Se connecterมี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย
“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”
“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”
“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา
“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก
“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน
“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด
“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็จแม่ต่างก็ถูกลอบทำร้ายอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ที่เสด็จพ่อยังมีชีวิตอยู่ กระทั่งตอนนี้
“...”
“ข้ามิได้ขู่ให้เจ้ากลัวหรอกนะ” ตาเฉี่ยวปรายมองคนงามที่นั่งนิ่งก็ได้แต่หัวเราะในใจ คงกลัวจนหัวหดกระมัง
“หากเป็นเรื่องนั้น ท่านอ๋องอย่าห่วงไปเลยเพคะ หม่อมฉันเคยจับดาบอยู่บ้าง”
“หึ มันมิเหมือนจับดาบร่ายรำหรอกนะ” เฉวียนหย่งเฟิงแค่นหัวเราะ นางคิดว่าชีวิตจริงจะเหมือนการรำดาบหรือไร หากแค่นั้นเหล่านางรำทั่วแคว้นเฉวียนก็คงต่อสู้เป็นกันหมด
“หม่อมฉันทราบดี ทูลลาเพคะ”
เฉวียนหย่งเฟิงมองร่างอ้อนแอ้นเดินออกจากประตูห้องไปก็ได้แต่ส่ายหน้า ในเมื่อเตือนแล้วไม่ยอมฟัง ก็ให้เจอกับตนเองเสียหน่อย
“หงอู่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งคนไปดูนางที หากนางตายในแคว้นเราขึ้นมาเรื่องจะยุ่งเอาได้ องค์รัชทายาทแคว้นต้งหนานดูมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับนาง อ่อ ถ้าไม่หนักหนาก็ไม่ต้องเข้าไปช่วย ปล่อยให้เจอดีเสียบ้าง ไม่แน่อาจหนีกลับแคว้นแทบไม่ทัน” ว่าไปมือก็หยิบขนมในจานทานไปด้วย
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ขนมนี้รสชาติดีไม่น้อย วันหลังสั่งให้แม่ครัวทำมาให้ข้าอีก”
“ขนมนี้เป็นของที่หวังเฟยทำเองพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินเพียงเท่านั้นคนที่เคี้ยวขนมด้วยความเอร็ดอร่อยถึงกับสำลัก ไอโขลกๆเสียงดัง
“รสชาติดี ตะ แต่ฝืดคอ” ว่าแล้วก็ยกชาขึ้นมาดื่มแก้เก้อ ทว่า...
“ชานี้ก็เป็นชาที่หวังเฟยนำมาจากแคว้นต้งหนานพ่ะย่ะค่ะ”
“แคกๆ”
กว่าสิบวันที่เว่ยเมิ่งเหยาวุ่นวายอยู่กับการเรียกช่างมาตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับไปงาน จากที่คิดว่าจะออกไปเดินสำรวจที่ทาง ว่าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเมื่อสิบแปดปีก่อนหรือไม่ นางก็มิได้ออกไปที่ใด ขลุกอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะลวดลายที่ช่างตัดเย็บทำมาไม่ถูกใจ
เดิมทีไท่เฟยก็ส่ายหัวให้กับพฤติกรรมมากความของสะใภ้ ตัวนางและบุตรชายเป็นทหารในกองทัพ มีสิ่งใดให้ใส่ก็ใส่ ทว่าพอได้เห็นฝีมือการปักผ้าของเมิ่งเหยาก็ต้องยอมรับว่างดงาม สมแล้วที่เป็นบุตรีสกุลเว่ย
