ มือใหญ่รีบรินชาให้ฮูหยิน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับเอามาดื่มด้วยรอยยิ้มพอใจ ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของฟู่กงจวิ่นในสายตาทุกคนจะเป็นไปตามที่หงอู่บอก
เห็นทีต้องสืบให้แน่ชัดว่าฟู่กงจวิ่นกับนางรำผู้นั้น มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่
“ชินหวังเฟยเพคะ ชินหวังเฟย”
“!!!”
“ขอประทานอภัยที่ทำให้ตกใจเพคะ หม่อมฉันเพียงจะถามว่า แคว้นต้งหนานมีการร่ายรำเช่นนี้หรือไม่ ซางเอ๋อร์ของพวกเราตั้งใจมอบการแสดงนี้ให้ท่านปู่ของนาง” คำถามของจ้าวอวี้ ฮูหยินใหญ่สกุลชุน ทำให้เว่ยเมิ่งเหยาต้องรีบหันไปมองที่ลานแสดง
ยังดีที่ในมือของคุณหนูชุนหลี่ซาง หลานสาวเจ้าของเรือน ถือดาบคู่หนึ่งไว้ในมือ จึงได้รู้ว่าเป็นการรำดาบ มิเช่นนั้นเมิ่งเหยาคงขายหน้าแล้ว
“ที่แคว้นต้งหนานเองก็มีการร่ายรำเช่นนี้” เมิ่งเหยาตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ จ้าวอวี้ผู้นี้ไม่ต่างกับบุตรสาวเลยสักนิด จิตใจหยาบช้าคับแคบ ไม่ว่าจะบุตรฮูหยินรองหรือบุตรอนุก็อย่าได้มีใครเหนือกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง
“อย่างนั้นหรือเพคะ หม่อมฉันเห็นกริยาอ่อนหวานของชินหวังเฟยคิดว่าที่แคว้นต้งหนานไม่นิยมให้สตรีจับดาบเสียอีก ซางเอ๋อร์ของเราเล่าเรียนทั้งบุ๋นบู๊ วันหน้าคงช่วยงานสามีในอนาคตได้มาก”
เว่ยเมิ่งเหยาไม่รู้ว่าฮูหยินเอกมีจุดประสงค์ใดจึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ทันทีที่ได้เห็นสายตาเอียงอายของคุณหนูชุนหลี่ซางที่มีต่อสวามี นางก็พอจะเข้าใจอะไรมากขึ้น
สกุลชุนอยู่อีกขั้วอำนาจมิใช่หรือ เหล่าสตรีสกุลชุนไม่รู้ความเสียเลย จะให้บุตรหลานสานสัมพันธ์กับศัตรูหรืออย่างไร
“ข้าเองก็เคยได้ยินมาว่า สตรีแคว้นต้งหนานโดดเด่นเรื่องการบ้านการเรือน มารดาของชินหวังเฟยยังเคยปักผ้าถวายอดีตชินอ๋องด้วยใช่หรือไม่ ข้าจำได้ว่าเขาพึงใจมากทีเดียว”
“เป็นดั่งฮองเฮาตรัสเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาถอนหายใจหน่าย จิ้งฮองเฮาภายนอกดูเรียบร้อยอ่อนโยนไร้พิษสง ทว่าคำพูดกลับเป็นการเติมเชื้อไฟให้แม่สามีลูกสะใภ้แตกคอกันมากขึ้น
“สตรีต้งหนานเคร่งครัดเรื่องคุณธรรมสตรี แต่กระนั้นก็มิได้ห้ามให้จับมีดถือดาบ การร่ายรำเมื่อครู่พบเห็นได้ทั่วไปตามตลาด นักแสดงกลมักละเล่นรำดาบกันเพคะ”
“หึ! เช่นนั้นชินหวังเฟยคงพอจะทำได้กระมังเพคะ ช่วยชี้แนะหลี่ซางด้วย” ชุนหลี่ซางเก็บอารมณ์ไม่อยู่ นางฝึกรำดาบจากอาจารย์อันดับหนึ่งของแคว้น ท่านยังเอ่ยชมว่านางเป็นสตรีที่ร่ายรำดาบได้งดงามและแข็งแกร่งที่สุด
แต่สตรีตรงหน้ากลับเปรียบนางกับนักแสดงกลชั้นต่ำ
“...” เมิ่งเหยาที่ได้รับการเชื้อเชิญกะทันหัน ก็เหลียวไปมองสวามีเชิงขอความช่วยเหลือ เพราะการแสดงที่ไม่ได้เตรียมมา ย่อมไม่สมบูรณ์แบบนัก หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้
“สุราดี สุราดี”
แต่อีกฝ่ายกลับยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยรอยยิ้ม ตีความได้อย่างเดียวคือเขาไม่คิดจะออกปากแทนนาง คงตั้งใจปล่อยให้นางขายหน้ากลางงานเป็นแน่
“ว่าอย่างไรเพคะ หรือหากชินหวังเฟยมิถนัด จะแสดงเป็นบรรเลงดนตรี ร่ายรำตามจังหวะเพลงเหมือนเหล่านางรำในหอนางโลมก็ได้นะเพคะ”
“...อันที่จริงไม่ว่าแบบใด ข้าก็ทำได้ดีทั้งนั้น แต่จะให้เสียชื่อชายาเอกแม่ทัพแคว้นเฉวียนคงมิได้” เว่ยเมิ่งเหยาตั้งใจกล่าวเช่นนั้นเพราะต้องการดึงเฉวียนหย่งเฟิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เขาเองก็ต้องเสียหน้าเช่นกัน
ร่างอรชรลุกขึ้นมายืนกลางลานพิธี ชุดที่รุ่มร่ามนั้นมิได้ถอดออกแต่อย่างใด มือเรียวไม่รับดาบจากคุณหนูชุนหลี่ซาง แต่กลับล้วงเอาแส้หยกถักไหมทองออกมาจากสาบเสื้อ
สร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนในงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชินอ๋องของแคว้นที่ถึงขั้นวางจอกสุราลง จดจ้องไปที่คนงามอย่างสนใจ
“ตั้งแต่มาถึงแคว้นเฉวียนหม่อมฉันก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝน ขอประทานอภัยฮองเฮา หากการแสดงของหม่อมฉันทำให้ไม่พอพระทัย”
“อย่าได้หวั่นใจไป ข้ามิได้คาดหวัง”
คำพูดนั้นทำเอาเว่ยเมิ่งเหยานึกสบถในใจ คนแคว้นเฉวียนดูแคลนนางเพียงใดกัน แส้เส้นนี้ท่านพ่อมอบให้เป็นของขวัญในวันปักปิ่นของนาง ท่านฝึกสอนนางจนเชี่ยวชาญ การร่ายรำก็ได้ฮองเฮากับท่านแม่ช่วยชี้แนะ
คงต้องแสดงให้เห็นเสียบ้าง
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)