แชร์

9. มิใช่เรื่องง่าย (2)

ผู้เขียน: หมอนบนโซฟา
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-05 21:52:17

มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย

“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”

“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”

“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา

“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก

“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”

“เข้าใจแล้วเพคะ”

“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน

“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด

“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็จแม่ต่างก็ถูกลอบทำร้ายอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ที่เสด็จพ่อยังมีชีวิตอยู่ กระทั่งตอนนี้

“...”

“ข้ามิได้ขู่ให้เจ้ากลัวหรอกนะ” ตาเฉี่ยวปรายมองคนงามที่นั่งนิ่งก็ได้แต่หัวเราะในใจ คงกลัวจนหัวหดกระมัง

“หากเป็นเรื่องนั้น ท่านอ๋องอย่าห่วงไปเลยเพคะ หม่อมฉันเคยจับดาบอยู่บ้าง”

“หึ มันมิเหมือนจับดาบร่ายรำหรอกนะ” เฉวียนหย่งเฟิงแค่นหัวเราะ นางคิดว่าชีวิตจริงจะเหมือนการรำดาบหรือไร หากแค่นั้นเหล่านางรำทั่วแคว้นเฉวียนก็คงต่อสู้เป็นกันหมด

“หม่อมฉันทราบดี ทูลลาเพคะ”

เฉวียนหย่งเฟิงมองร่างอ้อนแอ้นเดินออกจากประตูห้องไปก็ได้แต่ส่ายหน้า ในเมื่อเตือนแล้วไม่ยอมฟัง ก็ให้เจอกับตนเองเสียหน่อย

“หงอู่”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ส่งคนไปดูนางที หากนางตายในแคว้นเราขึ้นมาเรื่องจะยุ่งเอาได้ องค์รัชทายาทแคว้นต้งหนานดูมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับนาง อ่อ ถ้าไม่หนักหนาก็ไม่ต้องเข้าไปช่วย ปล่อยให้เจอดีเสียบ้าง ไม่แน่อาจหนีกลับแคว้นแทบไม่ทัน” ว่าไปมือก็หยิบขนมในจานทานไปด้วย

“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ขนมนี้รสชาติดีไม่น้อย วันหลังสั่งให้แม่ครัวทำมาให้ข้าอีก”

“ขนมนี้เป็นของที่หวังเฟยทำเองพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินเพียงเท่านั้นคนที่เคี้ยวขนมด้วยความเอร็ดอร่อยถึงกับสำลัก ไอโขลกๆเสียงดัง

“รสชาติดี ตะ แต่ฝืดคอ” ว่าแล้วก็ยกชาขึ้นมาดื่มแก้เก้อ ทว่า...

“ชานี้ก็เป็นชาที่หวังเฟยนำมาจากแคว้นต้งหนานพ่ะย่ะค่ะ”

“แคกๆ”

กว่าสิบวันที่เว่ยเมิ่งเหยาวุ่นวายอยู่กับการเรียกช่างมาตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับไปงาน จากที่คิดว่าจะออกไปเดินสำรวจที่ทาง ว่าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเมื่อสิบแปดปีก่อนหรือไม่ นางก็มิได้ออกไปที่ใด ขลุกอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะลวดลายที่ช่างตัดเย็บทำมาไม่ถูกใจ

เดิมทีไท่เฟยก็ส่ายหัวให้กับพฤติกรรมมากความของสะใภ้ ตัวนางและบุตรชายเป็นทหารในกองทัพ มีสิ่งใดให้ใส่ก็ใส่ ทว่าพอได้เห็นฝีมือการปักผ้าของเมิ่งเหยาก็ต้องยอมรับว่างดงาม สมแล้วที่เป็นบุตรีสกุลเว่ย

“ต้องขอบใจเจ้าที่สละเวลามาปักชุดด้วยตนเอง”

“หม่อมฉันเต็มใจเพคะ ปกติแล้วชุดออกงานของคนในครอบครัว หม่อมฉันกับท่านแม่มักตัดเย็บเองอยู่แล้ว เพราะหาช่างที่ถูกใจท่านแม่มิได้” เว่ยเมิ่งเหยายกยิ้มกว้าง ยามนึกถึงครอบครัว

“เหอะ เสียเวลา เสื้อผ้าก็เหมือนๆ กันหมด เหตุใดต้องทำให้มากเรื่อง”

“ท่านแม่กับท่านย่าทวดสอนหม่อมฉันว่า จะไปงานเลี้ยงก็ต้องให้เกียรติเจ้าของงาน การแต่งตัวดี เหมาะสม ถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่สมควรปฏิบัตินะเพคะท่านอ๋อง”

“หึๆ ไม่รู้ว่างานเลี้ยงฉลองวันเกิดขุนนางในแคว้นต้งหนานเป็นอย่างไรหรือ” เล่อฟางหัวหลุดขำกับคำตอบของสะใภ้ ที่ทำเอาบุตรชายของนางหน้าเหวอ แต่เพื่อเว้นทางออกให้ นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย

“ขึ้นอยู่กับแต่ละเรือนเพคะ เหล่าขุนนางบางคนก็จัดใหญ่โตเอิกเกริก บ้างก็เชิญแขกเฉพาะที่สนิทชิดเชื้อ แต่สำหรับบิดาหม่อมฉัน มีเพียงคนในจวนและครอบครัวของเสด็จลุง- เอ่อ หม่อมฉันหมายถึงฝ่าบาท ฮองเฮา และองค์รัชทายาทเพคะ” เมิ่งเหยาหันไปตอบคำถาม

“คิดว่าความสนิทสนมของสกุลเว่ยกับเชื้อพระวงศ์ จะเป็นเพียงข่าวลือเสียอีก”

“...” คนงามมิได้ตอบสิ่งใดกลับไป เพียงส่งยิ้มให้เท่านั้น

“เสด็จแม่เชื่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ นางถึงขั้นเรียกนามองค์รัชทายาทโดยตรง แตะเนื้อตั้งตัวกันอย่างไม่เคอะเขิน ก็คงสนิทสนมกันพอควร” เอกบุรุษทำท่าราวกับตนรู้ทุกสิ่ง ทว่าพอฟังประโยคถัดไปก็รีบละลักละล่ำแก้ตัวทันที

“ยังไม่เลิกหึงหวงหม่อมฉันกับองค์รัชทายาทอีกหรือเพคะ”

“ข้าไม่ได้หึงหวงเจ้า ไม่เคยคิด และไม่มีทางคิดเช่นนั้นเด็ด-”

“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงด้านนอกดังลอดเข้ามาในรถม้า เฉวียนหย่งเฟิงจึงได้แต่ส่งสายตาคาดโทษไปให้ฮูหยิน ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวลงรถม้า

เว่ยเมิ่งเหยายกยิ้มบาง พลางก้มหน้าหลบสายตาของมารดาสวามีที่มองมา ทว่าความเบิกบานเล็กๆ ของเมิ่งเหยาก็สิ้นสุดทันทีที่ก้าวลงเหยียบพื้นดิน

ใบหน้างามเงยขึ้นมองป้ายหน้าเรือนที่เขียนไว้เด่นชัด

“เรือนสกุลชุน”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   14. แส้ไหมถัก (3)

    ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   13. แส้ไหมถัก (2)

    “มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   12. แส้ไหมถัก (1)

    “หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   11. สกุลชุน (2)

    งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   10. สกุลชุน (1)

    เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา

  • เช่นนั้นท่านก็เกลียดข้าให้พอใจ   9. มิใช่เรื่องง่าย (2)

    มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status