“ต้องขอบใจเจ้าที่สละเวลามาปักชุดด้วยตนเอง”
“หม่อมฉันเต็มใจเพคะ ปกติแล้วชุดออกงานของคนในครอบครัว หม่อมฉันกับท่านแม่มักตัดเย็บเองอยู่แล้ว เพราะหาช่างที่ถูกใจท่านแม่มิได้” เว่ยเมิ่งเหยายกยิ้มกว้าง ยามนึกถึงครอบครัว
“เหอะ เสียเวลา เสื้อผ้าก็เหมือนๆ กันหมด เหตุใดต้องทำให้มากเรื่อง”
“ท่านแม่กับท่านย่าทวดสอนหม่อมฉันว่า จะไปงานเลี้ยงก็ต้องให้เกียรติเจ้าของงาน การแต่งตัวดี เหมาะสม ถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่สมควรปฏิบัตินะเพคะท่านอ๋อง”
“หึๆ ไม่รู้ว่างานเลี้ยงฉลองวันเกิดขุนนางในแคว้นต้งหนานเป็นอย่างไรหรือ” เล่อฟางหัวหลุดขำกับคำตอบของสะใภ้ ที่ทำเอาบุตรชายของนางหน้าเหวอ แต่เพื่อเว้นทางออกให้ นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย
“ขึ้นอยู่กับแต่ละเรือนเพคะ เหล่าขุนนางบางคนก็จัดใหญ่โตเอิกเกริก บ้างก็เชิญแขกเฉพาะที่สนิทชิดเชื้อ แต่สำหรับบิดาหม่อมฉัน มีเพียงคนในจวนและครอบครัวของเสด็จลุง- เอ่อ หม่อมฉันหมายถึงฝ่าบาท ฮองเฮา และองค์รัชทายาทเพคะ” เมิ่งเหยาหันไปตอบคำถาม
“คิดว่าความสนิทสนมของสกุลเว่ยกับเชื้อพระวงศ์ จะเป็นเพียงข่าวลือเสียอีก”
“...” คนงามมิได้ตอบสิ่งใดกลับไป เพียงส่งยิ้มให้เท่านั้น
“เสด็จแม่เชื่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ นางถึงขั้นเรียกนามองค์รัชทายาทโดยตรง แตะเนื้อตั้งตัวกันอย่างไม่เคอะเขิน ก็คงสนิทสนมกันพอควร” เอกบุรุษทำท่าราวกับตนรู้ทุกสิ่ง ทว่าพอฟังประโยคถัดไปก็รีบละลักละล่ำแก้ตัวทันที
“ยังไม่เลิกหึงหวงหม่อมฉันกับองค์รัชทายาทอีกหรือเพคะ”
“ข้าไม่ได้หึงหวงเจ้า ไม่เคยคิด และไม่มีทางคิดเช่นนั้นเด็ด-”
“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงด้านนอกดังลอดเข้ามาในรถม้า เฉวียนหย่งเฟิงจึงได้แต่ส่งสายตาคาดโทษไปให้ฮูหยิน ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวลงรถม้า
เว่ยเมิ่งเหยายกยิ้มบาง พลางก้มหน้าหลบสายตาของมารดาสวามีที่มองมา ทว่าความเบิกบานเล็กๆ ของเมิ่งเหยาก็สิ้นสุดทันทีที่ก้าวลงเหยียบพื้นดิน
ใบหน้างามเงยขึ้นมองป้ายหน้าเรือนที่เขียนไว้เด่นชัด
“เรือนสกุลชุน”
“นี่ของเสี่ยวจินหรือ ที่แท้เจ้าแมวตัวส้มนั่นก็เป็นคุณชายเล็กสกุลเว่ยนี่เอง” หย่งเฟิงหัวเราะร่ายามหันไปเห็นเบาะนุ่มถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี ทั้งเนื้อผ้าที่ใช้เย็บ ลวดลายที่ปักดูก็รู้ว่าใส่ใจ“แน่สิเพคะ ป่านนี้คงไปเดินเล่นรอบจวนแล้วกระมัง ไม่ได้มาเสียนาน”เฉวียนหย่งเฟิงอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจรอบห้องนอนของภรรยา ภายในห้องถูกจัดเป็นสัดส่วนชัดเจน ถึงขั้นใช้ฉากกั้นลายพู่กันของยอดฝีมือ โต๊ะเครื่องประดับก็มีเรียงรายกัน ไหนจะชั้นวางของที่เก็บของในความทรงจำพวกนี้อีก“ท่านพ่อกับท่านแม่มักเก็บของใช้สมัยพวกเรายังเด็กเอาไว้ให้พวกเราดูเพคะ ของเสี่ยวเหอกับเสี่ยวหนิงก็มีอยู่ในห้องของพวกเขา”“หึๆ ข้ากำลังจินตนาการว่าเจ้าใส่ชุดนี้แล้วจะเป็นเช่นไร” เฉวียนหย่งเฟิงหยิบชุดที่เมิ่งเหยาใส่ยามอายุเพียงสองหนาวขึ้นมาดูด้วยรอยยิ้มกริ่ม“มันเก่าแล้วนะเพคะ อย่าจับแรง”“ข้ามิได้ลงแรงเสียหน่อย แล้วอันนี้เล่าคือสิ่งใด”“ผ้าเช็ดหน้าผืนแรกที่หม่อมฉันปักเองเพคะ ปักออกมาได้ไม่งามเท่าใด” เมิ่งเหยาไล้มือลงบนเส้นด้ายด้วยความคิดถึงเฉวียนหย่งเฟิงรับรู้มาโดยตลอดว่าเมิ่งเอ๋อร์รักครอบครัวของนางมาก วันนี้จึงเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง คนที
เส้นทางเชื่อมระหว่างชายแดนแคว้นต้งหนานและแคว้นเฉวียนถูกปรับปรุงให้สัญจรได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีกันระหว่างสองแคว้น ผู้คนขยับขยายการค้าระหว่างแคว้นจนกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องแน่นอนว่าการมาเยือนอย่างยิ่งใหญ่ของฝ่าบาทและฮองเฮาแคว้นเฉวียนสู่แคว้นต้งหนานเป็นเครื่องยืนยันว่าสองแคว้นผูกสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ยิ่งครานี้มิใช่การมาเยือนในฐานะทูตหรือเหตุผลทางด้านการเมือง เพียงเสด็จมาเยี่ยมบ้านเดิมของฮองเฮา ยิ่งเป็นนิมิตหมายอันดีว่าความผูกพันนี้หยั่งรากลึกถึงจิตใจ มิใช่เพียงฉากหน้าเป็นสัมพันธ์เพียงการทูต“ที่นี่ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่ร้าง บัดนี้ทำเป็นแหล่งฝึกอาชีพสำหรับผู้ยากไร้ไปเสียแล้ว” เว่ยเมิ่งเหยาชี้ออกนอกหน้าต่างให้สวามีดู ทั้งที่ประคองโอรสองค์เล็กอยู่บนตัก ส่วนหย่งเฟิงเองก็มีเฉวียนหรานเซ่อนอนซบอยู่กับอกเช่นกัน“เจ้าไม่ได้มาเยือนที่นี่ก็หกเจ็ดปีได้แล้ว ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนไป แต่แคว้นต้งหนานเจริญรุ่งเรืองเหนือแคว้นของเรามากจริงๆ”“แคว้นเราพึ่งผ่านวิกฤติ ประชาชนยากไร้มานาน ย่อมต้องใช้เวลาเพคะ เห็นเช่นนี้กว่าเสด็จลุงฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทจะช่วยกันสร้า
“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ยังไม่ชัดเจนเรียกหาคนมาใหม่ ภายในห้องบรรทมของฮองเฮาอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรคงเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือด พอคิดถึงข้อนี้ใจแกร่งก็กระตุก รู้สึกผิดที่ตนมิได้อยู่ในยามที่คนรักลำบากสายตาของเจ้าแผ่นดินกวาดมองทั้งลูกและภรรยา ขาแกร่งเดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยวัยสองหนาวที่เล่นอยู่กับเสี่ยวจิน ไปหาเมิ่งเหยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรย แต่กลับยังส่งยิ้มบางมาให้สวามี“เป็นอย่างไรบ้าง” นัยน์ตาคมเคลื่อนมองสำรวจเมิ่งเหยาและเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ มารดา“เป็นโอรสเพคะ”“น่าชัง จมูกเขาเหมือนเจ้า” นิ้วใหญ่ยื่นไปเขี่ยจมูกเล็ก ทำเอาทารกน้อยดิ้นหยุกหยิกเพราะถูกรบกวน สร้างเสียงหัวเราะให้พี่ชายได้เป็นอย่างดี“เสี่ยวหรานก็ชอบน้องใช่หรือไม่ ต่อไปต้องเป็นพี่ชายที่ดีนะ แม่เองก็จะบอกให้น้องเป็นน้องชายที่ดีเช่นกัน”“พ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายตอบรับพลางเอียงแก้มให้มารดาจับ แต่ด้วยความเป็นเด็ก อยู่นิ่งได้ไม่นานก็ดิ้นจะลงจากอ้อมกอดบิดา เฉวียนหย่งเฟิงจึงปล่อยโอรสลงไปเล่นกับเสี่ยวจิน แน่นอนว่ามีมี่มี่คอยดูอยู่ไม่คลาดสายตา เพราะแม้จะยังเดินไม่คล่อง แต่ก็เคยทำให้ขันทีกำนัลวิ่งวุ่นไล่จับก
ผลัดเปลี่ยนผู้ครองแคว้นก็เหมือนได้แผ่นฟ้าใหม่ ภายใต้การปกครองขององค์ฮ่องเต้เฉวียนหย่งเฟิงนานนับสี่ปี ประชาราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุข ขุนนางคดโกงถูกจับไปลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างจนไม่มีผู้ใดกล้าการทหารเข้มแข็ง ซ้ำยังผูกสัมพันธ์กับแคว้นต้งหนานแน่นแฟ้น แผ่นดินแคว้นเฉวียนจึงไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ทว่าคนที่ทุกข์ใจที่สุดคงหนีไม่พ้นโอรสสวรรค์ ยามต้องทนฟังพวกขุนนางเฒ่ายื่นฎีกาให้รับสนมเพิ่ม“ท่านจะพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ด้วยเหตุใด ฟังมิเข้าใจหรือ ว่าวังหลังของข้ามีเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว”“แต่ฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นคนแคว้นต้งหนาน ไหนเลยจะเข้าใจราษฎรแคว้นเฉวียนได้ดีเท่าคนแคว้นเฉวียนด้วยกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดของใต้เท้าซ่งทำเอาหย่งเฟิงมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที“หากท่านว่าฮองเฮามิเข้าใจคนแคว้นเฉวียน เช่นนั้นข้าวนับพันกระสอบที่ฝ่าบาทแคว้นต้งหนานพระราชทานให้เมืองที่ประสบภัยของแคว้นเราเมื่อสองปีก่อน เป็นฝีมือผู้ใด”“...”“เศรษฐกิจการค้าทางทะเล ผู้ใดเสนอแนวคิดนี้จนทำให้แคว้นของเราลืมตาอ้าปากได้ เมื่อสมัยอดีตฮ่องเต้พวกท่านอยู่แต่ในเมืองหลวงเคยเดินทางออกไปต่างเมืองหรือไม่ เคยเห็นความ
“ท่านหมอฉีนำราชโองการของอดีตฮ่องเต้มาประกาศต่อหน้าทหารและราษฎร ว่าแท้จริงแล้วผู้ครองบัลลังก์ต้องเป็นอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหราน หาใช่ฝ่าบาทไม่!” สิ้นเสียงรายงานก็เหมือนทุกอย่างจะพังทลายลงตรงหน้าเฉวียนเทียนฉีไม่ต่างกับคนเสียสติ เขาเดินหมากพลาด เขาเห็นแก่ที่ท่านหมอฉีเป็นหมอเทวดารักษาได้ทุกโรคจึงไว้ชีวิต ขังเขาไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง ไม่คิดว่าท่านหมอผู้นี้จะมีราชโองการในมือ“พวกมันอยู่ไหน นำองครักษ์ไปฆ่าพวกมันให้หมด”“บัดนี้ท่านอ๋องยกทัพทหารมาประชิดประตูวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ เบื้องหลังมีเหล่าราษฎรมาช่วยสนับสนุน ต่างก็สาปแช่งฝ่าบาทว่าเป็นโอรสทรพี”“เฉวียนหย่งเฟิง ข้าจะฆ่ามัน ข้าจะฆ่ามัน!” องค์ฮ่องเต้คว้าดาบจากเอวขององครักษ์วิ่งตรงไปที่หน้าประตูวัง ขึ้นไปอยู่บนกำแพงมองดูว่าทุกอย่างเป็นเหมือนที่องครักษ์รายงานหรือไม่และก็ประจักษ์แก่สายตา ว่าทั้งทหารและราษฎรต่างขับไล่เขาลงจากบัลลังก์ เอ่ยว่าคนชั่วเช่นเขาสมควรตายตก“มันเจ้าช่างบังอาจนัก ทหาร! ฆ่าพวกมันให้หมด ฆ่า!!!!”“เฉวียนเทียนฉี เจ้าหยุดก่อกรรม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายใช้เพียงแค่ชีวิตชั่วช้าของเจ้ามาแลกไม่ได้ วันนี้ข้าจะทวงคืนความย
เพล้ง!!! เสียงแจกันลวดลายหรูหราถูกปัดตกจากแท่นวางจนแตกกระจายด้วยน้ำมือของจิ้งรุ่ยซือ มารดาแผ่นดินแคว้นเฉวียน“พวกเจ้า! พวกเจ้ากล้าปลอมแปลงราชโองการ”“ราชโองการนี้เป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ซ้ำยังมีตราประทับชัดเจน จิ้งรุ่ยซือเจ้าเป็นสตรีบาป รับโทษตายย่อมเหมาะสมแล้ว” เสียงสะบัดของขันทีไม่เกรงกลัวฮองเฮาเลยสักนิดเหตุเพราะหลังจากที่ฝ่าบาทได้รับของจากจวนอ๋องหย่งเฟิงก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ กงกงดูแลตำหนักใหญ่บอกว่าท่านอ๋องส่งข้าวของเสนาบดีชุนมาให้ฝ่าบาท ในนั้นมีภาพเปลือยของฮองเฮาที่หากไม่ได้เห็นกับตา คงวาดมิได้เหมือนถึงเพียงนั้น จุดตำหนิต่างๆ บนเรือนร่างเสนาบดีชั่วนั่นก็วาดลงไปจนหมดไม่ขาดตกคนจากตำหนักฮองเฮาถูกลากไปสอบสวน นางกำนัลร่างกายอ่อนแอหรือจะทนการทรมานได้จึงได้เอ่ยปากออกไปหมดว่าตนพบเห็นสิ่งใด ทุกครั้งที่เสนาบดีชุนมาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพวกนางก็จะถูกไล่ออกมา ซ้ำบางครั้งคราฮองเฮายังลอบออกนอกวังไปบนคนแซ่ชุนผู้นั้นอีกด้วยนางกำนัลอาวุโสที่ติดตามดูแลจิ้งฮองเฮามาถูกทรมานจนสารภาพว่าฮองเฮากับชุนหม่าเคยมีสัมพันธ์กันก่อนที่ฮองเฮาจะถูกเสนอชื่อเข้าวังนั่นยิ่งทำให้ฝ่าบาทคาดเดาได้ในทันทีว่า บ่าวจากจวนอ๋องนั้
ร่างเพรียวบางในชุดนางรำเดินลัดเลาะไปตามทาง เพื่อตามหานางรำที่เห็นวันนั้น เมิ่งเหยาเพียงอยากทำความรู้จักกับหลันเอ๋อร์ อยากรู้ว่าชายหญิงมีความสัมพันธ์กันอย่างไรกันแน่“เหตุใดมาอยู่ที่นี่ ลงไปช่วยต้อนรับแขกด้านล่างได้แล้ว นี่หรือว่าคนใหม่ที่พึ่งมาวันนี้หรือ”“เอ่อ ใช่เจ้าค่ะ พอดีข้าปวดหนักอยากไปห้องสุ
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซ
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่







